
ใจร้ายแบบไม่รู้ตัว
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
เราทุกคนคงไม่มีใครอยากเป็นคนใจร้าย หรือเป็นคนโหดร้ายโดยไม่ตั้งใจ แต่หลายๆ ครั้งในชีวิต เราทำไปแบบไม่รู้ ไม่เจตนา และพอพฤติกรรมของเราส่งผลร้ายให้คนอื่น เมื่อเรารู้ตัว เราก็มักรีบขอโทษและแก้ไข
เช่น เวลาที่เราพลั้งปากพูดสิ่งที่ทำร้ายจิตใจคนที่เรารักโดยไม่เจตนา เพราะว่าตอนนั้นเรากำลังโมโหอยู่ แต่พอได้สติ เราก็จะเสียใจและขอโทษเสมอๆ
แต่หากเป็นเรื่องไกลตัวบ้างละคะ ไม่ใช่เรื่องของคนที่เรารักที่เราต้องเห็นกันทุกๆ วัน แต่เป็นเรื่องของคนที่อยู่ไกลไปคนละซีกโลก หรืออยู่กันคนละมุมของประเทศ หากเราใจร้ายกับเขา เราคงไม่รู้ตัวแน่ๆ เพราะหน้าตาของเขา เรายังไม่เคยเห็นเลย
แต่เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นแทบจะเป็นเรื่องประจำวัน ผ่านกิจวัตรที่สาวๆ ทำกันเป็นประจำจนเป็นเรื่องธรรมชาติไปแล้ว นั่นก็คือ “การช็อปปิ้ง” และเรื่องแบบนี้ หนุ่มๆ ก็ทำเช่นกัน เพราะการซื้อหาของต่างๆ มาใช้อำนวยความสะดวก หรือเพิ่มความเท่ให้เรา ก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอีก ฯลฯ แม้จะไม่เป็นจริงสำหรับสินค้าทุกชิ้นในตลาด แต่ก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้นบ่อยมาก อยู่ตรงใต้จมูกของเรานี่เอง แต่เพราะเราไม่รู้ เราก็เลยมองข้ามกันไป
เรื่องนี้ น้องหนูหวาน น้องสาวแท้ๆ ของหนูดีเคยพูดให้หนูดีฟังครั้งหนึ่ง สมัยที่น้องเริ่มเรียนแฟชั่นและเข้าวงการแฟชั่นในปีแรกๆ ในประเด็น “Slow Fashion”
ตอนแรกที่ได้ยิน หนูดีก็งง เพราะตั้งแต่เริ่มเป็นเกษตรกรมา หนูดีก็รู้จักแต่ “Slow Food” คือ พอเข้าใจว่า มันต้องช้าและไม่วุ่นวาย อะไรประมาณนั้นหรือเปล่า แต่ในความหมายของน้องหนูหวาน ในวงการแฟชั่นก็คือ การเสพเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นชิ้นงานศิลปะ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อการใช้สอยนั้น เราสามารถเป็นคนใจดีหรือคนใจร้ายก็ได้ ขึ้นอยู่กับเราเลือก “ซื้อ” ของ ที่มีการผลิตในลักษณะใด
หนูดีขอให้น้องอธิบายต่อ เพราะภูมิปัญญาด้านแฟชั่นหนูดีค่อนข้างต่ำ น้องอธิบายง่ายๆ ว่า “แบบนี้นะคะพี่หนูดี คือ ถ้าพี่หนูดีบังเอิญไปซื้อกระโปรงอย่างสวยมาได้ในราคาถูกมาก แต่กระโปรงนี้เย็บดี ดูออกว่าไม่ได้ทำชุ่ยๆ และราคามันต่ำกว่าหน้าตาอย่างเห็นได้ชัด ก็เป็นไปได้ว่า พี่หนูดีกำลังเอาเปรียบช่างเย็บผ้า เพราะแทนที่เขาจะได้ค่าเย็บอย่างเป็นธรรม เขาก็โดนกดราคา เพื่อให้ต้นทุนกระโปรงถูกลง เขาอาจไม่ได้รับการประกันสุขภาพ ลูกของเขาก็อาจไม่ได้รับอาหารเพียงพอ แถมหากโรงงานนี้มีขยะต้องทิ้งเยอะ แต่เขาไม่จัดสรรเงินไปดูแลขยะ ทำให้เกิดมลภาวะขึ้นกับโลกด้วย เท่ากับพี่หนูดีก็เอาเปรียบโลก ใจร้ายกับโลกซ้ำเข้าไปอีก”
โห ฟังแล้วหนูดีรู้สึกว่า อะไรกันนี่ จะซื้อกระโปรงแค่ตัวเดียว ทำไมเรื่องมันมากนัก แต่เมื่อมองอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็เห็นความเกี่ยวพันของตัวเราและห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานนี้ทั้งหมด แล้วก็เลยนึกถึงแคมเปญรณรงค์ไม่ซื้อลูกสัตว์สงวน ที่มีภาพแม่ชะนีกับลูกชะนีกอดกัน แล้วเขียนว่า “ผู้ซื้อคือผู้ล่า”? พอนึกถึงตรงนี้ก็เริ่มเห็นด้วยกับน้องหวานแล้วว่า ก่อนจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งในยุคนี้ เราคงต้องคิดให้มากขึ้นกว่าแค่ว่า เรามีเงินในกระเป๋าพอซื้อไหม และซื้อมานั้นจำเป็นแค่ไหน แต่ต้องคิดไปให้ไกลถึงสภาพชีวิตของคนที่ผลิตสินค้าชิ้นนั้นขึ้นมาด้วย
มาถึงตรงนี้ หนูดีมีคำถามกับน้องหวานค่ะว่า แล้วถ้าหนูดีตัดสินใจซื้อกระโปรงดีๆ แพงๆ สักตัวล่ะ หนูดีจะรู้ได้อย่างไรว่า เงินส่วนต่างที่จ่ายเพิ่มนั้น หนูดีจ่ายเพื่อค่าจ้างที่เป็นธรรมสำหรับคนเย็บ ค่าจัดการขยะที่ถูกต้อง ค่าประกันสุขภาพพนักงาน ค่าการทำงานล่วงเวลา ค่าสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีมนุษยธรรม แต่ไม่ได้จ่ายไปเพื่อการบวกกำไรเว่อร์เกินจริงของเจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้น ข้อนี้เราสองคนพี่น้องก็เลยมานั่งหารือกัน สรุปได้ว่า เราสามารถเลือกดูยี่ห้อที่เน้นและชูนโยบายที่มีมนุษยธรรมเหล่านี้ แต่การจะซื้อของแต่ละชิ้น เช่น ไปเดินตามตลาดนัดเห็นชุดน่ารัก เราจะไปสืบได้อย่างไร ตรงนี้ก็คงไม่ต้องเคร่งเครียดขนาดนั้น เพียงแต่ว่า ให้เราได้รู้บ้าง ให้เราคิดถึงเรื่องแบบนี้บ้าง เมื่อเวลาที่เราจะซื้อของที่เราสืบข้อมูลได้ เราจะได้ตัดสินใจแบบไม่ต้อง “ใจร้ายโดยไม่รู้ตัว”
บางครั้ง โดยไม่ตั้งใจ เราก็อาจ “ใจร้ายกับโลก” ได้ ผ่านการซื้อหาสิ่งจำเป็นแท้จริงในชีวิตประจำวัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ตรงหน้าหนูดีนี่เอง คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเครื่องที่หนูดีใช้พิมพ์ต้นฉบับเครื่องนี้ ชิ้นส่วนแทบทุกชิ้นไม่ได้มาจากโรงงานเดียวกัน แต่ต้องส่งมาจากโรงงานที่กระจายกันผลิตชิ้นส่วนเล็กๆ แทบจะทั่วโลก และแม้แต่บริษัทผู้จำหน่ายที่เรารู้จักกันดีนั้นอยู่อเมริกา แต่แล็ปท็อปเครื่องนี้ ก็ถูกประกอบขึ้นในประเทศจีน และส่งมาถึงมือหนูดีในเมืองไทย เมื่อหนูดีตามดูรอยการเดินทางของชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นมานั้น เรียกได้ว่า แล็ปท็อปของหนูดีได้เดินทางทั่วโลกมากกว่าหนูดีเสียอีก พอวาดเส้นทางการเดินทางแล้ว เลยป่วยการจะคำนวณ “รอยเท้าคาร์บอน” (Carbon Footprint) ให้ยิ่งเครียดกันไปใหญ่ เพราะเห็นแบบนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า มากมายแน่นอน
เพียงอุปกรณ์การทำงานชิ้นเดียว ก็ทำให้หนูดี “ใจร้ายไม่รู้ตัว” ไปเสียแล้ว นี่ยังไม่นับถึงข่าวที่เล็ดลอดออกมาเสมอ ถึงสภาพการทำงานของคนงานในประเทศจีนของบริษัทนี้ ที่ทำให้คนซื้อรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจไปด้วยทุกครั้งที่อ่าน
คำถามคือ แล้วคนซื้อมีตัวเลือกอะไรบ้าง เพราะของใช้ในชีวิตนั้น เราก็จำเป็นต้องใช้แทบทุกชิ้น และเราก็ผลิตเองไม่ได้ในหลังบ้านของเรา
หนูดีว่า คำตอบอยู่ที่ตัวเราทุกคนค่ะ ว่า เราจะบริโภคอะไร แค่ไหนบ้าง สิ่งไหนไม่จำเป็นจริงๆ อาจไม่ต้องซื้อก็ได้ และเมื่อจะซื้ออะไร หากเรามีโอกาสตรวจสอบก็ควรทำ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราควรเป็นคนเรื่องเยอะ แต่การตั้งสติทุกครั้งก่อนควักเงินออกจากกระเป๋า นอกจากจะช่วยให้เรามีสภาพการเงินที่ดีแล้ว ยังช่วยให้เราหลีกเลี่ยงภาวะ “ใจร้ายแบบไม่รู้ตัว” ได้อีกด้วยค่ะ







