
(เรื่อง) ชำระความเชื่อเพื่อเอื้อความจริง (7)
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
(ความต่อจากฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 ก.พ.)
เราลองมาดูตัวอย่างกันก็ได้ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยตรัสข้อความเพื่อ “กระตุก” ให้คนตื่นดังนี้
“มาตรํ ปิตรํ หนฺตวา ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย รฏฺฐํ สานุจรํ หนฺตวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ”
(บุคคล ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระราชาทั้งสองพระองค์ ฆ่าแว่นแคว้นพร้อมทั้งเจ้าพนักงานเก็บส่วยได้แล้ว เป็นพราหมณ์ ผู้ไม่มีทุกข์ เที่ยวไป)
ข้อความอย่างนี้ รุนแรงไหม สุ่มเสี่ยงไหม ใครได้ฟังแล้วก็สะดุ้งกันทั้งนั้น (การสะดุ้ง ตื่นตัว ฉงน เอะใจ ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม นั่นแหละ คือ วัตถุประสงค์ของการใช้ถ้อยคำอย่างนี้) ถ้าเราฟังแค่นี้ อ่านแค่นี้ เราก็คงจะตกใจ ช็อกสุดขีดว่า “โอ...เกิดอะไรขึ้นกับพระพุทธเจ้าละนี่ จู่ๆ ทำไมพระองค์ซึ่งทรงเป็นพระอรหันต์ แต่กลับมาสอนให้คนฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระราชา ฆ่าแว่นแคว้น ฆ่าเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ไม่แต่เพียงเท่านั้น ครั้นฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระราชา ฆ่าแว่นแคว้น และเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว พระองค์ยังบอกอีกว่า จะได้เป็นพราหมณ์ เป็นผู้พ้นทุกข์...สงสัยพระพุทธเจ้าจะทรงเพี้ยนกันใหญ่แล้วคราวนี้ ไม่ได้การละ เราต้องประท้วงพระองค์ท่านที่ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย”
พอได้อ่านพระพุทธจน์แค่นี้ ถ้าเราไม่ “ฟัง” คำอธิบายจากพระองค์ท่านอย่างลึกซึ้งเสียก่อน คิดเอาเองตามประสา “คนช่างคิด” แต่ไม่ “ช่างค้น” ไม่ช่าง “วิจัย” อาศัยแต่ “สัญชาตญาณ” ล้วนๆ แล้วทึกทักเอาตามแต่ที่ตนคิดขึ้นมาได้ว่า มันต้องเป็นอย่างที่ฉันว่าแน่ๆ ถ้าใช้การ “ทึกทัก” อย่างนี้ละก็ พระพุทธองค์ก็คงจะทรงถูกประณามว่า เป็นบุคคลที่มีทัศนคติอันตรายเป็นแน่ แต่ถ้าหากเรา “ฟัง” พระองค์อย่างลึกซึ้ง เป็นการ “ฟัง” ทั้ง “คำ” และ “ความ” อย่างละเอียด ก็จะพบว่า พระพุทธองค์ไม่ได้เพี้ยน พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงนิยมความรุนแรง พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงยุยงให้คน “ฆ่ากัน” เลยแม้แต่น้อย แต่การที่ตรัสเช่นนี้ ก็เพราะทรงต้องการ “กระตุก” ให้คน “ตื่น” ขึ้นมาสนใจในสิ่งที่พระองค์จะทรง “เน้น” ต่อไป
ในกรณีเช่นนี้ เมื่อทรง “กระตุก” ให้คน “ตื่น” ขึ้นมาจนอยากจะรู้เต็มที่แล้ว พระองค์ก็ทรงอธิบาย “ใจความ” ที่ทรงประสงค์ เพื่อให้เข้าใจตรงกันอย่างที่พระองค์ต้องการจะสื่อสารว่า
“ในกวีนิพนธ์บทนี้ คำว่า “ฆ่ามารดา” หมายถึง “ฆ่าตัณหา” คำว่า “ฆ่าบิดา” หมายถึง “ฆ่าตัวกูของกู”
คำว่า “แว่นแคว้น” หมายถึง “อายตนะ 12” (ภายใน 6+ภายนอก 6=12) คำว่า “เจ้าพนักงานเก็บส่วย” หมายถึง “ความกำหนัดยินดี”
หรือลองพิจารณาอีกสักบทหนึ่ง แรงไม่น้อยไปกว่ากัน
“วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ วนโต ชายเต ภยํ เฉตฺวา วนํ วนฏฺฐญฺจ นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว” (ท่านทั้งหลาย จงตัดป่า แต่อย่าตัดต้นไม้เพราะภัยย่อมเกิดแต่ป่า เมื่อตัดป่าและหมู่ไม้ในป่าแล้วจงเป็นผู้ออกจากป่า)
พระพุทธพจน์นี้ ถ้าฟังโดยไม่ได้อ่านคำอธิบายของพระองค์ท่าน เราก็คงเหมาเอาง่ายๆ ว่า พระพุทธองค์ทรงสอนให้พระสงฆ์รุกป่า ทรงเป็นนักทำลายป่า ทรงสอนให้ทำลายระบบนิเวศ ทรงเป็นศาสดาที่มีทัศนคติอันตราย เป็นอริกับกรมป่าไม้และกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หรืออาจตำหนิพระองค์ท่านได้มากกว่านี้อีก สุดแต่ใครจะ “ปรุงแต่ง” ได้เก่งมากกว่ากัน
แต่ครั้นเราใจเย็นๆ ลองนั่ง “ฟัง” คำอธิบายจากพระองค์ท่านก็จะพบความจริงว่า พระองค์ประสงค์มิได้ทรงต้องการให้ “รุกป่า” หรือ “ทำลายป่า” จริงๆ เลยแม้แต่น้อย เพราะคำว่า “ป่า” ในความหมายของพระองค์ก็คือ “ป่ากิเลส” ในใจคนเรานี่เอง
ข้อความที่คัดมาทั้งสองบทนี้เป็นเพียง “คำอุปมา” เท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
เวลาที่เราอ่านหรือฟังอะไรที่เป็นการอุปมา ก็ต้องเข้าใจว่าท่าน “อุปมา” ไม่ได้หมายถึงข้อเท็จจริง เหมือนวลีที่ว่า “การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่การฆ่าเวลาเป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า” หรือ วลีที่ว่า “ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” ก็ไม่ควรไปเข้าใจว่า กำลังพูดถึงการฆ่าคนจริงๆ นี่เป็นเพียงอุปมาเพื่อให้ “ตื่น” ขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงชี้ชวนให้ไปฆ่าคนจริงๆ ที่ไหนเมื่อไหร่กัน
ในปรัชญาเซน ก็สอนกันแรงๆ ยิ่งกว่านี้อีก หลินชิ ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งนิกายรินไซเซน เคยกล่าวว่า ในวัฒนธรรมพุทธแบบเซน เขาสอนให้ละความยึดติดถือมั่นในอัตตากันแรงๆ โดยสอนว่า
“If you meet the Buddha on the road, Kill him” (ถ้าคุณพบพระพุทธเจ้ากลางทางละก็ จงฆ่าพระองค์เสีย)
ข้อความนี้ อ่านกันอย่างคนที่ “ห่างวัด” ก็คงสะดุ้งโหยงเหมือนกัน ดีไม่ดี ก็อาจจะต้องไปยกป้ายประท้วงคนที่สอนอย่างนี้ หาว่าไม่เคารพพระพุทธเจ้า แต่แท้ที่จริงแล้ว เขาไม่ได้หมายถึง พระพุทธเจ้าองค์จริงที่เป็นตัวบุคคลในประวัติศาสตร์ ซึ่งเดินเหินอยู่ในโลกนี้จริงๆ หากแต่เขาหมายถึง “ความยึดติดในพระพุทธเจ้า” อันเป็นที่มาของ “อัตตวาทุปาทาน” (ความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูที่ซ้อนลงไปในตัวพระพุทธเจ้า) นั่นต่างหาก
ถ้าเราแยกอุปมาไม่ออก เห็นใครพูดอะไรในลักษณะเช่นนี้ ก็คงต้องทะเลาะกับเขาไปทั่ว ท่านพูดในภาษาธรรม เราไปเหมาเอาเป็นภาษาคน เขาใช้คำว่า “ฆ่า” ในความหมายว่า “พร่าผลาญเวลา” คุณไปคิดถึงการฆ่าที่เป็นรูปธรรม เช่น การฆ่าคนเป็นๆ แล้วลุกขึ้นมาด่าท่าน ก็ขอให้รู้ว่า นั่นเป็นปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของผู้เทศก์ผู้สอน เหมือนหลวงพ่อชาเคยสอนว่า ชายคนหนึ่ง มีแขนสั้น ล้วงลงไปในรู แต่ครั้นล้วงไม่ถึงก้นรู แทนที่จะโทษว่าแขนตัวเองสั้น แต่กลับกล่าวโทษว่ารูมันลึก กลายเป็นความผิดของรูแต่ผู้เดียว ส่วนตัวเองไม่ผิด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เป็นความผิดของใครก็ลองตรองดู
นานมาแล้ว อาตมาได้อ่านข้อเขียนของราชบัณฑิตคนหนึ่งท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ได้ทรงพบกับท่านพุทธทาสภิกขุ คราวนั้นพระองค์ทรงมีพระราชปุจฉาว่า (เรื่องนี้เล่าจากความทรงจำ คำอาจไม่ตรงกันทุกคำ แต่เนื้อหานั้นไม่ผิดแน่ แต่ถ้าผิดก็ขออภัยไว้ล่วงหน้า)
“สงสัยมานานแล้วว่า ทำไมองคุลิมาล ฆ่าคนมากมายกว่า 999 คน แต่แล้วทำไมจึงได้เป็นพระอรหันต์”
ท่านพุทธทาสถวายวิสัชนาว่า
“ก็เพราะท่าน ‘ฆ่าคน’ นั่นแหละ จึงได้เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ ‘ฆ่าคน’ ก็คงไม่ได้เป็นพระอรหันต์”
พอท่านพุทธทาสตอบอย่างนี้ หลายคนก็งงกันใหญ่ เอ๊ะ ทำไมยิ่งฆ่าคนยิ่งได้เป็นพระอรหันต์ แล้วพอได้ฟังคำอธิบาย ทุกคนก็เห็นด้วย เพราะท่านพุทธทาสบอกว่า
“เพราะท่านองคุลิมาลฆ่าความยึดติดถือมั่นว่ามี ‘ตัวกูของกู’ อันเป็นเพียงความหลงผิดที่ครอบลงไปในใจท่าน เกิดความกระจ่างขึ้นมาว่า ‘ไม่มีตัวกูของกู’ หรือ ‘ไม่มีคน’ ชีวิตนี้มีแต่ธาตุ 4 ขันธ์ 5 มารวมกันชั่วคราว เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นมาแล้วก็แตกดับ พอท่านฆ่าความหลงผิดว่า มีคน มีเขา มีเรา ได้หมดสิ้น ท่านก็ได้เป็นพระอรหันต์ นี่แหละจึงกล่าวว่า ได้เป็นพระอรหันต์ เพราะการฆ่าคน”
คำอธิบายของท่านชัดเจนดังแหวกเมฆเห็นตะวัน นับแต่นั้นก็ไม่มีใครถามคำถามทำนองนี้กับกรณีพระองคุลิมาลอีก







