posttoday
พงศ์รัตน์ อรุณวัฒนาพร ทำธุรกิจอย่าลืมตอบแทนสังคม

พงศ์รัตน์ อรุณวัฒนาพร ทำธุรกิจอย่าลืมตอบแทนสังคม

04 กุมภาพันธ์ 2556

ถือว่ายังมีจำนวนน้อยมากๆ สำหรับคนที่ทำธุรกิจแล้ว ยังสนใจประเด็นที่จะตอบแทนสังคม และหวังจะพัฒนาให้หน่วยงานหรือบริษัทของตัวเองมีพันธกิจเพื่อตอบแทนสังคมเข้าไปบรรจุอยู่ในนโยบายอันดับต้นๆ ของบริษัท นอกจากองค์กรใหญ่ๆ ที่ทำกันอยู่บ้างเพียงไม่กี่บริษัท

ถือว่ายังมีจำนวนน้อยมากๆ สำหรับคนที่ทำธุรกิจแล้ว ยังสนใจประเด็นที่จะตอบแทนสังคม และหวังจะพัฒนาให้หน่วยงานหรือบริษัทของตัวเองมีพันธกิจเพื่อตอบแทนสังคมเข้าไปบรรจุอยู่ในนโยบายอันดับต้นๆ ของบริษัท นอกจากองค์กรใหญ่ๆ ที่ทำกันอยู่บ้างเพียงไม่กี่บริษัท

แต่ก็โชคดีที่ยังมีคนหนุ่มรุ่นใหม่หลายคนที่พยายามนำแนวคิดแบบนี้เข้ามาไว้ในองค์กรของตน ชายหนุ่มผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีไม่มากนัก เขาเป็นชายหนุ่มวัย 30 กว่าๆ ที่ไปใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นอยู่สหรัฐเกือบ 10 ปี

พงศ์รัตน์ อรุณวัฒนาพร กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการทั่วไป บริษัท แจ๊กเจียอุตสาหกรรม (ไทย) หลังจากจบปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์ แล้ว เขาหาประสบการณ์ในการทำงานที่อื่นสักพักใหญ่

เขาเคยไปทำงานธนาคารดูแลด้านธุรกิจรายย่อย (SME) ไปเป็นที่ปรึกษาธุรกิจอยู่เกือบ 3 ปี สุดท้ายได้ไปช่วยงานแนวเอ็นจีโอ พัฒนาสังคม เคยไปทำงานอยู่กับมูลนิธิของคุณมีชัย วีระไวทยะ อยู่ปีกว่า ไปช่วยฟื้นฟูสึนามิ ดูแลทั้งเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม ชอบวิธีการทำงานของคุณมีชัย ก่อนที่จะกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวได้ 3 ปีกว่า

“ตอนนั้นผมลองงานใหม่ๆ ที่ผมสนใจทุกชนิด ถ้าใครเปิดโอกาสให้ลองอะไรผมทำหมด จะได้รู้ว่าเราชอบ เราถนัดอะไรจริงๆ อยากได้เรียนรู้งานข้างนอกบ้าง เพราะยังไงสุดท้ายก็รู้ว่าเราต้องมาทำธุรกิจ จะได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้รู้ระบบของที่อื่น ว่าเขาทำกันอย่างไร ใจจริงแล้วผมอยากทำงานที่สหประชาชาติ ผมชอบงานด้านพัฒนาสังคม ชอบแนวคิดของ มูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน ธนาคารเพื่อคนจน การทำธุรกิจไม่ใช่หวังแต่กำไรอย่างเดียว ต้องตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ ด้วยให้ชาวบ้านชุมชนได้ประโยชน์บ้าง” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

แต่ความฝันกับความจริงมักจะเป็นคนละเรื่องกัน เขาจึงต้องมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว สำหรับธุรกิจของแจ๊กเจียอุตสาหกรรมนั้น ประกอบธุรกิจด้านอุปโภค เช่น พวกสบู่ ยาสีฟัน ยาหม่อง ยาน้ำ พลาสเตอร์ยา ลูกอม แป้งหอม อุปกรณ์การแพทย์ น้ำมันไฟแช็ก มาอย่างยาวนานเกือบ 65 ปี ตั้งแต่สมัยคุณตา ซึ่งเขาเป็นรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว มาดูด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ในรุ่นของเขานั้น ก็ตั้งใจจะขยายตลาดให้มากขึ้น ขณะนี้มียอดขายอยู่ 600 ล้านบาท ตั้งเป้าว่าภายในปี 2016 จะเพิ่มยอดขายให้ได้ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ต้องการทำให้บริษัทมีความร่วมสมัยเป็นมืออาชีพมากขึ้น “เรายังคงมีภาพของความเป็นธุรกิจครอบครัวอยู่ ก็อยากทำงานให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ด้วยการดึงมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารงาน มีการวางสายงานที่เป็นระบบชัดเจนมากยิ่งขึ้น” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ทางด้านหลักในการทำงานนั้น ก็คือ มุ่งมั่นตั้งใจและพร้อมที่จะปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เนื่องจากโลกและเทคโนโลยี ระบบต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกวัน จากที่เคยทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ พอมาทำธุรกิจครอบครัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ชอบจะทำงานที่มีความท้าทายสูง

แนวคิดในการบริหารงานก็คือ ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา อย่าใจร้อนในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ การหุนหันในการตัดสินใจมีแต่ข้อเสีย ใช้เหตุผลในการตัดสินใจให้เยอะ ใช้อารมณ์ให้น้อย ที่สำคัญเวลาทำงานยุ่งๆ ต้องลำดับความสำคัญให้ดีว่า อะไรควรทำก่อนหลังอะไรสำคัญมากน้อยกว่ากัน และที่สำคัญอย่าลืมตอบแทนสังคมในด้านต่างๆ เท่าที่หน่วยงานจะทำได้ เพราะธุรกิจก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม สังคมดีธุรกิจก็รุ่งไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท