
ราตรีเหนือนาวา
เขาและเธอเป็นชาวฝรั่งเศส แหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายเพิ่งถูกสวมให้แก่กัน ก่อนเดินทางข้ามโลกมายังประเทศเส้นศูนย์สูตรเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
เขาและเธอเป็นชาวฝรั่งเศส แหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายเพิ่งถูกสวมให้แก่กัน ก่อนเดินทางข้ามโลกมายังประเทศเส้นศูนย์สูตรเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
โดย...กาญจน์ อายุ
เขาและเธอเป็นชาวฝรั่งเศส แหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายเพิ่งถูกสวมให้แก่กัน ก่อนเดินทางข้ามโลกมายังประเทศเส้นศูนย์สูตรเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ทั้งคู่มีเวลาเพียง 10 วันในสยามประเทศ ระยะเวลาอันสั้นที่จะใช้ร่วมกันในประเทศที่คนอยากไปฝรั่งเศส
เขาและเธอตัดสินใจเรียนรู้ประเทศไทยในแง่ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต บนแม่น้ำสายหลักที่เป็นทั้งถนนและสถานที่พักแรม โดยมีเรืออนันตรา สอง เป็นยานพาหนะและโรงแรม
ทริปนี้ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ล่องเรือจากกรุงเทพฯ ผ่านนนทบุรี แวะพักที่ปทุมธานี และไปสิ้นสุดที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นล่องกลับบนเส้นทางเดิมสู่ทางเรือโรงแรมอนันตรา กรุงเทพฯ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา
เรืออนันตรา สอง ออกตัวจากท่าเรือโรงแรมเดินหน้าเต็มกำลังสองเครื่องยนต์สู่ จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้การควบคุมของ“ป๋าเล็ก”กัปตันที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเรืออนันตรา สอง มา 15 ปี พร้อมลูกเรือ 2 คน และเชฟอีก 1 คน บังคับเรือไม้สักอายุกว่า 100 ปี ชั้นล่างมี 4 ห้องนอน (พร้อมห้องน้ำในตัว) รองรับแขกได้ 4 คู่ ด้านบนเป็นพื้นที่นั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหาร และเก้าอี้อาบแดด ส่วนครัวอยู่ด้านหลัง ซึ่งแยกออกไปไม่ให้เห็น ป๋าเล็กจะนำเรือออกทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี ซึ่งแม้มีแขกเพียงคู่เดียวก็ไม่มีข้อยกเว้น และสำหรับคู่ฮันนีมูนทั้งสองนี้เกือบจะเป็นคู่เดียวบนเรือแล้ว ถ้าไม่มีคนเป็นก้างขวางคอแอบนำเรื่องของเขามาเขียนอยู่นี่
วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ-ปทุมฯ
วันแรกของคืนแรก สถานที่แห่งแรกที่ป๋าเล็กพาคู่รักไปคือวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งบนฝั่งมีไกด์ส่วนตัวพาชมสถานที่ท่องเที่ยว เขาและเธอเริ่มตื่นเต้นตั้งแต่วัดแรก เพราะทุกอย่างที่ได้เห็นคือสิ่งใหม่หมด แถมยังได้ความรู้ใหม่ๆ ในเวอร์ชันภาษาฝรั่งเศสจากไกด์มืออาชีพ
วัดอรุณเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 แต่มีพิธีฉลองเปิดวัดในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้สถาปนาวัดอรุณราชวราราม ขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกอันดับ 1 โดยเสด็จพระราชดำเนินมาทอดผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นครั้งแรก
ป๋าเล็กไม่รอช้า สตาร์ตเครื่องยนต์พาไปหาความตื่นเต้นต่อไปได้ชมกับพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินทางชลมารคเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่ง ณ ปัจจุบันเรือสำคัญๆ ส่วนหนึ่งได้ถูกนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปได้ชื่นชม
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรืออสุรวายุภักษ์ และเรือเอกไชยเหินหาว จอดนิ่งสนิทอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าสามารถเคลื่อนที่บนน้ำได้อย่างสง่างามอย่างที่ปรากฏต่อสายตาชาวไทยทั่วประเทศ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ขนาดคนไทยเองยังตาค้างในความยิ่งใหญ่และวิจิตรงดงาม นับประสาอะไรกับชาวฝรั่งเศสสองคนนี้ที่ทั้งตะลึงและยิงคำถามใส่ไกด์ไม่หยุด
และเมื่อเสร็จจากจุดนี้เขาและเธอต้องอำลาไกด์ไว้บนฝั่งและจะไปพบกันอีกครั้งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งคู่จะมีเวลาบนเรือแบบเต็มอิ่มยิงยาวจากกรุงเทพฯ ไปปทุมธานี โดยใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง
เวลา 5 ชั่วโมงที่ว่าไม่ใช่ป๋าเล็กผ่อนแรงให้เรือแล่นช้ากว่าปกติ แต่มันเป็นเวลาเดินเรือจริงๆ สำหรับเรือใหญ่สองเครื่องยนต์ ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางมากกว่ารถยนต์เกือบ 3 เท่า แต่การเดินทางทางน้ำก็ได้เห็นวิถีชีวิตมากกว่าบนถนนหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นวิถีชาวบ้านริมน้ำ อาชีพริมน้ำ ธรรมชาติริมน้ำ สัตว์น้ำ หรือสัตว์ริมน้ำ เป็นเรื่องราวรอบลำเรือให้ชมไม่รู้เบื่อ
โดยในคืนแรกนี้ทั้งคู่จะได้ชมจันทร์หน้าวัดสามัคคียาราม จ.ปทุมธานี วัดมอญที่มีสถาปัตยกรรมแบบตัวเอง เน้นใช้สีเขียวและเหลืองในการตกแต่ง และในบริเวณเดียวกันเป็นที่ตั้งของชุมชนมอญที่อพยพมาจากพม่า ซึ่งปัจจุบันได้กลมกลืนไปกับคนไทยแล้ว ทั้งลักษณะบ้านเรือน การแต่งกาย มันแยกไม่ออกว่าต่างจากคนไทยอย่างไร เว้นเสียจากว่าจะได้พูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ที่สามารถพูดภาษามอญได้ หรือได้ไปเห็นวัดมอญที่ท้ายชุมชน ที่สะท้อนสถาปัตยกรรมของพม่าและมอญได้ชัดเจน
ในจุดนี้ลูกเรือจะรับบทบาทเป็นไกด์นำเที่ยวชุมชนเสียเอง ซึ่งเขาและเธอก็สงสัยไม่หยุดอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเดินผ่านศาลพระภูมิหน้าบ้าน แปลงผักสวนครัว หรือดอกไม้มีกลิ่นหอม ก็เป็นเรื่องน่าสงสัยของคนต่างถิ่นเรื่อยไปไม่รู้จบ โดยเฉพาะที่“บ้านสามเรือน”บ้านทำด้ามปืนด้วยมือ (Hand Made) ที่ผลิตด้ามปืนด้วยสองมือและเครื่องทุ่นแรงเพียงไม่กี่ชนิด แต่ส่งขายไปไกลถึงญี่ปุ่นและมีตลาดอยู่ทั่วประเทศ
การเดินดูชุมชนที่ไม่ใช่ชุมชนท่องเที่ยวเช่นนี้ ทำให้เห็นวิถีชีวิตและอัธยาศัยของคนจริงๆ รอยยิ้มของทุกบ้านเป็นรอยยิ้มอบอุ่น แม้ว่าคนตรงหน้าไม่เคยพบเจอกันมาก่อนก็ตาม เล่นเอาคนต่างชาติปลื้มใจในยิ้มสยามLand of Smileที่โด่งดัง
เวลาเดินไปพระอาทิตย์เริ่มเล่นซ่อนหา เขาและเธอต้องรีบเดินให้เร็วก่อนแสงหมด ก่อนกองทัพยุงจะช่วยหามกลับเรือ และวันนี้ก็จบลงด้วยความเงียบบนสายน้ำ หน้าห้องแขวนป้ายDo not disturbห้ามใครรบกวน
วันที่สอง ปทุมฯ-อยุธยา
เมื่อคืนลูกเรือได้ชวนให้ตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งเป็นไปตามคาดว่าคู่รักไม่ตื่น สมมติฐานว่าคงเพลีย...เพลียเพราะอาการJet Lagหลังข้ามเส้นแบ่งเวลา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่สวยจริงๆ
วันนี้เขาและเธอพลาดช่วงเวลายามเช้า แต่ยังเหลือเวลาอีกทั้งวันให้เก็บเกี่ยว เพราะวันนี้ป๋าเล็กจะพาไปส่งที่ท่าเรือวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อไปพบไกด์คนเก่าแล้วไปทัวร์วัดในพระนครศรีอยุธยา
จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดที่ถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวเสียเองก็อยากมาเพราะจังหวัดได้ขึ้นทะเบียนเป็น“มรดกโลก”โดยUNESCOเมื่อปี 2534
เขาและเธอดูสนใจทุกเรื่องที่ไกด์เล่าให้ฟัง ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ เช่นในวัดมหาธาตุที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร หรือวัดราชบูรณะ ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 บริเวณวัดเคยใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้งสองพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ภายในหลังจากการกระทำยุทธหัตถีเพื่อแย่งชิงราชสมบัติของสมเด็จพระนครอินทราธิราชพระราชบิดา อีกทั้งในปี พ.ศ. 2499 กรุสมบัติในวัดได้ถูกช่วงชิงไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมากรมศิลปากรเข้าทำการบูรณะพบทรัพย์สมบัติที่หลงเหลืออยู่ จึงได้ย้ายไปรักษาไว้ที่ห้องราชบูรณะ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ได้สะท้อนถึงความรุ่งเรืองในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เกินคำบรรยาย แต่ทั้งนี้ไกด์ก็ไม่ลืมเล่าเหตุการณ์เมื่อปี 2554 เมื่อครั้งกรุงเก่าจมอยู่ใต้น้ำให้ฟัง แต่ดูชาวฝรั่งเศสทั้งสองไม่เข้าใจความรู้สึกมากเท่าไร ผิดจากคนไทยที่พอได้ยินก็เศร้าทุกครั้ง
จนถึงตอนนี้บางวัดยังทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ เห็นได้ชัดที่วัดไชยวัฒนารามที่จมอยู่ใต้น้ำนานกว่าวัดอื่น ทำให้ในขณะนี้กรมศิลปากรยังไม่อนุญาตให้คนเข้าถึงตัวพระปรางค์ทำได้เพียงเดินชมรอบนอกเท่านั้น
เมื่อนับรวมได้ 5 วัด วัดพนัญเชิง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดโลกยสุธาราม และวัดไชยวัฒนาราม ก็ถึงเวลาอำลาไกด์ แต่ไม่ได้จากกันที่เดิมที่พบกัน เพราะป๋าเล็กไปรออยู่แล้วที่ท่าเรือวัดนิเวศธรรมประวัติ วัดที่ 6 ที่ชาวฝรั่งเศสน่าจะคุ้นเคยแต่คนไทยไม่คุ้นชิน
วันที่สาม อยุธยา-กรุงเทพฯ
เช้านี้ไม่ต้องกะตือรือร้นรีบลุกจากเตียงเพราะดวงอาทิตย์ไม่น่ายลเหมือนคืนแรก และดูเหมือนคู่ฮันนีมูนปรับร่างกายได้ดีกว่าคืนแรกสามารถตื่นมาจิบกาแฟกันได้แต่เช้า ทั้งคู่กำลังยืนมองเณรน้อยที่ถือของพะรุงพะรังหลังกลับจากบิณฑบาตยืนตัวเกร็งบนกระเช้าข้ามฝาก
วัดนิเวศธรรมประวัติตั้งอยู่บนเกาะตรงข้ามพระราชวังบางปะอิน ทำให้ใครมาใครไปต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าที่ทางวัดมีให้บริการตั้งแต่พระออกบิณฑบาตจนถึง 3 ทุ่ม
เป็นการข้ามฟากที่เหมือนข้ามประเทศ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะรัชกาลที่ 5 ได้สร้างวัดนิเวศฯ โดยใช้ศิลปะตะวันตก“โกธิก”ในการออกแบบทั้งหมด พระอุโบสถจึงมีรูปลักษณ์เหมือนโบสถ์คาทอลิกไม่ผิดเพี้ยน แต่ต่างกันที่รูปเคารพในทางศาสนาเพราะด้านในเต็มไปด้วยพระพุทธรูปและตรงกลางโถงมีหุ่นขี้ผึ้งเจ้าอาวาสท่านก่อนนั่งขัดสมาธิอยู่ หรือแม้แต่กุฏิพระที่สร้างขึ้นใหม่ก็ยังยึดศิลปะแบบเดิม กุฏิพระจึงดูเหมือนหมู่บ้านในฝั่งยุโรป มองไม่รู้เลยว่าคือที่พักอาศัยของพระ
คู่รักชาวตะวันตกดูเข้ากันดีกับบรรยากาศ แหงนคอมองกระจกสีรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในโบสถ์ตามทิศทางที่ไกด์ชี้ให้ดู วันนี้ไกด์คนเดิมจะทำภารกิจเป็นวันสุดท้าย ซึ่งมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่อีกฟากของวัดนิเวศฯ
เขาและเธอแต่งกายเรียบร้อยเตรียมพร้อมไปชม“พระราชวังบางประอิน”ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง ถูกบูรณะและสร้างพระที่นั่งเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9 เขตพระราชวังแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เขตพระราชฐานชั้นนอกและเขตพระราชฐานชั้นใน โดยชั้นนอกจะประกอบไปด้วยพระที่นั่ง ส่วนที่พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ออกมหาสมาคมและพระราชพิธีต่างๆ ชั้นในเป็นที่ประทับของกษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และข้าบาทบริจาริกา
ระหว่างชื่นชมพระราชวัง ป๋าเล็กได้นำเรือไปจอดรอที่ท่าเรือศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน
ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเป็นหน่วยงานหนึ่งของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นสถานที่สร้างอาชีพแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งเปิดเป็นสถานที่ศึกษาดูงานให้คนเข้ามาดูกระบวนการผลิตงานฝีมือและชื่นชมความสามารถของช่างฝีมือไทย
คู่รักถือโอกาสอุดหนุนสินค้าของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเป็นผ้าฝ้ายทอมือตามใจฝ่ายหญิง เป็นของที่ระลึกก่อนอำลาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ไป ป๋าเล็กสั่งลูกเรือเก็บเชือกเป็นสัญญาณว่าถึงเวลากลับเมืองหลวงแล้ว เขาและเธอยืนโบกมือลาอยู่ตรงหัวเรือ กล่าวคำขอบคุณเป็นภาษาฝรั่งเศสแก่ไกด์ที่ดูแลมาตลอด 3 วัน เห็นได้ถึงสายสัมพันธ์บางๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว
เรืออนันตรา สอง ล่องตามน้ำมุ่งสู่กรุงเทพมหานครบนเส้นทางเดิม เธอหยิบผ้าฝ้ายขึ้นมาห่มกาย หลับตา งีบหลับ อาการJet Lagทำให้เธอมักนอนกลางวัน ผิดจากเขาที่นั่งอ่านแมกกาซีนรับลมอยู่บนเก้าอี้อาบแดด
ป๋าเล็กนั่งฮัมเพลงสมัยยังหนุ่มอยู่หลังพวงมาลัย ตามองไปข้างหน้าแบบไร้จุดหมาย แต่ในใจรู้ดีว่าต้องไปทิศใด เห็นได้ชัดว่าป๋าโล่งใจเพียงใดที่ทริปนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี เช่นเดียวกันกับเขาและเธอที่เผยรอยยิ้มและแววตาแห่งความสุข แม้ว่าเธอกำลังหลับตาก็ตาม
3 ใน 10 วันสำหรับช่วงฮันนีมูนเริ่มต้นได้ดีแล้ว หวังแต่เพียงว่าคู่รักจะส่งข่าวกลับมา“ขอบคุณเมืองไทย”และจะกลับมาเที่ยวไทยไปพร้อมเบบี๋ที่Made in Thailand







