
ขอคืน...พื้นที่สีเขียว
โดย...อินทรชัย/ณัฐกานต์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์ (ภาพบุคคล)
โดย...อินทรชัย/ณัฐกานต์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์ (ภาพบุคคล)
เมื่อเอ่ยถึงพื้นที่สีเขียว เอ่ยถึงสวนสาธารณะ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่วาดภาพในใจไว้อย่างไรบ้าง
เป็นสถานที่พักผ่อนสังสรรค์ของครอบครัว นั่งสมาธิ ลานแอโรบิก เส้นทางปั่นจักรยาน ห้องเรียนธรรมชาติ สนามเด็กเล่น ห้องสมุดสำหรับอ่านหนังสือ ที่วิ่งเล่นของสัตว์เลี้ยง เวทีดนตรีในสวน ลานแสดงกิจกรรมสันทนาการ นัดพบคนรัก สถานพักฟื้นร่างกาย ชำระจิตใจให้แจ่มใส รวมถึงเป็นอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย
ในยุคทุนนิยมครองโลก ผู้คนต่างรีบเร่ง แก่งแย่งแข่งขันกันสะสมความมั่งคั่ง จนลืมไปว่าปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค ก็คือ ต้นไม้และธรรมชาติ
ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ กล่าวไว้ในข้อเขียนชื่อ “ทำไมเราถึงต้องปลูกต้นไม้ใหญ่ทั่วเมือง” ว่า คุณค่าของต้นไม้เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์ต้องเข้าใจ ต้นไม้ไม่ใช่แค่วิว ไม่ใช่แค่สีเขียวสวยงาม ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แสดงความรักธรรมชาติ แต่ต้นไม้คือชีวิต ให้อากาศหายใจ
ต้นไม้จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในเมืองที่ปล่อยมลภาวะกันอย่างไม่บันยะบันยัง เพราะต้นไม้ใหญ่โตเต็มที่หนึ่งต้นสามารถผลิตออกซิเจนให้มนุษย์หายใจได้ 810 คนต่อวัน กะคร่าวๆ ถ้ามีราว 500 ต้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถยนต์ธรรมดาขับ 2 หมื่นกิโลเมตรต่อปี และถ้าต้นไม้นั้นอยู่ในเมืองก็จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าอีกหลายเท่า แถมยังดักซับฝุ่นละอองพิษขนาดเล็กอื่นๆ ที่เข้าไปอุดถุงลมปอดเราได้
เมื่อเปรียบเทียบถนนขนาดเดียวกัน ถนนไม่มีต้นไม้ใหญ่จะมีฝุ่นละอองมากกว่าถนนมีต้นไม้ใหญ่ถึง 5 เท่า ร่มเงาของต้นไม้ช่วยกรองแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตบนท้องถนน จึงช่วยลดการผลิตโอโซนระดับผิวดินจากไอเสียรถยนต์ ซึ่งเป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจของเรา เป็นสาเหตุของหมอกควันเทาๆ ที่ทำลายวิสัยทัศน์ในเมือง
งานวิจัยหลายชิ้นก็แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีหน้าต่างเห็นวิวต้นไม้จะหายเร็วกว่าคนไข้ที่ไม่เห็นต้นไม้ พนักงานก็ทำงานได้ผลดีกว่าในที่ที่มีต้นไม้ และผลไม้จากต้นไม้ในเมืองยังสามารถนำมาจัดสรรเป็นธนาคารอาหารให้แก่ชาวเมืองรายได้ต่ำอีกด้วย
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองที่ทำได้ง่ายและจำเป็นมากๆ จึงเป็นการปลูกหรือรักษาต้นไม้ขนาดใหญ่ริมถนนตรอกซอกซอย ยิ่งเราก่อมลภาวะกันมากเท่าไร เรายิ่งต้องการมันมากเท่านั้น การปลูกต้นไม้ใหญ่ในกรุงควรเป็นกติกาข้อบังคับด้วยซ้ำไป
นอกจากนี้ ประโยชน์สำคัญของต้นไม้ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกมาก่อน นั่นคือ ช่วยลดอาชญากรรมได้ด้วย ภายใต้เหตุผลที่ว่าความร่มรื่นของต้นไม้เป็นตัวส่งเสริมให้ผู้คนอยากออกมาใช้เวลาในที่สาธารณะมากขึ้น และกลายเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่เป็นหูเป็นตาดูแลกันนั่นเอง
ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระราชูปถัมภ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มบิ๊กทรี (Big Trees Project) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนหลากหลายอาชีพ เพื่อรณรงค์อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่และพื้นที่สีเขียวในเมืองกรุง บอกว่าในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่สีเขียวหลายพื้นที่ ประชาชนไม่สามารถไปใช้ได้ เช่น สนามกอล์ฟ เขตพระราชฐาน พื้นที่ฐานทัพ พื้นที่ส่วนตัวของเศรษฐี และพื้นที่รกร้าง
“เคยลงพื้นที่สำรวจแล้วพบว่าเรามีพื้นที่ริมน้ำเขียวขจีติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา สวยงามรมรื่นมาก แต่คนไทยเราอาภัพ ถามว่าจะมีสักกี่คนที่จะเข้าไปใช้พื้นที่ตรงนั้นได้ การที่เราได้ในบรรยากาศที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี คุณภาพชีวิตเราก็จะดีตามไปด้วย มันเป็นการพักผ่อนโดยไม่ต้องเสียเงิน หาได้จากธรรมชาติ คนละเรื่องกันเลยกับการเข้าไปตากแอร์ในศูนย์การค้า”
เหลียวมองไปยังท้องถนนทั่วกรุง ต้นไม้สีเขียวที่ยืนต้นท้าแดดท้าลมอยู่ริมฟุตปาท แทรกแซมตามตึกรามบ้านช่อง จนถึงเกาะกลางถนน ปองขวัญแสดงความเห็นว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลูกต้นไม้ได้มากที่สุด แต่กลับเป็นเมืองที่มีต้นไม้ที่น่าเกลียดที่สุดในโลก
“คนพูดกันเยอะว่าทำไมต้นไม้ในกรุงเทพฯ ถึงได้หน้าตาน่าเกลียดนัก บางแห่งก็รกรุงรังพันเกี่ยวกับสายไฟ พอโดยร้องเรียนก็ถูกตัดเหี้ยนโกร๋น กลายเป็นต้นไม้ไม่สมบูรณ์ ตอนนี้พวกเรากำลังหาทางกันว่าจะทำอย่างไรให้ต้นไม้ไม่น่าเกลียด พวกสายไฟอะไรต่างๆ สามารถเอาลงดินได้ไหม เข้าใจว่าต้องลงทุนสูง แต่ระยะยาวก็ถือว่าคุ้มค่า”
หลังมีข่าวว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะนำที่ดินย่านมักกะสัน เนื้อที่ราว 500 ไร่ อันเปรียบเสมือนพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์ผืนใหญ่ผืนสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่กลางกรุง มาปล่อยเช่าเพื่อทำเป็นมักกะสันคอมเพล็กซ์ หลายฝ่ายจึงตัดสินใจออกมารวมตัวกันเรียกร้องขอคืน “ที่มั่นสุดท้าย”
อรยา สูตะบุตร อดีตอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกกลุ่มบิ๊กทรี และหนึ่งในกลุ่มผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้พื้นที่มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า พื้นที่สีเขียวย่านมักกะสันมีลักษณะเป็นพื้นที่รกร้าง บางส่วนเป็นโรงซ่อมบำรุง โรงเก็บหัวจักรรถไฟ พื้นที่ว่างเปล่า พื้นที่ชุมชน ทั้งหมดเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย
“จากการสำรวจพบว่าบริเวณดังกล่าวมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น เป็นแนวสีเหลี่ยมผืนผ้ายาวเหยียดขนานกับถนนจนดูเหมือนผืนป่า มีบึง มีระบบนิเวศทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากถูกปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 60 ปี ประกอบกับมีสุสานรถไฟเก่า มีโรงซ่อมหัวรถจักร โบกี้ หัวรถไฟเก่าแก่ใช้งานไม่ได้
เราจึงคิดว่าบริเวณนี้ยังสามารถปรับพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สวนสาธารณะ หรือพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคม มากกว่าจะพัฒนาในเชิงพาณิชย์อย่างเดียว เราไม่ได้ขอพื้นที่มักกะสันทั้งหมด 100% ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เป็นสวนสาธารณะ แต่คิดว่ามีพื้นที่ประมาณ 3040% ที่พอจะพัฒนาให้เป็นสวนสีเขียว พิพิธภัณฑ์ หรือศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ อาจมีลานแสดงกิจกรรม เป็นพื้นที่กลางแจ้งให้คนมาพบปะ พักผ่อนกัน ส่วนที่เหลือ 70% นั้น คุณจะพัฒนาให้เป็นอสังหาริมทรัพย์ เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ก็ได้”
สอดคล้องกับไอเดียของ ปุณลาภ ปุณโณทก สถาปนิกหนุ่ม ผู้ริเริ่มเพจ “เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์” ในเฟซบุ๊ก จนกลายเป็นกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่โด่งดังไปทั่วโซเชียล มีเดีย ซึ่งฝากถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องไว้อย่างน่าคิด
“อยากบอกว่า ‘คุณนักการเมือง คุณผู้บริหารประเทศ’ คุณลองทำพื้นที่นี้เป็นสวนสาธารณะสิ คุณเชื่อผมเถอะ คนจะรักคุณ คนจะชื่นชมคุณมากกว่าคุณไปทำโปรเจกต์แสนล้าน”
หมายเหตุ
ข้อมูลบางส่วนจากมูลนิธิโลกสีเขียว







