
สังคม...???
โดย...ปู โลกเบี้ยว
โดย...ปู โลกเบี้ยว
ชีวิตคนเราปัจจุบันนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบข้างจริงๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลผู้ใกล้ชิด สถานที่และสถานการณ์ต่างๆ ยุคสมัยล้วนมีอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างมาก หลายๆ คนที่ปูเจอจากนิสัยสันดานแล้วไม่ใช่คนที่ก้าวร้าวแต่เพราะสถานการณ์พาไปจึงต้องเอาตัวรอดกันทั้งนั้น ด้วยเราเป็นคนไทยที่มีนิสัยอ่อนน้อม ยิ้มแย้มแจ่มใสมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ จนใครๆ ต่างเรียกเราว่ายิ้มสยาม คนเก่าแก่มักคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องอย่างนี้มากในเรื่องการเคารพผู้ที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นสูงด้วยวัยวุฒิหรือคุณวุฒิก็ตาม การยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพหรือโค้งตัวต่ำถือเป็นเรื่องที่เด็กควรทำต่อผู้ใหญ่ แต่เด็กสมัยนี้หลายคนทีเดียวที่ไม่ทำ ไม่ยอมทำ ไม่สนใจทำ แค่ยิ้มให้ก็ถือว่าบุญแล้วงี้
มีเด็กผู้ชายเข้ามาฝึกงาน 4 คน 2 คนแรกที่ปูเจอไปร่วมกิจกรรมด้วยกัน ปูก็ถามว่า น้องนี่ใคร? ไม่เคยเจอ น้อง 2 คนมันก็ยิ้มๆ จนพี่เลี้ยงของเขาบอกว่า อ๋อ น้องเขามาฝึกงานค่ะพี่ ปูก็เลยยกมือไหว้ แล้วบอกว่าสวัสดีจ๊ะน้อง เจ้าน้อง 2 คนมันเลยยกมือไหว้ตอบ พอได้คุยก็รู้ว่ามาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มากัน 4 คน เลยต้องพยายามทำใจให้อภัยเพราะเป็นเด็กผู้ชายล้วนๆ พอตกดึกเจอน้องฝึกงานอีก 2 คน เรารู้จักชื่อแล้ว เพราะได้คุยกับเพื่อนของเขาเมื่อตอนกลางวัน เราก็ทักว่า เออ ใช่น้อง...นี่ชิมิ ไอ้เจ้า 2 คนมันก็ยิ้มให้อีก นั่น ... ปรี๊ดแตกเลยปู ถามไปว่า อย่าเรียกว่าถามเลย ด่าเถอะ “ไอ้พวกเนี้ย พ่อแม่หรือครูแกไม่สั่งสอนให้สวัสดีเหรอ หรือว่าพวกแกเห็นฉันหน้าเด็กเลยไม่ต้องยกมือไหว้ก็ได้งั้นสิ” แล้วปูก็ยกมือไหว้เขาก่อนอีก นั่นแหละ 2 คนนี่ก็เลยยกมือไหว้ตอบ พอได้สัมภาษณ์ถึงรู้ว่าพวกนี้เรียนประเภทช่างกลมา ช่างอ๊อกช่างเครื่องอะไรประเภทนั้นแหละ ตีกันบ่อยๆ พกปืนพกมีดไว้ป้องกันตัวงี้ ปูเลยต้องให้อภัย ไม่ได้กลัวนะ แต่เข้าใจว่าไอ้พวกนี้มันจะมานอบน้อมอะไรได้ล่ะ ชีวิตต้องต่อสู้กับสังคมแบบนั้นอ่ะ แล้วยิ่งได้เช็กดวงชะตาแล้วยิ่งต้องให้อภัยใหญ่ เพราะตามวันเดือนปีเกิดแล้วเด็กเหล่านี้ไม่ใช่คนเถื่อนเลย กลับมีจิตใจที่ดีซะด้วย แต่เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาจึงทำให้ต้องแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวออกมาเพื่อปกป้องตัวเองก็เท่านั้นเอง ปูถามรู้จักพี่มั้ย พวกเด็กบอกเคยเห็นตอนเด็ก พอโตมาไม่ค่อยได้ดูทีวีหรือฟังวิทยุหรอก เพลงก็ไม่ฟัง แต่ถ้าถามเรื่องตีกันล่ะก็เล่าเป็นฉากๆ เลยอ่ะ บอกตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว เขาตีกันเราต้องสู้ไม่สู้ก็ตาย ปูถามว่า ทำไมต้องตีกันด้วย มีเรื่องไม่ถูกกันมาก่อนเหรอ? น้องๆ บอกว่าแค่มองหน้ากันแล้วหมั่นไส้ก็อัดเลยฟาดเลย เฮ้ย! ไม่มีคุยหรือถามกัน “แล้วรู้จักกันมั้ย” ไม่พี่ เจอใครตาขวางก็จัดการเลยไม่สนว่าสถาบันไหนหรอก อาวุธอยู่ที่เข็มขัดหรือไม่ก็ในกระเป๋า นั่นนน ยิ่งเห็นเข็มขัดสถาบันศัตรูด้วยแล้วไม่ต้องคุย ปูก็อ้าว แล้วจะใส่เข็มขัดสถาบันให้เห็นกันทำไมล่ะ ไม่เอาเสื้อปิดๆ ไว้ล่ะ น้องบอกต้องเปิดโชว์ไงล่ะ???
พอได้สัมผัสเด็กพวกนี้จริงๆ พวกเขากลับเป็นคนที่อ่อนไหวจิตใจดี แต่กลับต้องซ่อนเอาไว้ภายในให้มิดเชียว ปูเคยสังเกตเห็นน้องเหมือนไม่สบายใจอะไรสักอย่างเลยถามอย่างเป็นห่วงว่า “มีอะไรรึเปล่า พี่ช่วยอะไรได้บ้างมั้ย” น้องตอบว่า ไม่เป็นไรครับพี่ มีปัญหาอะไรก็ไม่อยากไปรบกวนใคร จัดการเองได้ครับ นี่ไง เพราะอย่างนี้ไงมันเลยจัดการกันเองแบบผิดๆ สไตล์พวกมันไง ออกมาเรียนหนังสือหาความรู้แต่ต้องมาอยู่ร่วมกับสังคมเพี้ยนๆ เยี่ยงนี้ ให้เป็นเด็กดีพ่อแม่สอนมาดียังไงก็ตาม ก็ต้องตามน้ำล่ะว้า... ความรู้ก็อยากได้เอาไว้ทำมาหากิน ชีวิตก็ต้องรักษาเพราะความใจร้อนไม่ยอมกันของบรรดาวัยโจ๋ทั้งหลาย เฮ้อ! ชีวิตเนอะ ปัญหาเด็กที่เกิดจากเด็กตีกันมันถึงเป็นอันดับหนึ่งไง ชะตาชีวิตมันไม่สามารถควบคุมมนุษย์ไว้ได้ทั้งหมดจริงๆ ยุคนี้สมัยนี้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กมันช่างมีอิทธิพลต่อเด็ก แต่ที่สำคัญอยู่ที่จิตใจของเราเองนะ ถ้าจิตใจดี ทำดีก็จะได้ผลดี ได้กับตัวเราเองนั่นแหละ แต่ถ้าเมื่อไรจิตใจเกิดทรามขึ้นมาล่ะก็ ผลที่ตามมาก็จะทรามไปด้วย ความดีความชั่วล้วนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมมนุษย์ทั้งสิ้น







