
ความปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ผมเคยเชื่อว่า “ความปลอดภัยในบ้านเราจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยกฎหมายนำเท่านั้น” คือต้องมีกฎหมายออกมาบังคับ ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามจะต้องได้รับโทษ (อาจเป็นเงินค่าปรับทางแพ่งหรือโทษจำคุกทางอาญาก็ได้) เช่น กรณีบังคับให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องใส่หมวกกันน็อก หรือผู้ขับรถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เป็นต้น
แต่วันนี้ผมชักจะไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือผิดกันแน่ เพราะขนาดมีกฎหมายบังคับกันถึงขนาดนี้ แต่เราก็ยังพบเห็นผู้ไม่ใส่หมวกกันน็อกขณะขับขี่ และผู้ใส่ “หมวกกันน็อก” ผิดประเภท ผิดมาตรฐาน กันมากมายบนท้องถนน เรายังเห็นรถจักรยานยนต์ (บางครั้งก็รถยนต์) แล่นสวนทางอย่างผิดกฎหมาย และเปิดไฟสูงใส่ผู้ที่ขับรถถูกช่องทาง ดังนั้น เราจึงยังพบเห็นอุบัติเหตุร้ายแรงทุกบ่อยๆ ทุกวันนี้
นั่นอาจหมายความว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยที่มีอยู่มากมายในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงานยังไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้เท่าที่ควร (ทั้งที่บทบัญญัติหลายข้อมีบทกำหนดโทษทางอาญาหนักมาก)
ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่าความเสี่ยงภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินจากโรงงานและสถานประกอบการหลายประเภท (รวมถึงความปลอดภัยบนท้องถนนและด้านต่างๆ) ยังคงเป็น “ปัญหาเร่งด่วน” ที่ผู้รับผิดชอบจะต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่องต่อไป
เรื่องนี้เราต่างรู้ดีว่าความตื่นตัวในเรื่องของความปลอดภัยในบ้านเราจะต่างจากความตื่นตัวในเรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างมากมายมหาศาล
การรณรงค์และการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้าง “จิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ได้รับการตอบรับจากสังคมอย่างท่วมท้นในแทบทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการตาวิเศษ โครงการรักษ์ป่ารักษ์น้ำ โครงการรักแม่รักษ์แม่น้ำ โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) โครงการทิ้งขยะแยกถัง โครงการแก้ปัญหามลพิษทางจราจร เป็นต้น
เพราะเราส่วนใหญ่มองเห็นปัญหาที่เกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน มองเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมต่างๆ คล้ายๆ กัน สังคมไทยจึงมี “วิสัยทัศน์ร่วมกัน” (Shared Vision) ในการแก้ปัญหามลพิษและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกันเกือบทั้งโลก
เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การปลูกฝังจิตสำนึกด้านการหวงแหนและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของเด็กๆ หรือเยาวชนของเราคือปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการแก้ปัญหามลพิษในสังคมไทย
เราจึงไม่อาจปฏิเสธว่า ในปัจจุบันกระแสของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) จึงอยู่ในระดับสูงตลอดมา และที่สำคัญก็คือว่า การทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สังคมเริ่มรับไม่ได้ ผู้ใดหรือองค์กรใดทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายแล้ว ยังกลายเป็น “ผู้ที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม” ด้วย อันเป็นเหตุให้เสียภาพพจน์ เสียชื่อเสียง และอาจต้องสูญเสียธุรกิจไปในที่สุด
แต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเช่นเดียวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เราไม่ได้ทำการรณรงค์และประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราไม่ได้ยืนหยัดในการดำเนินการจนเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ อย่างเช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ความปลอดภัยมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง ซึ่งสามารถเห็นผลได้รวดเร็วและชัดเจนมากกว่า
ถ้าพนักงานปฏิบัติงานอย่างไม่ปลอดภัย โอกาสที่เขาจะบาดเจ็บ พิการ หรือเลือดตกยางออกอาจเกิดได้ทุกเมื่อ และเห็นผลลัพธ์ทันทีทันใดเลย เช่น นิ้วขาดจากเครื่องปั๊มโลหะ เลือดไหล ตาบอดจากสารเคมีอันตราย ตกจากที่สูงเป็นอัมพฤกษ์ เป็นต้น
โดยปกติแล้ว ความเสียหายจากมลพิษสิ่งแวดล้อมมักจะใช้เวลามากกว่าจึงจะเห็นผลลัพธ์ เพียงแต่ว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อผู้คนจำนวนมากกว่ากัน และไปได้ไกลกว่ากัน ในขณะที่อุบัติเหตุอันตรายจะจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในโรงงาน หรือภายในสถานประกอบการแคบๆ เท่านั้น
ข้อมูลด้านอุบัติเหตุอันตรายที่จะนำไปศึกษาวิเคราะห์ต่อไปจึงไม่ใช่เรื่องที่หามาได้ง่ายๆ การวางแผนอย่างมีประสิทธิผลต่อไปจึงเป็นปัญหาอย่างยิ่ง
ทุกวันนี้ทั้งที่เรามีกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยมากมายจากหลายกระทรวง (ทั้งด้านการป้องกันอุบัติเหตุอันตรายและการพัฒนาส่งเสริมความปลอดภัย) แต่ก็ปรากฏว่ายังคงเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนเป็นโศกนาฏกรรมบ่อยครั้ง ก็คงเชื่อได้เลยว่าเราจะต้องประสบกับอุบัติเหตุร้ายแรงกันต่อไป ในลักษณะของ “ปัญหาซ้ำซาก” และวนเวียนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” อย่างดิ้นไม่หลุด
การคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการสร้าง “วิสัยทัศน์ร่วม” ของคนไทยทุกผู้คน ครับผม !







