
สืบเนื่องจากงานสวดพระปริตรฯ ครั้งที่ ๔๒ ชินบัญชรอธิษฐานธรรมณ วัดระฆัง (ตอน ๖)
ความเห็นแก่ตัวและให้จิตนั้นมีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทน
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ความเห็นแก่ตัวและให้จิตนั้นมีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทน การปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทนนั้นก็คือเมตตา... จึงขอให้ทุกคนดำริขึ้นที่จิตว่า...
“ให้บุคคลทั้งหลายมีความสุข ให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข ปราศจากความทุกข์ ปราศจากเวร ปราศจากความพยาบาท ความเบียดเบียน ปราศจากความคับแค้นใจ ความทุกข์ใจ ขอให้ถึงซึ่งความสุข พ้นจากทุกข์โรคภัยเถิด”
เราปรารถนาให้บุคคลทั้งหลายมีความสุข โดยไม่ต้องการผลตอบแทนแบบชาวโลกที่ทำกัน การตั้งจิตปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขและไม่หวังผลใดๆ นั้น นั่นคือการตั้งจิตให้รักผู้อื่นเสมอตน ด้วยความรู้เข้าใจที่ว่า... เราก็เป็นสัตว์ทุกข์ เขาก็เป็นสัตว์ทุกข์ แม้เราแม้เขาก็ไม่ต้องการความทุกข์ จึงควรดำริลงไปกลางจิตว่า...
“ขอเขามีความสุขเถิด... สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีชีวิตทั้งหลาย ผู้เกิดมาแล้วทั้งหลาย ผู้มีสภาพบุคคลทั้งหลาย ผู้มีอัตภาพขันธ์ ๕ ทั้งหลาย จงมีความสุขเถิด จงปราศจากเวรเถิด จงปราศจากความพยาบาท ความเบียดเบียนเถิด จงปราศจากความคับแค้นใจ ความทุกข์ใจเถิด ขอให้ถึงซึ่งความสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด”
ต่อไป รวมจิตที่ประกอบด้วยอำนาจเมตตาธรรมให้สงบนิ่ง แล้วส่งแผ่ไปในทิศเบื้องหน้า ด้วยคำพูดที่ดำริขึ้นภายในจิตว่า... “ขอในทิศเบื้องหน้าของเรา และสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ในทิศเบื้องหน้า ขอเทวดาสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ จงมีความสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด” ด้วยจิตที่มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทน เมตตานั้นก็จะแผ่กว้างออกไป ให้จิตเรานี้ใหญ่ กว้างขวางใหญ่ขึ้น มั่นคงขึ้นในคุณความดี และสงบตั้งมั่นอิ่มเอิบ และสงบ เพราะจิตนั้นได้คิดดี ได้ดำริดี แล้วสู่การปฏิบัติดี
และแม้ในทิศเบื้องหลัง... “ขอสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ เทวดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องหลังเราอันไม่มีประมาณ จงมีความสุข จงปราศจากเวร จงปราศจากความพยาบาท ความเบียดเบียน จงปราศจากความคับแค้นใจ ความทุกข์ใจ ขอให้ถึงซึ่งความสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด” แผ่ไปในทิศเบื้องหลังอย่างไม่มีประมาณอย่างกว้างขวาง เราเรียกร้องให้สังคมมีความสงบ ต้องการเรียกร้องให้สังคมมีความสุข ก็ต้องหยุด หยุดจิตเราอยู่ที่เมตตา
ให้จิตหยุดและพบกับคำว่า “เมตตา” และแผ่เมตตานั้นออกไป แปลงอำนาจเมตตาธรรม ให้เป็นปัญญาที่พัฒนาความคิด ให้มันเกิดความเป็นสัมมาทิฏฐิในจิต นำธรรมะที่ให้เกิดประโยชน์ก็คือ “พรหมวิหาร” เข้าสู่จิต จนเกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วนำลงฐานจิตให้เกิดดำริชอบ จนสัมปยุตลงในกลางจิต เกิดปัญญาธรรมเป็นพลังธรรม เพื่อขับเคลื่อนไปตามเป้าหมายในทิศต่างๆ ซึ่งพลังธรรมดังกล่าวเกิดจากกระบวนการสร้างอาศัยฐานความคิดความเห็นที่ชอบโดยธรรม ก็คือ “สัมมาทิฏฐิ” “สัมมาสังกัปโป” และเมื่อเกิดพลังธรรมขึ้นแล้ว ก็ขับเคลื่อนพลังธรรมไปโดยอาศัย “สัมมาวายา” “สัมมาสติ” และ “สัมมาสมาธิ”
เข้ามากำกับควบคุมจิตให้เกิดความสำรวมในกายวาจา และการกระทำอาชีวะ ซึ่งเป็นสัมมาอาชีวะที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นสัมมาอาชีวะของพระอริยเจ้า... จนเกิดความสำรวมระวังขึ้นอย่างสมบูรณ์ ด้วยศีลสังวร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสติสังวรและญาณสังวร วิริยสังวรและขันติสังวร จนเกิดการขับเคลื่อนจิตวิถีเข้าสู่มรรควิถีตามแนวอริยมรรค อันมีองค์ธรรม ๘ ประการ ซึ่งหากสมบูรณ์พร้อมแห่งองค์ธรรมทั้ง ๘ เกิดขึ้นประกอบกับจิตที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว ธรรมก็จะเกิดสัมปยุต จนเกิดมรรคสมังคีได้ เพื่อบรรลุสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ
แม้ในทิศเบื้องขวาของเรา... ก็สามารถตั้งจิตประกอบเมตตาธรรม ส่งแผ่อำนาจธรรมที่จิตที่เป็นเมตตาหรือปรารถนาดีไปยังสัตว์ทั้งหลายได้ โดยพึงดำริลงกลางจิตว่า “ขอสัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ เทวดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องขวามือ จงมีความสุข จงปราศจากเวร จงปราศจากความพยาบาท ความเบียดเบียน จงปราศจากความคับแค้นใจ ความทุกข์ใจ ขอให้ถึงซึ่งความสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด” และแผ่ไปในทิศเบื้องขวามืออย่างเต็มกำลัง กว้างขวางไม่มีประมาณ ออกไปไม่มีขอบเขตในสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ พึงได้รับอำนาจเมตตาธรรมดังกล่าว “ขอให้มีความสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์เลย” ให้จิตเรามีเจตนาดำริแน่วแน่ดังกล่าวนั้น และต่อเนื่องในความแน่วแน่ไม่ขาดตอน...
กระแสแห่งเมตตาก็จะไหลไปเหมือนน้ำที่ไหลไปไม่ขาด... มีพลังเท่าไร ก็ไหลไปได้มากเท่านั้น... แน่วแน่เท่าไร ก็ให้ความชัดแจ้งชัดเจนมากเท่านั้น... เหมือนสายน้ำที่ไหลไปอย่าให้ขาด อย่าให้ขาดอย่าให้พร่อง เติมให้เต็ม ให้ต่อเนื่องแน่วแน่... จนเกิดเป็นสายธรรมแห่งเมตตา หลั่งไหลไปยังทิศดังกล่าวอย่างไม่มีประมาณ ให้สัตว์ทั้งหลายได้ดื่มกิน มีความสุข มีความเย็นกายเย็นจิต พ้นจากความทุกข์ภัยด้วยเมตตาธรรมที่เราก่อสร้างขึ้นด้วยธรรมปฏิบัติในครั้งนี้ ณ พระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม เนื่องในงานสวดพระปริตร อธิษฐานจิต เพื่อแผ่นดินไทย ครั้งที่ ๔๒ นี้
ความมีเมตตานั้นนำไปสู่การเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเคารพนับถือต่อกัน การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา...นี่คือการสร้างเมตตาขึ้นในจิต จิตสัตว์สังคมขาดการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะขาดเมตตา...
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







