
เข็มบ่งเสี้ยนในใจ
มนุษย์ทุกคนล้วนมีปมอยู่ในใจ บางคนก็สามารถอยู่กับมันได้โดยไม่หวนไปคิดถึงให้เจ็บช้ำเสียใจขึ้นมาอีก ทว่าสำหรับบางคนปมนี้เสมือนเข็มแหลมคอยทิ่มแทงจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีวันหาย จนทำให้หัวใจบอบช้ำเกินเยียวยา พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิโรงพยาบาลศรีธัญญา จากการศึกษาจิตบำบัดตามแนวซาเทียร์ (การศึกษาทางด้านจิตเชิงลึกเข้าไปถึงจิตใต้สำนึกของคน) มาถึง 20 ปี และจากประสบการณ์ทำงานที่คลินิกคลายเศร้า โรงพยาบาลศรีธัญญา ทำให้ได้พบกับคนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ทั้งรายที่มีอาการหนัก หรือเพิ่งเริ่มวิตกกับอาการ จึงเกิดความคิดที่จะเขียนหนังสือโดยรวบรวมเคสที่น่าสนใจมาถ่ายทอดเพื่อเป็นบทเรียนแก่ผู้อ่าน อย่างน้อยๆ ก็ให้รู้เท่าทันจิตใจตัวเอง สามารถบำบัดดูแลจิตใจตัวเองได้ และเพื่อให้เข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
มนุษย์ทุกคนล้วนมีปมอยู่ในใจ บางคนก็สามารถอยู่กับมันได้โดยไม่หวนไปคิดถึงให้เจ็บช้ำเสียใจขึ้นมาอีก ทว่าสำหรับบางคนปมนี้เสมือนเข็มแหลมคอยทิ่มแทงจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีวันหาย จนทำให้หัวใจบอบช้ำเกินเยียวยา พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิโรงพยาบาลศรีธัญญา จากการศึกษาจิตบำบัดตามแนวซาเทียร์ (การศึกษาทางด้านจิตเชิงลึกเข้าไปถึงจิตใต้สำนึกของคน) มาถึง 20 ปี และจากประสบการณ์ทำงานที่คลินิกคลายเศร้า โรงพยาบาลศรีธัญญา ทำให้ได้พบกับคนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ทั้งรายที่มีอาการหนัก หรือเพิ่งเริ่มวิตกกับอาการ จึงเกิดความคิดที่จะเขียนหนังสือโดยรวบรวมเคสที่น่าสนใจมาถ่ายทอดเพื่อเป็นบทเรียนแก่ผู้อ่าน อย่างน้อยๆ ก็ให้รู้เท่าทันจิตใจตัวเอง สามารถบำบัดดูแลจิตใจตัวเองได้ และเพื่อให้เข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
“เข็มบ่งเสี้ยน” เป็นหนังสือแนวจิตวิทยา คุณหมอสมรักได้เล่าถึงเนื้อหาหลักๆ ว่า “เราจะเห็นว่าคนที่มีปัญหารูปแบบต่างๆ เมื่อเจาะลึกจิตใต้สำนึก จะพบว่าจิตใต้สำนึกมีผลกระทบจากอดีต ซึ่งจิตใต้สำนึกของคนอยู่ลึกมากๆ แต่เมื่อเราจัดการแก้ไขได้ คนนั้นก็กลับมามีความสุขได้ใหม่ ไม่เหมือนกับการฟังคำแนะนำหรือคำสอนดีๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างถึงแก่น ตัวอย่างเช่น เรื่องราวในอดีตที่ฝังลึกต้องเข้าไปรู้ถึงปัญหาและแก้ให้ถูกจุด คนไข้ก็จะมีพลังชีวิตและมีกำลังใจที่จะอยู่ต่อไปในสังคม
หมอศึกษาจิตบำบัดแนวนี้มาเกือบ 20 ปี จึงอยากแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับเคสเหล่านี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น ถูกทำทารุณกรรมทางเพศ ถูกปฏิเสธ กำพร้า กระบวนการรักษาช่วยให้เข้าใจผู้อื่น เราจะไม่ด่วนตัดสินว่าเขาเป็นคนผิด มีความผิดปกติ ในทางกลับกันเรากลับได้รับรู้เรื่องราวชีวิตการต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของเขา และการสร้างเสริมศักยภาพในชีวิตของเขา ถ้ากระบวนการบำบัดที่ได้ทำช่วยแก้ไขปมชีวิตที่อยู่ลึกในจิตใต้สำนึกได้ ช่วยให้เขาเชื่อมโยงกับพลังชีวิต แล้วเขาคนนั้นก็จะสามารถเติบโต พบความสุขของการมีชีวิตที่อิ่มเอิบ”
แม้จะไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ แต่จากการที่เป็นคนรักเรียนรักอ่าน จึงช่วยทำให้มีทักษะในการเขียน ประกอบกับเรื่องที่นำมาเขียนเป็นเรื่องราวใกล้ตัวในวิชาชีพของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่ยากในการที่จะถ่ายทอดเรียบเรียงออกมา ประกอบกับการเขียนแบบเล่าสู่กันฟัง ทำให้งานเขียนออกมาราบรื่น ไม่ใช่หนังสือทางการแพทย์ แต่เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาที่ใครๆ ก็สามารถหยิบอ่านได้
“หวังไว้ว่าเมื่อคนหยิบหนังสือเล่มนี้อ่านแล้ว จะได้รู้ว่าหากเรามีปัญหา หรือมีความทุกข์อะไร จะได้ทราบว่าเมืองไทยมีการเปิดคลินิกคลายเศร้าขึ้นที่โรงพยาบาลศรีธัญญา หากญาติหรือคนไข้ที่คิดว่าตัวเองมีปัญหาทางจิต จะได้มีที่พึ่ง หาแนวทางรักษา เพื่อให้มีชีวิตปกติสุข ทำประโยชน์โดยรวมให้กับสังคมได้เหมือนบุคคลทั่วไป สมมติเรามีปัญหาสุขภาพจิต ความขัดแย้ง เราเกิดคำถามว่าต้องไปหาใครในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าหากคนเรามีปัญหาทางจิตบ้านเราจะนึกถึงแต่จิตแพทย์ คนบ้า เราจะไม่กล้ามารับการบริการที่โรงพยาบาลจิตเวช เพราะกลัวว่าคนจะหาว่าเราบ้า ซึ่งเป็นค่านิยมที่ไม่ถูกต้องนัก แต่คลินิกนี้เป็นการให้บริการสำหรับคนที่ไม่ต้องเป็นบ้า ไม่ต้องป่วย แต่มีปัญหาความทุกข์และหาทางออกไม่ได้ เกิดปัญหากระทบต่อการดำเนินชีวิตหลายๆ อย่าง เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว คลินิกนี้จะช่วยทำให้คนคลายความขัดแย้ง ความทุกข์ภายในจิตใจ ด้วยการใช้หลักจิตบำบัดที่เรียกว่าซาเทียร์ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำงานกับจิตใต้สำนึกของคน เราจะนำเอาพลังชีวิตในคนนั้นๆ ขึ้นมา ทำให้เขาเข้มแข็ง เปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองไปได้”
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร คุณหมอสมรัก บอกว่า อันดับแรกคนที่ทำงานช่วยเหลือคน จะเป็นใครก็ได้ เช่น นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ครู คนที่จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคนอื่น อ่านแล้วเราจะได้เข้าใจกลไกในจิตใจของคนได้ดีมากขึ้น ส่วนคนทั่วไปนั้นจะได้รับรู้ถึงเรื่องราวปัญหาชีวิตของคนที่เราเรียกว่า ผู้ป่วย ซึ่งได้ก้าวข้ามผ่านปัญหาชีวิตได้ด้วยตัวเองมาก่อน และสามารถแสวงหาหนทางที่ทำให้ชีวิตตัวเองมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้นจึงเป็นหนทางให้กับผู้อ่านสะท้อนดูชีวิตตัวเอง
ทั้งนี้ รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายหนังสือ ผู้เขียนจะนำไปสมทบกองทุนศูนย์พัฒนาชีวิตผู้ป่วยจิตเวช อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา







