
คำสารภาพของอาร์มสตรอง
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 3 เดือน นับตั้งแต่โดนตราหน้าเป็นจอมขี้โกง แต่ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการรอฟังคำสารภาพจากปากของ
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 3 เดือน นับตั้งแต่โดนตราหน้าเป็นจอมขี้โกง แต่ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการรอฟังคำสารภาพจากปากของ
โดย...นูโน่
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 3 เดือน นับตั้งแต่โดนตราหน้าเป็นจอมขี้โกง แต่ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการรอฟังคำสารภาพจากปากของ แลนซ์ อาร์มสตรอง ในรายการทอล์กโชว์ของ โอปราห์ วินฟรีย์ เกี่ยวกับการใช้สารกระตุ้นไขว่คว้าความสำเร็จ
หลังออกอากาศครบ 2 ตอน ในเช้าวันศุกร์และเสาร์ตามเวลาประเทศไทย ช่องเคเบิล OWN เปิดเผยว่า มียอดผู้ชมถึง 3.2 ล้านวิวที่ติดตามรายการ
นับเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่เทปคุยกับครอบครัวของ วิตนีย์ ฮูสตัน เมื่อเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว
นอกจากคำยอมรับเริ่มใช้สารกระตุ้นตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 และตลอดการคว้าแชมป์ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 7 สมัย ระหว่างปี 1999-2005 อาร์มสตรอง ได้เอ่ยปากขอโทษกับความผิดที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นการโกหกครั้งใหญ่ และทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ผมเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง มันเป็นความผิดพลาดของผม และผมมานั่งที่นี่เพื่อกล่าวเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น” นักปั่นลวงโลก กล่าว
ตอนนี้เขาได้รับบทเรียนราคาแพงเรียบร้อยแล้ว จากการโดนริบแชมป์ทั้งหมด พร้อมโดนลงโทษแบนตลอดชีวิต สูญเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ความศรัทธา ความน่าเชื่อถือและรายได้ในอนาคตทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ของ อาร์มสตรอง ยังมีเสียงวิจารณ์ว่าไม่เพียงพอในการสำนึกผิดและรับผิดชอบ เมื่อเขาปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องที่ภรรยาของ แฟรงกี แอนดรู อดีตเพื่อนร่วมทีม ได้ยินเขายอมรับใช้สารกระตุ้นกับแพทย์ในปี 1996
“ฉันผิดหวังมาก เขายังติดหนี้ฉัน คุณยังเป็นหนี้ฉัน แลนซ์ แล้วคุณก็ดร็อปบอล กับสิ่งที่คุณทำกับฉันและครอบครัว และคุณก็ไม่ยอมรับมัน หากเขาไม่บอกความจริง หากเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องตรวจ แล้วเราจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดได้อย่างไร?” เบตซี แอนดรู กล่าว
การเปิดใจของอดีตนักปั่นผู้เอาชนะโรคมะเร็งมาได้ ยังห่างไกลจากคำว่า “เพียงพอ” มาก ในความรู้สึกของ เดวิด วอลช์ ผู้สื่อข่าวซันเดย์ ไทม์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสอบสวน
นั่นเพราะ อาร์มสตรอง ทำให้ เบตซี ต้องได้ชื่อว่าเป็นคนโกหกมานานกว่า 10 ปี แต่ไม่มีแม้คำขอโทษหรือไม่เอาตัวเองเข้าไปเฉียดเรื่องนี้เลย
นอกจากนี้ ยังมองในมุมของตัวเองมากกว่าคนอื่น ด้วยการตั้งคำถามเรื่อง “โทษประหาร” ซึ่งหมายถึงการถูกแบนจากกีฬาทุกชนิด เพราะการใช้สารกระตุ้น
“ผมสมควรถูกลงโทษ แต่ไม่แน่ใจว่าสมควรโดนโทษประหาร”
แน่นอน เขาไม่ได้หวังจะกลับมาแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ แต่เขาเป็นนักแข่ง และต้องการมีโอกาสได้ลงแข่งอีกครั้ง ซึ่งมีหลายอย่างที่ทำได้ แต่โทษที่ได้รับมันเหมือนโดนประหารชีวิต
“ผมไม่ได้บอกว่าไม่ยุติธรรม แต่มันแตกต่าง (เมื่อเทียบกับคนอื่นที่ได้รับโทษแบนแค่ 6 เดือน” อาร์มสตรอง กล่าวโดยยอมรับว่า อยากให้มีการยกโทษแบนตลอดชีวิต แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ และต้องอยู่กับมัน
ท่ามกลางความรู้สึกเสื่อมเสีย ต่ำต้อย และอับอาย หลังโดนกระชากหน้ากากกระเจิง ช่วงเวลาที่รู้สึกตกต่ำที่สุด คือ ตอนที่มูลนิธิลีฟสตรอง ขอแยกทางเมื่อปีที่แล้ว หลังจากต้องสูญเสียเงินถึง 75 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,250 ล้านบาท) จากการถอนตัวของสปอนเซอร์ในเวลาเพียง 2-3 วัน
“มูลนิธิเหมือนลูกคนที่ 6 ของผม และการตัดสินใจออกมามันใหญ่มาก ผมรู้ดีถึงความกดดันและมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับองค์กร แต่ก็เจ็บปวดเหมือนตกนรก”
แต่สิ่งที่ทำให้จอมลวงโลกรายนี้ถึงกับน้ำตาซึมระหว่างให้สัมภาษณ์ คือ การพูดถึงผลกระทบต่อลูกๆ
“เมื่อเรื่องนี้เริ่มขึ้น ผมเห็นลูกชายพยายามปกป้องผม ด้วยการบอกว่า มันไม่จริง นั่นทำให้ผมคิดว่าต้องบอกพวกเขา เขาไม่เคยถามผม เขาเชื่อในตัวผม และผมก็บอกเขาว่า ไม่ต้องปกป้องผมอีกแล้ว ไม่ต้องแล้ว”
แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้ อาร์มสตรอง ดิ่งลงเหวก็ไม่ปาน แต่ก็ยังไม่ใช่ช่วงเลวร้ายที่สุดในชีวิตที่ได้เจอ เมื่อเคยผ่านช่วงมืดมน ที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่มาแล้ว หลังตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมาก
คำขอโทษสู่สาธารณะในครั้งนี้ อาจไม่สามารถได้รับการอภัยจากอดีตเพื่อนร่วมทีมและสปอนเซอร์ที่ยื่นฟ้องและอาจได้รับประโยชน์จากคำสารภาพ แต่เจ้าตัวยืนยันว่า จะไม่เดินทางผิดอีกครั้ง
“นั่นเป็นสิ่งที่ผมควบคุมได้ ผมอาจจะไม่อยู่ในสถานะที่จะให้คำมั่นสัญญา แต่มันคือความท้าทายยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เหลือ ที่จะไม่ทำผิดอีก เป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่”







