
ธรรมเทศนา...แด่ตุลาการศาลอุทธรณ์เนื่องในปีใหม่พุทธศักราช ๒๕๕๖ (ตอน ๒)
“ทุกคนมีต้นทุนความไม่ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเพิ่มเติม ต้นทุนความไม่ดีนี้ คือสิ่งที่ต้องนำออก ต้องไม่ให้เกิดขึ้น ทำความดีให้เกิดขึ้น และต้องรักษาความดีนั้นไว้”
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
“ทุกคนมีต้นทุนความไม่ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเพิ่มเติม ต้นทุนความไม่ดีนี้ คือสิ่งที่ต้องนำออก ต้องไม่ให้เกิดขึ้น ทำความดีให้เกิดขึ้น และต้องรักษาความดีนั้นไว้”
ธรรมอันใดเป็นไปเพื่อความประเสริฐ ธรรมนั้นเรียกว่า ตัวธรรมะ... ธรรมอันใดให้เป็นผู้ใหญ่ ธรรมนั้นเรียกว่า ธรรมะ ท่านทั้งหลายจึงต้องเข้าถึงตัวธรรมะ ตัวธรรมะทำให้ท่านทั้งหลายมีจิตที่ปกติ มีอารมณ์ที่ดี มีทัศนคติที่ถูกต้องตรงตามธรรมและมีพฤติกรรมที่สำรวมระวัง ชอบควรโดยธรรม นั่นคืออำนาจธรรมที่ทำให้ท่านทั้งหลายยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง
หากท่านทั้งหลายไม่เข้าใจ ไม่เคยศึกษา ไม่เคยบวชเคยเรียน ไม่เคยปฏิบัติธรรม จึงไม่รู้ แม้รู้ปริยัติธรรมในความหมายธรรม ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตัวธรรมะได้ ทั้งนี้เพราะไม่ศึกษาปฏิบัติ แม้ปฏิบัติก็ไม่ถูกต้องตามหลักธรรม หรือเมื่อปฏิบัติแล้วไม่แทงทะลุในธรรม ไม่รู้แจ้งถึงธรรม ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่อการปฏิบัติธรรม อันเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายที่จะต้องศึกษาปฏิบัติธรรม เพื่อการบางเบาของอำนาจอวิชชาที่ก่อเกิดจากราคะ โทสะ โมหะ กิเลส
ราคะ โทสะ โมหะ นี้เปรียบเหมือนไฟสามกองที่เผาไหม้อยู่ภายใน เพราะมันมีเชื้ออยู่ข้างใน ไม่ต้องไปแหย่ให้ท่านโกรธ ท่านก็โกรธอยู่แล้ว ไม่ต้องไปแหย่ให้ท่านรัก ท่านก็รักอยู่แล้ว ความกำหนัดยินดี มึนงง ลุ่มหลง ติดอารมณ์ความไม่รู้นั้นมีอยู่แล้ว ทุกคนมีต้นทุนความไม่ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเพิ่มเติม ต้นทุนความไม่ดีนี้ คือสิ่งที่ต้องนำออก ต้องไม่ให้เกิดขึ้น ทำความดีให้เกิดขึ้น และต้องรักษาความดีนั้นไว้ เรียกว่า มีความเพียรชอบ...สัมมัปปธาน หรือปธานสังขาร ที่ต้องประกอบกับสติปัฏฐาน หรือความระลึกรู้ชอบที่ตรงตามฐานอันควรในวัตถุ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ประกอบเพื่อความเพียรชอบ เพียรเพื่อนำความชั่ว ความอกุศลออก ที่ประกอบมาจากความไม่รู้ คืออวิชชา
ความไม่รู้นี้ที่ทำให้สังคมโกลาหล สุดท้ายต้องอาศัยกฎระเบียบสังคม แต่สิ่งที่แก้ปัญหาของสังคมได้แท้จริงคือ ธรรมะ ปัจจัยอันควรยิ่งในชีวิตคือตัวธรรมะ ถ้าทิ้งปัจจัยที่แท้แล้วไปเลือกปัจจัยปลอม คือวัตถุอำนาจปรุงแต่งทั้งหลาย สุดท้ายก็ให้เพิ่มพูนกิเลสก่อความร้อนเผาไหม้อยู่ข้างใน ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อกิเลสกองข้างในสะสมมากขึ้น ราคะเป็นโลภะ โลภะเป็นอภิชฌาวิสมโลภะ จึงปล้นฆ่า แย่งชิง ฉ้อโกง คอร์รัปชัน ความขุ่นเคืองคับแค้นแปรเปลี่ยนเป็นพยาบาท วิหิงสา ด้วยโมหะ ไม่รู้ไม่เข้าใจ ให้ทิฏฐิมานะก่อตัว เกิดมิจฉาทิฏฐิ มิจฉามรรค และมิจฉาปฏิบัติ
สุดท้าย เมื่อเห็นผิด ไม่เห็นถูก ก็ไม่เกิดความกลัวในการกระทำ สัตว์ทั้งหลายที่มีมิจฉาทิฏฐินั้น แม้ให้ประหารชีวิตทั้ง ๗ ชั่วโคตรก็ยังไม่กลัว อย่าว่าแต่โคตรเดียว เหตุที่ไม่กลัวเพราะไม่รู้ไม่เข้าใจกับความจริงที่เกิดขึ้นและเป็นไป เพราะไม่ถึง ไม่เข้าใจในตัวธรรมะ เมื่อไม่ถึง ไม่เข้าใจในตัวธรรมะก็มืดมนในความคิด มืดมิดในความเห็น ขาดสติปัญญา ดุจชฎิล ๓ พี่น้องและเหล่าบริวารหนึ่งพัน ก่อนได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ที่มีความเห็นและการปฏิบัติที่ผิดๆ เพราะไม่เข้าใจถึงเหตุปัจจัยของธรรมที่เกิดปรากฏ จึงไม่จบความทุกข์ แม้จะเพียรเพ่งปฏิบัติ m
อ่านต่อฉบับวันจันทร์







