
สืบเนื่องจากงานสวดพระปริตรฯ ครั้งที่ ๔๒ ชินบัญชรอธิษฐานธรรมณ วัดระฆัง (ตอน ๒)
โดยเฉพาะด้านนอกกำแพงโบสถ์ ด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถรองรับคนได้อีกพอสมควร
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
โดยเฉพาะด้านนอกกำแพงโบสถ์ ด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถรองรับคนได้อีกพอสมควร ที่สำคัญไม่ต้องรีบร้อนลุกหนี เพราะถูกพวกนักท่องเที่ยวเดินส่งเสียงดังไล่เข้ามาแบบบางแห่ง ที่เอาใจนักท่องเที่ยวมากกว่าชาวไทยเจ้าของประเทศ ที่อุตส่าห์มุ่งหน้ามาประกอบกรรมดีตามวิถีพุทธ เพื่อชาติ บ้านเมือง ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ จะได้ดำรงมั่นคงสืบต่อไปด้วยหัวใจชาวไทยที่เข้มแข็ง ด้วยอำนาจธรรม... แต่ก็ไม่ว่ากัน (หรือว่าไปแล้วก็ไม่ทราบ!?) ใครทำอะไรไว้ ก็ต้องได้รับผลจากการกระทำนั้น...
ไม่นานเกินรอคงได้เห็นผลกรรมที่ก่อเกิดขึ้นจากการกระทำของตนอย่างแน่นอน การขัดขวางกระแสสายธารแห่งศรัทธาของมหาชนนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลไกใดๆ ก็อ้างไม่ขึ้น รับฟังได้ยาก ในเมื่อประชาชนร่วมมือร่วมใจกันประกอบกุศลกรรมมายาวนาน จนเกิดการจัดงานถึง ๔๒ ครั้ง อย่างไม่ต้องพึ่งงบประมาณองค์กรใดๆ เลย โดยในแต่ละครั้งจะมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ศาสตราจารย์คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี มล.สราลี กิติยากรเจ้านายฝ่ายเหนืออย่างเจ้าดารารัตน์ ณ ลำพูน หรือบางสมัยก็มี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการบางกระทรวง
แม้แต่องคมนตรีหลายท่านก็เคยเข้าร่วมงาน โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สถาบันพระปกเกล้า กรมทหารราบที่ ๑๑ (รอ.) บางเขน กองทัพบก และสำนักงานกรุงเทพมหานคร มาโดยตลอด จึงเกิดการรวมพลังจิตสานสร้างความสามัคคีธรรมเกิดขึ้นในสังคม ให้ขับเคลื่อนพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้จนถึงปัจจุบัน ที่ควรบันทึกไว้อย่างยิ่ง ก็คงจะเป็นครั้งที่ใช้ชื่องานว่า “หยุดหนึ่งชั่วโมงให้กับประเทศไทย” ซึ่งสมัยนั้นเกิดความแตกแยกสูงมาก
มีประชาชนจำนวนหนึ่งรวมตัวกันประท้วงอำนาจรัฐบาล ต่อมานำไปสู่เหตุการณ์เผาบ้านเมืองขึ้น การจัดงานในครั้งนั้นมีการกล่าวขานกันมาก สื่อสิ่งพิมพ์เกือบทุกฉบับลงข่าวหน้า ๑ พร้อมภาพประชาชนจำนวนมากมายมาร่วมประกอบศาสนกิจ เนื่องในงานสวดพระปริตร อธิษฐานจิต เพื่อแผ่นดินไทย ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในชื่องาน “หยุดหนึ่งชั่วโมงให้กับประเทศไทย” มีการถ่ายทอดแพร่ภาพไปทั่วประเทศทางสถานีโทรทัศน์ฯ
ด้วยความสืบเนื่องแห่งศาสนกิจที่ถูกต้องตามศาสนธรรม แม้อาจจะแตกต่างไปบ้างจากพิธีสงฆ์ แต่พึงเข้าใจว่า นี่เป็นภาคของประชาชนที่มุ่งเน้นการฟังธรรม เพื่ออบรมจิต ปฏิบัติธรรม สร้างสรรค์จิตสำนึกให้มีคุณธรรม ซึ่งไม่ใช่สวดมนต์นิยมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาวนานิยม เพื่ออบรมจิตตภาวนาเป็นสำคัญ จึงต้องมีพระวิปัสสนาจารย์นำบรรยายให้ความรู้ปฏิบัติธรรมสืบต่อจากการสวดมนต์ ซึ่งแท้จริงการสวดมนต์นั้นก็เป็นการอบรมจิตตภาวนาอย่างหนึ่ง หากนำไปสู่การมีความรู้ความเข้าใจในบทสวดนั้น ก็ย่อมได้รับการพัฒนาจิตที่เรียกว่าจิตตภาวนาด้วย เป็นเป้าหมายที่แท้จริง
ดังการจัดงานในทุกๆ ครั้งของการสวดพระปริตร อธิษฐานจิต เพื่อแผ่นดินไทย ซึ่งชื่องานก็แจ้งคุณลักษณะชัดเจนอยู่แล้วว่า ๑.มีการสวดมนต์ตามบทพระปริตร ที่จะต้องปรับปรุงแนวการสวดทำนองให้พอเหมาะกับประชาชนจำนวนมาก และคนรุ่นใหม่สวดตามได้ มีความไพเราะ อันชักชวนให้ชอบที่จะสวด ไม่น่าเบื่อ
๒.มีการอบรมจิตตภาวนา เพื่ออธิษฐานจิตด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติบูชา เพื่อนำไปสู่ประโยชน์สุขแห่งความปรารถนาตามเจตนาของแต่ละบุคคล ที่ได้มีโอกาสกระทำ
ในการจัดงานครั้งที่ ๔๒ ของการสวดพระปริตรอธิษฐานธรรมที่วัดระฆังฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ ม.ค. ในครั้งนี้จึงมีการอบรมจิตตภาวนาตามหลักวิชาชินบัญชรอธิษฐานธรรม ซึ่งประชาชนนับพันร่วมกันปฏิบัติธรรม และสามารถเข้าถึงความสงบเยือกเย็น ให้มีความสุขใจที่เกิดจากอำนาจธรรมในบทชินบัญชร เมื่อสัมปยุตหรือรวมเข้ากับจิต ก็กลายเป็น “อำนาจจิตที่มีธรรม” หรืออำนาจธรรมในฐานจิต เพื่อเป็นบาทวิถีขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จตามกิจอันควรทำนั้นๆ และเมื่อรวมกับพลังธรรม ที่ก่อเกิดขึ้นด้วยศรัทธาเป็นผู้นำสู่การประกอบความเพียรชอบ มีความระลึกรู้ชอบควบคุมจนจิตตั้งมั่น ก่อเกิดปัญญาธรรมขึ้น
จึงกลายเป็นพลังธรรมในดวงจิต ที่มีฤทธิ์ในการขับเคลื่อนไปตามวิถีที่มุ่งสู่ความสำเร็จตามเจตนาแห่งจิตที่ดำรินั้น อย่างมีสติปัญญาประกอบควบคุม สามารถทำให้จิตตั้งมั่นและสงบระงับได้อย่างมีสติปัญญา เกิดความรู้เท่ารู้ทันในสภาวธรรม (นิวรณ์) ทั้งปวง ให้รู้จักละวางไม่เข้าไปยึดติด จนเกิดสมาธิที่แก่กล้าขึ้น ดังนั้นอาตมาจึงกล่าวสอนให้สาธุชนอบรมจิตต่อไปในวันนั้น (๖ ม.ค. ๒๕๕๖) ณ พระอุโบสถ วัดระฆังฯ ในตอนหนึ่งว่า
“...เมื่อจิตเราพบกับความสงบ ก็ตั้งความประเสริฐเข้าไปให้กับจิต ประเสริฐ เรียกว่า “พรหม”... พรหมวิหารธรรม ก็คือธรรมที่อาศัยเพื่อความประเสริฐ จนนำไปสู่ความสุขใจและสงบจิต และให้เกิดความประเสริฐขึ้น ประเสริฐ ก็คือสภาพจิตที่มีพรหมวิหารธรรม
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







