
สวัสดีปีมะเส็ง รักษ์ตัวก่อนรักษ์คนอื่น(จบ)
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สัปดาห์ก่อนผู้เขียนขอเริ่มศักราชใหม่ด้วยเรื่องของการรักษ์ตัวเราในฐานะผู้นำ ผู้บริหาร และชาว HR ที่ต้องดูแล พัฒนา บริหารและปกป้องลูกน้องและพนักงานจำนวนมากๆ คนที่จะสามารถดูแลรักษาคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างยั่งยืน คนคนนั้นต้องมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจและทัศนคติ ซึ่งคราวที่แล้วผู้เขียนได้พูดถึงการเตรียมความพร้อมของร่างกายในแง่ของการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการรักษาสภาพจิตใจไม่ให้ตกอยู่ภายใต้ความเครียด ความซึมเศร้านานเกินไปจนจิตตกยกไม่ขึ้นไปแล้ว เรามาคุยกันถึงปัจจัยหรือกลยุทธ์ข้อต่อไปในการรักษ์ตัวเองที่ไม่ได้หมายถึงการเห็นแก่ตัวกันต่อเลยนะคะ
คนที่บริหารเวลาไม่เป็นแล้วจะบริหารคนอื่นได้อย่างไร? “เวลา” ดูเหมือนจะเป็นทรัพยากรที่หายากมากๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงๆ ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบมากๆ แต่ผู้นำระดับบิ๊กๆ หลายท่านก็สามารถจัดตารางเวลาชีวิตได้ลงตัวสมดุลดี ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตส่วนตัวดีขึ้นและสามารถบริหารกิจการ องค์กร สังคม แม้กระทั่งประเทศชาติได้ดีด้วย เรื่องของการบริหารเวลา (Time Management) ถือเป็นความสามารถที่ผู้บริหารทุกระดับและทุกแผนกงานพึงมี ถ้ายังไม่มีก็ต้องฝึกฝนเรียนรู้กัน
หลักคิดง่ายๆ ก็คือเริ่มจากการพิจารณาแบ่งบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเราก่อน โดยทั่วไปแล้วคนส่วนมากมักมีความรับผิดชอบอยู่ 4 มิติ คือ
ตัวเอง (Self)
ครอบครัว (Family)
องค์กรที่ตนทำงานด้วย (Organization)
สังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ (Society at Large) เช่น สมาคม สโมสร หมู่บ้าน จังหวัด ประเทศ เป็นต้น
แต่ละคนก็มีบทบาทความรับผิดชอบในแต่ละมิติมากน้อยต่างกัน และในแต่ละช่วงเวลา แต่ละมิติก็ต้องการเวลาจากตัวเราไม่เท่ากัน เราจึงต้องมาทบทวนว่าที่ผ่านมาตัวเราเอง สมาชิกในครอบครัวของเรา องค์กรนายจ้างของเรา และสังคมที่เราอยู่มีความพึงพอใจกับ “ผลงาน” ที่เราปฏิบัติมากน้อยเพียงใด บางคนอาจดูแลครอบครัวดีจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง บางคนดูแลตัวเองและหน้าที่การงานในองค์กรดี แต่ละเลยการดูแลบุพการีและชุมชนที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ บางคนดีกับทุกคนและสังคม แต่ชีวิตส่วนตัวแย่มาก พักผ่อนไม่พอ ในที่สุดก็ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ คราวนี้เลยไม่ต้องได้ดูแลใครสักคน... ขอให้ท่านทบทวนผลงานของท่านในแต่ละมิติให้ดี
ท่านอาจพูดคุยกับคนรอบข้างเพื่อขอคำประเมินจากพวกเขาด้วยยิ่งดี จากนั้นประมวลข้อมูลทั้งหมดแล้วสรุปว่าผลงานในแต่ละมิติของท่านเป็นอย่างไร ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าท่านต้องสร้างผลงานที่ดีเท่าเทียมกันทุกด้าน ขึ้นอยู่กับว่าท่านจัดลำดับความสำคัญของแต่ละมิติในช่วงเวลานั้นๆ อย่างไร ลำดับต่อไปก็คือวิเคราะห์ว่า เวลาที่ท่านใช้กับการสร้างผลงานในแต่ละมิตินั้น สอดคล้องเหมาะสมกับลำดับความสำคัญของมิตินั้นๆ แล้วหรือไม่ ต้องมีการเพิ่มหรือลดเวลาอย่างไร พอทำการวิเคราะห์เสร็จ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทำให้แผนการบริหารเวลาของท่านเป็นจริงให้ได้ เช่น หากกำหนดเวลาไว้แล้วว่าทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ท่านจะออกกำลังกายวันละ 45 นาที ก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น หรือทุกวันอาทิตย์จะต้องเป็นวันของครอบครัว ก็ต้องทำเช่นนั้นให้ได้ มิฉะนั้นชีวิตของท่านในแต่ละมิติก็จะขาดสมดุลและคุณภาพเช่นในอดีตที่ผ่านมา
สร้างทัศนคติที่ดีด้วยการเปิดใจกว้างเรียนรู้ รับฟัง ความคิดเห็นที่แตกต่างและวัฒนธรรมที่แตกต่าง
สังคมของเรากลายเป็นสังคมนานาชาติ นานาวัฒนธรรมมากขึ้นทุกวัน หากเราไม่สนใจเรียนรู้เรื่องราว ความคิดเห็นของบุคคลและสังคมที่แตกต่างไปจากเรา นั่นหมายความว่าท่านไม่พัฒนาตนเอง ไม่รักษาตนเองให้พร้อมรับมือกับความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสภาพแวดล้อมรอบตัวของท่าน
การมีแค่เพียง “ใจ” ที่จะรักษ์คนอื่นนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวไกลและเป็นเส้นทางวิบาก รู้จักรักษ์ตัวเองเสียแต่ต้นปีเช่นนี้ จะได้ไม่สายเกินไปในการรักษ์ผู้อื่นในครอบครัว ในองค์กร และในสังคมประเทศชาติของท่านค่ะ







