posttoday
เมืองแป้ (แพร่) แห่ระเบิด

เมืองแป้ (แพร่) แห่ระเบิด

12 มกราคม 2556

อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า“พี่นี่แหละเป็นเจ้าของวลีที่ว่า เมืองแป้ แห่ระเบิด

อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า“พี่นี่แหละเป็นเจ้าของวลีที่ว่า เมืองแป้ แห่ระเบิด

โดย...บังอร ทองมาก

อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า“พี่นี่แหละเป็นเจ้าของวลีที่ว่า เมืองแป้ แห่ระเบิด”ฉันเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะยังไม่เข้าใจที่มาที่ไปของวลีนี้สักเท่าไร จึงแอบซุ่มเงียบไปค้นคว้าข้อมูล ณ ห้องสมุดใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง จึงรู้แจ้งว่าวลีนี้หมายความว่ากระไร และอดที่จะนึกขอบคุณอาวุโสท่านนั้นมิได้ที่ช่วยจุดประกายความอยากรู้ให้

อันวลีที่ว่า“เมืองแป้ (แพร่) แห่ระเบิด”ได้กลายเป็นเรื่องล้อเลียนกันอย่างสนุกสนาน กระทั่ง ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ถึงกับหยิบมาเป็นธีมในการเชิญชวนนักท่องเที่ยวเพื่อร่วมไขปริศนา คุณภัทรอนงค์ เธอใช้ชื่อว่า“เมืองแป้ แห่ระเบิด”แบบตรงไปตรงมา ข่าวว่าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใฝ่รู้ไม่น้อยทีเดียว

เอาละค่ะทีนี้ลองมาสดับกันสิว่า เยี่ยงไรคนเมืองแพร่ จึงพากันออกไปแห่ระเปิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าระเบิดคืออาวุธสงครามชนิดร้ายแรง พลาดพลั้งเกิดตูมตามขึ้นมาถึงแก่ชีวิตกันเชียว หากเท้าความไปจะพบว่าเรื่องราวดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีผู้พยายามศึกษาค้นคว้าโดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของนายสุรินทร์ โสภารัตนานันท์ อดีตเสรีไทย และคนเก่าคนแก่อีกหลายท่าน

ได้ความว่า... นายหลง มโนมูล คนงานรถไฟสถานีแก่งหลวง ไปพบซากระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งลงมาจากเครื่องบิน เพื่อทำลายสะพานรถไฟข้ามห้วยแม่ต้า หวังสกัดเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารของทหารญี่ปุ่น เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความตื่นเต้นจึงได้นำความมาบอกนายสมาน หมื่นขัน เพื่อขอแรงคนงานรถไฟด้วยกัน ได้แก่ นายชุ่ม ขันแก้ว นายชัยวัฒน์ พึ่งพอง นายพินิจ สุทธิสุข และนายย้าย ปัญญาทอง ให้มาช่วยกันขุดและทำการถอดชนวนออกแล้ว จึงใช้เลื่อยตัดส่วนหางของลูกเพื่อควักเอาดินระเบิดออก และช่วยกันหามขึ้นล้อ (เกวียน) ไปยังบ้านแม่หลู้ ต.บ้านปิน พอข่าวการพบลูกระเบิดแพร่สะพัดเข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็ต่างแตกตื่นพากันออกมาดู บางส่วนถึงกับเดินติดตามเป็นขบวนยาวไปจนถึงวัดแม่ลานเหนือ ต.ห้วยอ้อ ครั้นพอชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงทราบต่างก็พากันออกมาสมทบกับขบวนแห่และต้อนรับกันเป็นที่เอิกเกริก นายหลง มโนมูล ได้หารือกับชาวบ้าน ว่าเห็นควรที่จะนำระเบิดทั้ง 3 ลูก ไปไว้ที่ใด ชาวบ้านต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะนำไปถวายวัด ขบวนแห่ระเบิดจึงได้เคลื่อนเข้าสู่วัดแม่ลานเหนือ เป็นแห่งแรก เพื่อถวายระเบิดลูกที่ 1 ซึ่งต่อมาทางวัดได้ใช้เป็นระฆัง ลูกที่ 2 อยู่ที่ด้านข้างอุโบสถวัดศรีดอนคำ ต.ห้วยอ้อ ส่วนลูกที่ 3 เก็บไว้ที่วัดนาตุ้ม ต.บ่อเหล็กลอง อ.ลอง จ.แพร่ เป็นอันว่าวัดทั้ง 3 แห่ง จึงใช้ลูกระเบิดเป็นระฆังตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ตำนานเมืองแพร่ แห่ระเบิด จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปสัมผัสจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของล้านนา และเป็นต้นกำเนิดเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เสรีไทยระดับหัวหน้าหลายท่านเคยกระโดดร่มเพื่อลงมาปฏิบัติราชการลับร่วมกับเสรีไทยคนสำคัญของ จ.แพร่ ได้แก่ นายอุทัย นายทอง นายสม กันทาธรรม

ปัจจุบันเมืองแพร่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มล้านนา 8 จังหวัดของภาคเหนือตอนบน มีระบบสาธารณูปโภคอย่างครบครัน แพร่จึงได้ชื่อว่า“ประตูสู่ล้านนา”ธรรมดาทั่วไปนักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นเหนือมักต้องการมาสัมผัสความหนาวเย็น เพราะฉะนั้นเมื่อฤดูหนาวมาเยือนทีไร ผู้คนจะแห่แหนขึ้นมาเมืองเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย จึงกลายเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่กระหายและโหยหาธรรมชาติ ต่างกับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองแพร่ซึ่งต้องการความสงบ

คุณภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ เธอเล่าให้ฟังว่า แพร่เป็นจังหวัดเล็กๆ เงียบสงบ ค่าครองชีพถูก ผู้คนเปี่ยมไปด้วยอัธยาศัยไมตรี เงิน 100 บาท คุณยังสามารถอิ่มหนำสำราญได้ตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวที่ตรงเข้ามาขอข้อมูลยังสำนักงานจึงถามหาเส้นทางการท่องเที่ยวในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดวาอารามเก่าแก่ หรือไม่ก็ขับรถออกไปทาง อ.ลอง วังชิ้น หรือสูงเม่น เพื่อชมการทอผ้าตีนจกโบราณที่พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ หรือวัดสะแล่งของครูบาสมจิต พระนักสะสมของโบราณกระทั่งสามารถเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าชมน่าเรียนรู้อย่างยิ่ง หรือพักค้างแรมที่อุทยานแห่งชาติแม่ยม หรืออุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย

เพราะฉะนั้น ในฐานะผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานแพร่ ซึ่งรู้จักทุกซอกทุกมุมของเมืองแพร่เป็นอย่างดี เธอจึงแนะนำว่าให้ฉันและอาวุโสที่ไปด้วยควรที่จะเที่ยวในตัวเมืองเสียก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยออกนอกเมือง เพราะการไปเมืองลองต้องออกแต่เช้าตรู่ ระยะทางไม่ไกลจาก อ.เมือง สักเท่าไร แต่เธอคงมองออกว่าช่างภาพกับนักเขียนต่างวัยคู่นี้คงเมื่อยพอสมควรกับความสวยงามของสองข้างทาง ซึ่งเริ่มย่างกลายเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเป้าหมายแรกของฉันจึงตรงดิ่งไปที่พระธาตุช่อแฮ เพื่อนมัสการพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของแพร่ และพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีขาล ฉันไม่ได้เกิดปีขาลแต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ขึ้นมาเดินเวียนประทักษิณ แล้วนั่งหลับตานิ่งๆ ชั่วครู่ เพื่อระลึกถึงพระธรรมอันประเสริฐของพระศาสดาอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชน

นอกจากพระธาตุช่อแฮเมืองแพร่ยังมีวัดเก่าแก่สวยๆ อยู่หลายแห่งที่แม้จะผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาบ้าง แต่ก็ยังงดงามด้วยศิลปะล้านนาผสมไทยใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น วัดจอมสวรรค์ วัดสระบ่อแก้ว วัดที่สร้างขึ้นโดยชาวพม่าสามตระกูลที่เข้ามาเป็นลูกจ้างทำไม้ให้กับบริษัท อีสท์ เอเชียติก ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานป่าไม้จากสยามประเทศ ซึ่งโดดเด่นทางด้านศิลปะการฉลุลวดลายลงบนไม้หรือสังกะสีเพื่อใช้ประดับตามเชิงชายศาลาการเปรียญ ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมทุกอย่าง ชาวพม่าหรือไทยใหญ่ยังมีฝีมือทางด้านประดับกระจกสีบนเพดาน เมื่อขึ้นไปยังศาลาการเปรียญของวัดทั้งสองแห่งให้ลองแหงนมองเพดาน แล้วคุณจะพบกับความวิจิตรงดงามของกระจกสีที่หาชมได้ยาก

แต่ถ้าหากต้องการชมศิลปะสมัยเชียงแสนต้องไปชมที่วัดศรีชุม อายุเก่าแก่กว่าพันปี ไม่ว่าพระอุโบสถหรือพระวิหาร ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางมารวิชัย ที่สูงใหญ่ที่สุดของเมืองแพร่ ส่วนพระเจดีย์ทรงปราสาทด้านหลังสร้างด้วยศิลปะแบบล้านนาทุกกระเบียด สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 20 สมบูรณ์งดงามไร้ที่ติทีเดียว นอกจากนี้ในบริเวณใกล้ๆ กันยังมีวัดหัวข่วง วัดพระนอน และวัดพระหลวง ซึ่งเก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกัน โดยเฉพาะวัดพระหลวง ซึ่งพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าแสนหลวง พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ พระประธานของเมืองแพร่ ส่วนวัดหัวข่วง ซึ่งอยู่ใกล้กันๆ งามไม่แพ้กัน

วัดหัวข่วงนี้ชาวเมืองแพร่ถือเป็นหัววัด หรือวัดหัวเวียง เพราะเป็นวัดแรกที่อยู่ทางทิศเหนือ พระธาตุเจดีย์วัดหัวข่วงมีลักษณะแบบเจดีย์ล้านนา เป็นวัดที่มีพระธาตุใหญ่ที่สุดในเมืองแพร่ มีการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง โดยเฉพาะพระวิหารประดับมุกฐานพระประธาน ประตูด้านหน้าแกะสลักเป็นภาพพุทธประวัติ สร้างฉัตรเงิน 9 ชั้นจากเมืองตะโก้งหงสาวดีไว้เหนือพระประธาน

เมืองแพร่มีคำขวัญประจำจังหวัดว่า“ม่อฮ่อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้น้ำใจงาม”

เฉพาะไม้สัก แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะได้ประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้ไปแล้วก็ตาม แต่บ้านเรือนเก่าแก่ของเมืองนี้ที่ปลูกสร้างด้วยไม้สักก็สะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตเมืองแพร่อุดมไปด้วยไม้สักจริงๆ บ้านวงศ์บุรี ของแม่เจ้าบัวถา บ้านประทับใจ คุ้มวิชัยราชา และคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ล้วนสร้างจากไม้สัก โดยเฉพาะบ้านวงศ์บุรีหรือบ้านสีชมพู ซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องรอยไหม ของผู้กำกับมือทอง พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แหล่งท่องเที่ยวอันโด่งดังเคียงคู่กับคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ล้วนเป็นบ้านโบราณที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบขนมปังขิงของยุโรป ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5-6

เมื่อมีเหตุชวนให้สนใจเวลามักผ่านไปเร็วเสมอ การขับรถชมเมืองเป็นอันต้องสิ้นสุดที่วัดพระธาตุดอยเล็ง ซึ่งตั้งอยู่บนดอยเล็ง ความสูงของดอยเล็งทำให้ฉันสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของตัวเมืองแพร่ ซึ่งมีพระธาตุช่อแฮที่มองเห็นอยู่ลิบๆ เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของจังหวัด

ความสวยงามของพระอาทิตย์ตกดินย้อมสีให้ท้องฟ้าเลื่อมพรายกลายเป็นสีหมากสุก อาวุโสถึงกับกดชัตเตอร์แบบถี่ยิบ ด้วยเกรงว่าความสวยงามเบื้องหน้าจะถูกรัตติกาลกลืนกิน ฉันปล่อยให้อาวุโสสาละวนอยู่กับการถ่ายรูปโดยไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ และเลือกที่จะปลีกตัวออกมายืน ณ มุมที่มองเห็นเมืองแพร่ครบทั้ง 360 องศา พอใกล้ค่ำควันไฟจางๆ เริ่มก่อตัวมองผิวเผินคล้ายกับหมอก ลมเย็นพัดโชยเอื่อย หอบเอาเสียงสวดมนต์เย็นของตุ๊เจ้าก้องกังวาลไปทั้งดอยราวกับเปิดเครื่องขยายเสียง วันแห่งความสุขที่เมืองแพร่ปิดฉากลงพร้อมกับเสียงธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก่อนแยกจากกันที่ร้านลาบป้ามา อาหารพื้นเมืองแสนอร่อย ซึ่งคุณภัทรอนงค์เธอขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยง ฉันถามเธอว่าพรุ่งนี้จะตระเวนไปแถว อ.ลอง จะดีหรือไม่?ซึ่งเธอบอกว่าดีทีเดียวเพราะเมืองลองยามนี้งดงามนัก โดยเฉพาะตรงบริเวณแยกแม่แขม ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเมืองลองกับ อ.วังชิ้น รวงข้าวสีทองกำลังเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งท้องทุ่ง ในฤดูทำนาบริเวณนี้จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองแพร่ พอได้ยินคำว่า“รวงข้าวสีทอง”เท่านั้นแหละค่ะหูผึ่ง อาวุโสเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ก็แหม!!! เข้าใจละค่ะอารมณ์ของช่างภาพก็คงไม่ต่างจากนักเขียนสักเท่าไรดอก

โดยมิได้นัดหมายในเช้าวันรุ่งขึ้น พอขึ้นนั่งประจำตำแหน่งบนรถต่างพูดขึ้นพร้อมกันว่า“ไปแยกแม่แขมเลยนะ”อาวุโสหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดังแกมเอ็นดู ก่อนจะหันไปสตาร์ตพาหนะคู่ชีพเพื่อมุ่งหน้าสู่ อ.ลอง และวังชิ้น ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร ปลายฝนต้นหนาวไม่ว่าจะเยื้องกรายไปยืนอยู่ตรงส่วนไหนของเมืองเหนือทุกพื้นที่ล้วนหมดจด ระหว่างทางไปเมืองลองเต็มไปด้วยความร่มรื่น ต้นสักออกดอกสะพรั่งก่อนที่จะทิ้งใบในเดือนถัดไป ดอกสีชมพูอมม่วงของเครือออน แซมสลับอยู่ตามเรือนยอดไม้ ความรื่นรมย์ค่อยๆ กำซาบซ่านจนฉันรู้สึกว่าหัวใจพองโตกว่าปกติ

เมื่อหลักกิโลเมตรบอกว่าฉันกำลังประชิดชายแดนเขตรอยต่อระหว่างเมืองลองกับ อ.วังชิ้น เป็นดั่งที่คุณภัทรอนงค์เธอว่าสองข้างทางละลานตาไปด้วยท้องนาที่เต็มไปด้วยรวงข้าวสีทองสุกปลั่ง ที่นี่ทำให้ฉันเห็นสีเหลืองปนสีเขียวทุกเฉด คนเมืองแพร่ทำนาแบบขั้นบันได แต่ไม่ต่างระดับมากเท่าแม่ฮ่องสอนเพื่อทดน้ำ สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าจึงเป็นแปลงนาสี่เหลี่ยมขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ถูกครอบครองด้วยแม่โพสพที่ท้องแก่จวนเจียนจะคลอดจนเต็มพื้นที่ ความงดงามของรวงข้าวเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความอิ่มเอิบใจให้แก่ชาวนา เพราะหมายถึงผลผลิตที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยสมกับที่ลงแรงไปเมื่อต้นฤดู แต่ยังได้เผื่อแผ่มวลแห่งความสุขมายังคนแรมทางด้วย

ครั้นพอถึงแยกแม่แขม อ.วังชิ้น เข้าจริงๆ ทั้งช่างภาพและนักเขียนต่างตื่นตะลึงกับความสวยงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่ออกจะขัดหูขัดตากับเสาไฟฟ้าแรงสูงที่พาดผ่านผืนนากว้างที่กำลังแปรเป็นสีทองอร่าม ซึ่งมีเถียงนาน้อยสถาปัตยกรรมแบบง่าย บ้านที่สองของชาวนา ช่วยเติมองค์ประกอบของภาพให้ลงตัวไร้ที่ติ จนยากที่จะอดใจเสียงชัตเตอร์จึงดังถี่ยิบ เพราะไม่ว่าจะหันกล้องไปทางไหนทุกมุมล้วนลงตัวไปเสียหมด เวลาที่เสียไปกับการชมความงามของจุดชมวิวอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งฉันกำหนดขึ้นเอง กับการต้องไปให้ถึงอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัยก่อนปิดทำการเพื่อขอข้อมูล เมืองลองจึงกลายเป็นโปรแกรมที่ต้องย้อนกลับมาอีกครั้ง ถ้ามองในเชิงบวกถือเป็นเรื่องดี เพราะเวลาครึ่งวันคงไม่พอแน่ ฉันจึงตัดสินใจกลับเข้าเมืองแพร่ทาง อ.เด่นชัย ก่อนพลบค่ำจึงทำให้มีโอกาสเก็บภาพความอลังการของวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ซึ่งเริ่มต้นสร้างด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาทของตุ๊เจ้าน้อยได้อีกหนึ่งแห่ง

สวัสดียามเช้าเมืองลอง ฉันพูดกับตัวเอง อ.ลอง เป็นอำเภอเล็กๆ ที่ยังไม่ถูกมหาอำนาจอย่างความเจริญครอบงำและแปลงสภาพร้านรวงต่างๆ ในตลาดยังมีกลิ่นอายของโชห่วยสินค้าบางอย่างที่วางขายอยู่ในร้านฉันไม่เคยเห็นมานับ 10 ปี แต่ที่เมืองลองยังจำเป็น

หากถามว่าเมืองลองมีดีอะไร?ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า เมืองลองมีผ้าตีนจกที่งามเหนือใคร ยิ่งเป็นฝีมือการทอของป้าประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะการทอผ้า) ปี พ.ศ. 2553 แห่งหัวทุ่งด้วยแล้วละก็ฝีมือเหนือมนุษย์

การทอผ้าตีนจกแบบโบราณใน จ.แพร่ มีเพียงแห่งเดียว คือที่ อ.ลอง หรือเมืองลอง ในอดีตผ้าทอตีนจกเมืองลองเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สวมใส่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นชั้นสูงของช่างทอผ้าเมืองลอง ส่วนใหญ่ผู้ใช้ผ้าทอตีนจกมักเป็นผู้มีเชื้อสาย เนื่องจากเป็นผ้าที่มีราคาแพง เพราะต้องใช้ฝีมือและระยะเวลาในการทอ ผ้าตีนจกฝีมือช่างทอเมืองลองในอดีตจะมีความกว้างประมาณ 10 นิ้ว โดยมีลายจกยาวประมาณ 2 ใน 3 ของตีนซิ่น ส่วนปลายล่างสุดต่อจากลวดลายเป็นผ้าพื้น สีของผ้าพื้นโดยทั่วไปนิยมใช้สีแดงและสีเหลืองเป็นหลัก การทอแบบดั้งเดิมของเมืองลองมักนำธรรมชาติใกล้ตัวมาออกแบบเป็นลวดลาย มักใช้ลายหลักประมาณ 1 หรือ 2 ลาย ในการทอผ้าแต่ละผืน เช่น ลายผักแว่น ลายดอกมะลิ ลายขามดแดง ลายสำเภาลอยน้ำ ลายขอใส่ ลายโคม ลายนกกินน้ำ ลายต่อมเครือ ลายนกกินน้ำร่วมต้น ลายขากำปุ้ง ลายโก้งเก้งช้อนนกหรือลายแมงโบ้งเล็น ลายงวงน้ำคุ ลายบ่ขนัด เป็นต้น

“ตีนจก”จึงเป็นผ้าทอมือของชาวบ้านในอดีตที่ทอขึ้นเพื่อนำไปต่อเป็นเชิงผ้าถุง ทำให้ผ้าถุงที่ชาวเหนือเรียกว่า“ผ้าซิ่น”มีความสวยงามยิ่งขึ้น ผ้าซิ่นที่ต่อเชิงด้วยผ้าตีนจกจึงมีชื่อเรียกว่า“ซิ่นตีนจก”คำว่า“ตีน”มาจากคำว่า“ตีนซิ่น”ส่วนคำว่า“จก”เป็นคำกริยาในภาษาเหนือหมายถึง“การล้วง”ซึ่งในการทอผ้าชนิดนี้ของชาวไทยวนจะใช้ขนเม่นหรือไม้แหลมจกหรือล้วงเส้นด้ายสีต่างๆ ให้เป็นลวดลายตามที่ได้กำหนดไว้

ช่างทอผ้าที่มีฝีมือที่สุดของเมืองลองคือ นางประนอม ทาแปง ผ้าที่ทอมีทั้งผ้าตีนจก ผ้าสไบจก ผ้าคลุมไหล่ ปัจจุบันนางประนอม ทาแปง ได้เปิดบ้านเลขที่ 97/2 หมู่ 9 ต.หัวทุ่ง อ.ลอง จ.แพร่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ผ้าจกเมืองลอง และการย้อมผ้าสีครามธรรมชาติ โดยเปิดสอนให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้การทอผ้าตีนจกแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การคัดลอกลาย การปั่นฝ้าย การย้อมผ้า การทอผ้า ฯลฯ

ภายในศูนย์เรียนรู้ประกอบด้วย แหล่งการเรียนรู้ที่ 1 โรงย้อมสีธรรมชาติ โดยเฉพาะกระบวนการย้อมคราม เริ่มตั้งแต่การผลิตเนื้อคราม การก่อหม้อคราม และการย้อม แหล่งการเรียนรู้ที่ 2 ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์และพิพิธภัณฑ์ผ้าตีนจกเมืองลอง เป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายผ้าตีนจกของกลุ่มทอผ้าบ้านไผ่ล้อม สาธิตกระบวนการผลิตผ้าทอ และมีการจัดแสดงผ้าจกเมืองลองและผ้าทอโบราณ โดยจัดแสดงเป็น 3 ส่วน ห้องที่ 1 แสดงประวัติและผลงานของนางประนอม และสมาชิก ห้องที่ 2 จัดแสดงผ้าตีนจกเมืองลอง ซึ่งเป็นผ้าโบราณของชาวไทยวน ลวดลายแบบโบราณสวยงามทุกผืน รวมทั้งมีฝ้ายย้อมครามและผ้าทอชิ้นพิเศษที่ได้รับรางวัล ส่วนห้องที่ 3 ซึ่งเป็นห้องสุดท้าย จัดแสดงผ้าตีนจกจากที่รวบรวมจากท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ผ้าตีนจกลับแล ผ้าตีนจกไทยครั่ง ผ้าตีนจกจากราชบุรี ผ้าตีนจกไทลื้อ ผ้าทอหาดเสี้ยวสุโขทัย และผ้าทอจากลาว พม่า จีน เป็นต้น

ผ้าตีนจกของเมืองลองมีให้เลือกหลายชนิด แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังคงนิยมผ้าตีนจกที่ยังไม่ได้นำไปต่อกับซิ่น เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์เพื่อตัดเย็บกับเสื้อผ้าสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน เพราะมีสีสันสวยงามและสีไม่ตก อาชีพการทอผ้าตีนจกจึงเป็นอาชีพเสริมสำคัญของชาว อ.ลอง ในปัจจุบัน

ฉันให้เวลาครึ่งเช้ากับป้าประนอม ทาแปง แห่งบ้านหัวทุ่ง กับการชมพิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ คนเมืองลองที่ผันตัวเองจากการเป็นช่างภาพมาเป็นนักสะสมผ้าโบราณ และออกแบบลายผ้าและเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์และละครฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง ผ้าของ อ.โกมล พานิชพันธ์ คว้ารางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วน

เหตุจำเป็นที่ต้องออมเวลาส่วนใหญ่ไว้ก็เพื่อไปปิดทริปของวันที่วัดสะแล่ง วัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและของล้ำค่ามากมายชนิดที่เดินชมกันข้ามวันข้ามคืนก็ไม่ทั่ว เพราะครูบาสมจิตเจ้าอาวาสเก็บสะสมไว้มากมายเหลือคณานับ ขนาดอุทิศศาลาการเปรียญหลังใหญ่เพื่อใช้เป็นที่เก็บ ก็หาได้พอไม่ รองเจ้าอาวาสซึ่งทำหน้าที่เป็นพระวิทยากรนำชม บอกว่า ถ้ามีเวลาอยากจะให้ไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ อยู่ด้านหลัง สร้างเป็นอาคารทรงล้านนา 3 ชั้น เพื่อเก็บโบราณวัตถุและเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ของเมืองแพร่

วัดสะแล่ง ซึ่งอาวุโสของฉันถึงกับตะลึงตาค้างในความสวยงามน่ารัก ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่ เป็นวัดเก่าแก่ยุคเดียวกับพระธาตุศรีดอนคำ บ้างว่าสร้างตั้งแต่สมัยทวารวดี บ้างก็ว่าสร้างขึ้นในสมัยของพระนางจามเทวีองค์ องค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุระของพระพุทธเจ้า อุโบสถเป็นทรงล้านนาประยุกต์ วัดแห่งนี้เป็นแหล่งบรรจุคัมภีร์ล้านนาโบราณไว้จำนวนมาก

วัดแห่งนี้มีตำนานอยู่ว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ดอยสะแล่งแก้วดอนมูลหรือดอยสะแล่งหลวง เมื่อความทราบถึงเจ้าเมืองและชาวบ้านจึงพากันนำพระกระยาหารไปถวาย ซึ่งมีนางคำฟุ่น และนางคำแฟง มเหสีเจ้าเมืองรวมอยู่ด้วย นางไม่เพียงนำอาหารไปถวาย ยังนำเอาดอกสะแล่งไปถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องจากดอยแห่งนี้มีดอกสะแล่งขึ้นอยู่อย่างดาษดื่น วัดแห่งนี้จึงมีชื่อว่า“วัดสะแล่ง”ตั้งแต่นั้นมา

สิ่งสำคัญในเขตสังฆาวาส ได้แก่ พระธาตุชะอูบคำ สร้างราวปี พ.ศ. 1100-1200 พระอุโบสถหลังเก่า ศิลปะล้านนา ซุ้มสิงห์จามเทวี ซุ้มพระสามพี่น้อง และลานไม้กลายเป็นหิน ส่วนเขตพุทธาวาสใหม่มีพระเจดีย์ธาตุ ที่สร้างครอบฐานเดิม พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะตระกูลช่างสุโขทัย ส่วนศาลาการเปรียญ พระครูวิจิตรนวการโกศล (ครูบาสมจิตร) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้จัดตั้งเป็น“พิพิธภัณฑ์วัดสะแล่ง”แสดงวัตถุโบราณที่หาชมได้ยาก ของส่วนใหญ่เป็นของเนื่องในพระพุทธศาสนา อาทิ พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปโบราณ รอยพระพุทธบาทคู่ขนาดต่างๆ รอยพระพุทธบาทผ้า ซึ่งน่าจะมีมากที่สุดในเมืองไทย พระราชยาน 4 ลำคาน ซึ่งพระเจ้ากรุงอังวะพระราชทานให้อุปราช วิหารจำลอง บาตรหิน ผ้าพระบท เครื่องรางของขลัง ชิ้นส่วนพระพุทธรูป สัตตภัณฑ์ เสียมตุ่น เครื่องเขิน มีดดาบ ถ้วยชามสังคโลก ฯลฯ บริเวณพระอุโบสถหลังเก่ายังมีสลุงหลวงหรือขันน้ำทำด้วยสำริดใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทยวางไว้ด้านหน้า

นอกจากนี้ ทางเนินเขาด้านหลังวัด ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า“ดอยโป่งหมื่น”ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สวนสมุนไพร และเสนาสนะต่างๆ อยู่อีกเป็นจำนวนมาก ทุกปีจะมีประเพณีตักบาตรเทโวลงมามากจากดอยโป่งหมื่น วัดสะแล่งจึงเป็นทั้งพุทธสถานและแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญยิ่งของ จ.แพร่ ก่อนขอตัวกลับ รองเจ้าอาวาสยังชักชวนให้เราเดินชมรอบบริเวณวัด และชี้ให้ดอกสะแล่ง หรือดอกหอมไกล อันเป็นที่มาของชื่อวัด ซึ่งมีพระสงฆ์รูปหนึ่งนำมาปลูกไว้บริเวณหลังพระอุโบสถ

เมื่อปิดท้ายการเดินทางมายัง อ.ลอง ที่วัดสะแล่ง ช่วยทำให้ฉันรู้สึกว่า“เมืองลอง”เป็นอำเภอที่ชวนหลงใหล ถ้าไม่มาสัมผัสด้วยตาให้เป็นที่ประจักษ์ ใครเลยจะเชื่อว่าเมืองเล็กๆ อันเงียบสงบ หากแต่ยิ่งใหญ่ในทั้งวิถีผู้คนและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ายิ่งแห่งหนึ่ง กลับไม่พยายามเผยตัวสู่ภายนอก หากแต่แหนหวงที่จะเก็บความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้เงียบๆ ตราบนานเท่านาน คนที่นี่กำลังจะบอกเราว่า การโอ้อวดว่าตัวเองมีดีอะไร หาได้เป็นคนฉลาดไม่ ชาวเมืองแพร่จึงสมัครใจและไม่โกรธเคืองที่ใครต่อใครจะล้อเลียนว่า“คนเมืองแพร่ แห่ระเบิด”เพราะวลีนี้ได้ช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่สนใจใคร่อย่างแท้จริง และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ก็มักจะเลือกยืนอยู่ข้างวิถีดั้งเดิมของคนท้องถิ่น ไม่นำสิ่งที่เรียกความศิวิไลซ์มาทำลายกลิ่นอายล้านนาของคนเมืองแพร่

 

 

 

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69