
จากอะตอมมิคนาโน สู่มหาวิทยาลัยทำนา
โดย..วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดย..วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เรื่องที่ไม่น่าทำเงิน แต่ก็ทำได้ และทำได้เยอะด้วย นั่นคือเรื่องของโครงการนาข้าว 1 ไร่ 1 แสน ซึ่งหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) จัดทำขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
บ่อเกิดแห่งความเหลื่อมล้ำ ก็คือความยากจน แล้วใครล่ะที่ยากจนที่สุดในสังคมไทย เรื่องนี้จึงต้องกลับไปเริ่มที่นาข้าวของชาวนา ผู้ได้ชื่อว่ายากจนที่สุด จากนั้นก็ย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของโลก เจาะเวลาหาอะตอมมิคนาโน หรือจุลินทรีย์แบบบ้านบ้าน กุญแจสำคัญที่อาจไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ แนวทางที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาระดับชาติของประเทศเรา
มหาวิทยาลัยทำนา
“มหาวิทยาลัยคงไม่สามารถทำหน้าที่เดี่ยวๆ อย่างสมัยก่อนได้อีก ใช่! เราบริการวิชาการ ขณะเดียวกันเราก็ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคม ความยากจนในภาคเกษตรกร คือปัญหาหลักของความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราจะแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องชนชั้น หรือการแบ่งเป็นสองขั้ว เราต้องเริ่มที่ชาวนา” ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าว
เรื่องของนาข้าวที่เคยเป็นแหล่งทรัพยากรของประเทศ แต่กร่อนกัดด้วยปัญหาร้อยแปด จนนาข้าวกลายเป็นแหล่งเพาะหนี้ของชาวนา อะไรที่จะพลิกฟื้นคืนกลับนาข้าวอันอุดมของประเทศนี้ ให้กลับมาดังก่อนเก่า นี่คือคำถามที่มีคำตอบแล้วในที่สุด “เทคโนโลยีสรรพสิ่ง” หรือ “เกษตรสรรพสิ่ง” คำตอบที่นำมาซึ่ง อะตอมมิคนาโน ปุ๋ยจุลินทรีย์จากสรรพสิ่ง
ก่อนจะพูดถึงเทคโนโลยี อะตอมมิคนาโน ขอเล่าถึงโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ซึ่ง ดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานหอการค้าไทย ริเริ่มขึ้นในปี 2554 โครงการนำร่องอยู่ที่ขอนแก่น คือที่บ้านหนองแต้ บ้านบ่อ และบ้านกุดเชียง ผลักดันให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทำนา ปลูกพืชเสริมและเลี้ยงสัตว์
ล่าสุดในปี 2555 ต่อยอดสร้างเป็นมหาวิทยาลัยทำนา 100 ไร่ ที่ปทุมธานี อบรมเทคนิคการผลิตในพื้นที่แปลงนาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เกษตรกรรุ่นแรก 85 คน สร้างรายได้ 1 แสนบาทต่อ 1 ไร่ ภายในเวลา 5 เดือน
นานำร่องของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นรูปแบบของเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยใช้แนวคิดเสมือนทำพื้นที่ให้เป็นเกาะด้วยวิธีการขุดลอกคูคลองกว้างลึก 1 เมตร ล้อมรอบบริเวณผืนดิน ขยายคันนาจากปกติที่กว้าง 50 เซนติเมตร เป็น 1.5 เมตร เพื่อให้พื้นที่เพียงพอต่อการปลูกพืชผักผลไม้ท้องถิ่น ส่วนที่เหลือเป็นแปลงนา
“1 ไร่แบ่งสัดส่วนในอัตรา 30:30:30:10 กล่าวคือ ขุดสระกักเก็บน้ำเพื่อทำประมงขนาดย่อม 30% ทำนา 30% ปลูกพืชผักผลไม้ 30% และเป็นที่อยู่อาศัย 10% สัดส่วนที่ลงตัวที่สุดสำหรับระบบนิเวศที่จะเกื้อกูลต่อกัน” ดร.เสาวณีย์ เล่า
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ คือเกษตรกรที่เข้าร่วมอย่างเต็มรูปแบบ มีรายได้เฉลี่ยสูงถึง 1.52 แสนบาทต่อไร่ และมีรายได้สูงสุดคือ 2.4 แสนบาท เปรียบเทียบกับพื้นที่ 1 ไร่ 1 ปีของเกษตรกรไทย ตัวเลขเฉลี่ยล่าสุดยังไม่ถึง 3 หมื่นบาท ขณะที่ต้นทุนการทำนา จากเดิมไร่ละ 1 หมื่นบาท ลดเหลือ 2,292 บาทต่อไร่เท่านั้น
“ทฤษฎีใหม่ ขุดเป็นคูน้ำล้อมรอบที่ดิน 1 ไร่ ที่ดินด้านนอกคูน้ำ ยกคันดินให้สูงสำหรับปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงเป็ด ส่วนพื้นที่ด้านในของคูน้ำ ทำเป็นแปลงนาปลูกข้าว ในคูน้ำเลี้ยง ปลา กบ กุ้งฝอย หอย คิดตามไปไม่น่าจะได้เงินเป็นแสน แต่ชาวนาในโครงการพิสูจน์เป็นเสียงเดียวว่า ได้”
ดร.เสาวณีย์เล่าว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่ อะตอมมิคนาโน จุลินทรีย์สายพันธุ์พิเศษ ที่มีคุณสมบัติย่อยสลายสรรพสิ่ง และแตกตัวขยายพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าจุลินทรีย์สายพันธุ์ไหนๆ ช่วยคืนความสมบูรณ์ให้แก่ท้องนาท้องน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ
“จุลินทรีย์ตัวนี้สำคัญมาก เพราะมีบทบาทช่วยดึงความสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมา ทำให้ห่วงโซ่อาหารที่ขาดหายกลับมาอุดมสมบูรณ์ ทำให้เราไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง รวมทั้งไม่ต้องพึ่งพาอาหารเลี้ยงสัตว์ให้มาก ช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล”
เกษตรสรรพสิ่ง (Agriculture Grand Unified Theory) เป็นผลงานศึกษาวิจัยของ อ.กิตติ์ธเนศ รังคะวรเศรษฐ์ ผู้คิดค้นและประยุกต์ใช้พลังธรรมชาติในรูปการรวมแรงพื้นฐานธรรมชาติไว้ในกฏเดียวกัน (E=MC2) ในระดับ “อะตอม” ซึ่งมีรหัสทางวิชาการเรียกว่า อะตอมมิคนาโน (Atommics Nano) พิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีควอนตัม เทอร์โมไดนามิค (มักซ์ พลังค์) และทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ได้ ถึงปรากฏการณ์ของอนุภาคที่เล็กมากๆ แต่แปรเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา หรือจุลินทรีย์ที่มีฤทธิ์การย่อยสลายที่ดีที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลก
พูดแล้วนึกถึงการทำเกษตรสมัยก่อน คนรุ่นปู่ทวดทำไมไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง นั่นเป็นเพราะความสมดุลของห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ การทำเกษตรในวันนี้ ทำแล้วมีแต่จนมีแต่เป็นหนี้เพราะทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียว เลี้ยงสัตว์ชนิดเดียว ความสมดุลทางธรรมชาติไม่มี
ปลูกข้าว เก็บเกี่ยวเสร็จเผา ไม่ได้เผาทำลายแค่ฟาง แต่เผาทำลายห่วงโซ่อาหาร ทำลายปุ๋ย ทำลายที่อยู่อาศัยของตัวห้ำตัวเบียนที่ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืช โครงการ 1 ไร่ 1 แสน เป็นการปรับพื้นที่เพาะปลูก สารพัดใบไม้ใบหญ้า วัชพืช ฟางข้าว จะไม่มีการเผาทำลายทิ้ง หากถางตัดฟันแล้วเอาจุลินทรีย์สายพันธุ์อะตอมมิคนาโนฉีดพ่นราด ให้ทุกอย่างย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยแล้วไถกลบ
เอาจุลินทรีย์ไปหว่านในแปลงนา สร้างแพลงก์ตอนให้เกิดในผืนนา แพลงก์ตอนเกิดแล้วก็ตายกลายเป็นปุ๋ย เมื่อเอาต้นกล้ามาปลูกจึงไม่ต้องใช้ปุ๋ย แถมในระหว่างการปลูกก็มีเทคนิคเติมปุ๋ยธรรมชาติให้ต้นข้าวตลอดเวลา ได้แก่ การปล่อยปลา กบ กุ้งฝอย ลงในนา นอกจากจะเลี้ยงไว้กินไว้ขาย ก็เป็นห่วงโซ่อาหาร ที่เมื่อกบ ปลา กุ้งฝอยกินแพลงก์ตอน ก็ย่อมต้องถ่ายออกมาเป็นปุ๋ยอาหารของพืช
กบ ปลา โตขึ้น อาหารธรรมชาติมีไม่พอ ต้องรู้จักวิธีเอาจุลินทรีย์มาผสมไปกับอาหารสัตว์ทำเอง ทุกอย่างเป็นอาหารสัตว์ได้หมด เช่น มะรุมข้างเถียงนา ก็เอามาสับๆๆๆ ผสมกับจุลินทรีย์ให้เป็ด ไก่ ปลากิน นอกจากนั้นยังปล่อยหอยขมไปเป็นเทศบาล คอยเก็บกวาดท้องน้ำ เก็บกินขี้กบ ขี้เป็ด เพื่อให้ท้องน้ำสะอาด ไม่เป็นที่สะสมของเสีย ที่จะทำให้เกิดก๊าซพิษขึ้นมา
เลี้ยงเป็ดก็เช่นกัน ไม่เพียงหวังเก็บไข่ไว้ขาย แต่เป็ดจะไปกินหอยเชอร์รีศัตรูต้นข้าว ขี้เป็ดก็เป็นปุ๋ยและอาหารของปลา กุ้ง หอย พืชผักสวนครัวที่ปลูกบนคันนารอบคู จะคิดปลูกตามใจนึกไม่ได้ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน สอนให้สำรวจตลาด คิดแผนการตลาด ปลูกอะไรถึงจะขายได้ราคา ต้องรู้จักวิธี สอนแพกเกจจิง ทำแพกเกจให้สวยงามเพิ่มมูลค่าสินค้า โครงการฯ สอนให้ 5 เดือนจบ ได้ทั้งเงินได้ทั้งประกาศนียบัตร ก่อนจบต้องไปปฏิบัติธรรมเป็นการปิดท้าย ปวารณาตัวพ้นจากอบายมุข กิน เล่น เลิกหมด
ชื่น คลังกลาง หนึ่งในเกษตรกรรุ่นแรก เล่าให้ฟังว่า จบป.4 ทำนามาเป็น 40 ปี จนมาตลอด จนเมื่อร่วมโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ถึงได้จับเงินแสนเป็นครั้งแรก ตอนแรกบอกลูกชายที่กรุงเทพฯ ว่าให้กลับบ้านมาช่วยกัน ลูกตอบพ่อว่า “ถ้าพ่อได้ไร่ละแสนจริง ผมจะกลับบ้าน” จนเมื่อได้เงินแสนนั่นแหละ หลานชายโทรไปคุยกับพ่อว่า “พ่อ กลับมาเถอะ ตาได้ 1 แสนแล้ว”
ดร.เสาวณีย์เล่าว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ต้องแก้ที่ความยากจน ปัญหาชนชั้นหรือความขัดแย้งระหว่างขั้วก็จะค่อยๆ หมดไป สถาบันครอบครัวก็จะดีขึ้น แรงงานคนหนุ่มสาวได้อยู่กับบ้านเกิด ได้อยู่กับลูกเมียพ่อแม่ มีความอบอุ่น รัฐบาลไม่ต้องแจกประชานิยม ไม่ต้องจำนำข้าว แต่ลงทุนด้านสาธารณูปโภค น้ำเพื่อการทำนาให้เพียงพอ
“ให้ความรู้ชาวนา เขาจะยืนได้ด้วยตัวเอง ความหวังของเราคือชาวนาจะกลับมาทำนาด้วยวิธีนี้มากขึ้น สภาพแวดล้อมประเทศไทยจะดีขึ้น แล้วปัญหาทุกอย่างจะดีขึ้น"







