posttoday
ธรรมเทศนาแด่ตุลาการศาลอุทธรณ์ เนื่องในปีใหม่ ๒๕๕๖ (ตอน ๑๐)

ธรรมเทศนาแด่ตุลาการศาลอุทธรณ์ เนื่องในปีใหม่ ๒๕๕๖ (ตอน ๑๐)

10 มกราคม 2556

บุคคลที่สามารถก้าวสู่คุณภาพของบุคคลที่มีธรรม สามารถปฏิบัติเข้าถึงการหยุดจิตไว้ที่ธรรม

บุคคลที่สามารถก้าวสู่คุณภาพของบุคคลที่มีธรรม สามารถปฏิบัติเข้าถึงการหยุดจิตไว้ที่ธรรม

จนพบกับความสงบ ก่อให้เกิดความนิ่ง...ได้นั้น มิใช่ธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่แปลกประหลาดมหัศจรรย์พันลึกเกินวิสัยของบุคคลที่พึงจะปฏิบัติได้... ไม่มีอะไรยากเกินความเพียร... ความเพียรที่ชอบด้วยปัญญา จึงนำไปสู่ความสำเร็จในกิจการทั้งปวง ผู้ประพฤติธรรมที่มีความเพียรชอบ จึงสามารถเข้าถึงความสงบแห่งจิตได้โดยพลัน จนมีปัญญาเกิดขึ้นในจิตที่สงบนิ่งนั้น สามารถนำไปใช้งานทางธรรมได้อย่างดียิ่ง เพื่อการรู้จริง–เห็นจริง และเข้าใจในสิ่งที่เห็นนั้นอย่างถูกต้องตรงธรรม สามารถแยกแยะกุศลธรรม–อกุศลธรรม ออกจากกันได้อย่างชัดเจน

ไม่ลังเลสงสัยและรู้จักละวางนำออกในสิ่งไม่ดี–ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงธรรม... ทำให้มีในสิ่งที่ดี ถูกต้องตรงธรรม และสามารถรักษาเอาไว้มีอยู่ต่อไปได้ นี่คือความยิ่งใหญ่ของบุคคลที่ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรทางจิตดีแล้ว ดังมีคำกล่าวในส่วนผู้ประพฤติธรรมว่า...

เมื่อนิ่งได้ก็วางเป็น... เมื่อวางเป็นก็ว่างพบ...

เมื่อว่างพบก็จบธรรม เมื่อจบธรรมก็สิ้นตัวตน...

เมื่อสิ้นตัวตนก็จบทุกข์ (นิพพาน) นั่นเอง...

และนี่คือความประเสริฐสุดที่ให้ประโยชน์สุดของการบูชาธรรมประพฤติธรรมในพระพุทธศาสนา...

กระบวนการฝึกอบรมจิตให้มีคุณภาพ เพื่อก่อเกิดคุณธรรมในดวงจิต สร้างสามัญสำนึกตามวิถีพุทธ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งแสดงว่าสามัญสำนึกของชาวพุทธไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่ต้องสร้างขึ้นมา อันเป็นไปตามหลักปฏิบัติธรรมความเพียรชอบที่ว่า ไม่มีทำให้มีได้ ไม่เกิดทำให้เกิดได้ หรือแม้มีแล้ว... เกิดแล้ว ก็นำออก ละทิ้งไปได้เช่นเดียวกัน ตรงนี้แหละคือหัวใจสำคัญของความเพียรชอบในพระพุทธศาสนา อันแสดงให้เห็นความจริงแท้ว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเองโดยมิได้มีเหตุปัจจัย...

...การเข้าสู่ความสงบนิ่งของจิตจนเกิดคุณภาพจิตที่ดี มีอินทรีย์สังวรตลอดเวลาทุกขณะนั้น จึงต้องเกิดจากการเรียนรู้ฝึกฝนหมั่นเพียรปฏิบัติ และได้เห็นความจริงว่า เมื่อหยุดจิตได้ ก็จะเข้าสู่ภาวะความสงบแห่งจิต การหยุดจิตนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องมือประกอบการฝึกปฏิบัติที่เรียกว่า กรรมฐาน ซึ่งมีถึง ๔๐ กรรมฐาน ที่ปรากฏในวิสุทธิมรรค ในวิถีสมถกรรมฐาน โดยอาศัยเครื่องมือฝึกจิตที่เรียกว่ากรรมฐานนี่แหละ ให้จิตได้อาศัยพัฒนาจากความคิดนึก ปรุงแต่ง ซัดส่าย วุ่นว่าย ค่อยๆ สงบลงๆ จนหยุดความคิดนึกได้ เมื่อกรรมฐานขึ้นจิต หมายถึง จิตรับกรรมฐานได้ โดยยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐานนั้นๆ จนสงบรวมจิตลงเป็นหนึ่ง ให้เกิดความนิ่งของจิตที่มีคุณลักษณะใสสะอาดเกิดขึ้น หากรู้จักพิจารณาในความสงบนิ่งแห่งจิต ก็จะเกิดรู้เห็นความจริงแห่งจิตที่เรียกรวมว่า สังขารธรรม เมื่อค้นคว้าเข้าไปในสังขารธรรมก็จะเข้าถึงสัจธรรมในขั้นอริยสัจ ที่แสดงถึงความไม่เที่ยง... ทุกข์ และอนัตตา ที่เรียกรวมว่า พระไตรลักษณญาณ อันเป็นความจริงแท้ที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ

การเข้าถึงความจริงแท้ในขั้นสูงสุด ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงเรื่องของสังขารธรรม (จิต หรือโลก หรือรูปนามขันธ์ ๕) ได้อย่างหมดจด สามารถแยกแยะส่วนแห่งธรรมต่างออกจากกันได้ ไม่ว่าธรรมดำธรรมขาว ธรรมดีหรือธรรมเลว จนรู้ว่าลดละวางจากการยึดถือด้วยความเห็นผิดๆ ที่เคยมีมา ทำความเบาบางในอำนาจกิเลสที่ครอบคลุมจิตมายาวนาน ให้เร่งเร้าทะยานอยากไปในทางมิจฉาปฏิบัติ อับปัญญา อันเป็นเหตุที่นำไปสู่ความทุกข์ไม่รู้จักจบสิ้น... สามารถเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้เพื่อให้เห็นความจริงแห่งการเกิดดับของสังขารธรรม ในรูปปัจจยาการ การส่งต่อสืบเนื่องก่อรูปเป็นกระแสหมุนวน ไม่รู้ต้นไม่รู้ปลาย อยู่ในวงเวียนของไตรวัฏฏะ ให้ผลอย่างเดียวคือความทุกข์เป็นอมตะนิรันดร์กาล หมักหมมความทุกข์ในดวงจิต ก่อรูปเป็นอาสวะกิเลส ซึ่งเป็นอาหารของอวิชชา ให้สร้างกระแสตัณหาไหลซึมซาบเข้าไปในจิตใจของสัตว์ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลซึมซาบไปทั่วแผ่นดิน เพื่อให้สัตว์ที่ได้รับความซึมซาบแห่งตัณหาเกิดยางเหนียว (กิเลส) ขึ้นจับยึดจิต จนปกปิดให้จิตมืดมิด ไม่สามารถมองเห็นตามความเป็นจริงแห่งสภาวธรรมนั้นๆ ได้ จนเกิดโมหะจิตให้ผูกพันสัตว์ไว้กับโลก กลายเป็นคนอ่อนแอ มีความมืดแวดล้อม (คนพาล) มีความหลงในสัตว์และสังขารเป็นอารมณ์ (สตฺตารมฺมโณ วา สังฺขารารมฺมโณ วา) จนหลงเข้าไปในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ ที่ก่อเกิดความหลงที่เรียกว่า โมหนียธรรม หมายถึง ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง มี ๔ อย่าง ได้แก่

อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ มุยฺหติ

หลงในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง

ทุกฺเข สุขนฺติ มุยฺหติ

หลงในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

อนตฺตานิ อตฺตาติ มุยฺหติ

หลงในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตนว่าเป็นตัวตน

อสุเภ สุภนฺติ มุยฺหติ

หลงในสิ่งไม่งามว่างาม

รวมเป็น อโยนิโสมนสิการ ๔ ประการ ที่แสดงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงของสัตว์ จนจิตใจมืดมน เหมือนคนตาบอด เรียกเป็นบาลีว่า อนฺธตมํ มืดตื้อ มืดมัว มืดมนมหันธการ (อนฺธ คือมืด, ตมะ คือมืดมัว) เกิดเป็นโมหะจิต ๓ ชนิด ทั้งมืดมิด มืดมัว และไม่มืดก็เหมือนมืด (ไม่สู้งานทำความดี) จึงหลงผิดให้เกิดวิปลาสปฏิเสธความจริงแท้ทั้งปวง ทั้งนี้เพราะขาดการใส่ใจพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้ง จึงเข้าไม่ถึงความจริงของความทุกข์ หมายถึง ไม่รู้ทุกข์ อันเป็นสัจจะที่แสดงธาตุแท้แห่งโลกนี้

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท