
ธรรมเทศนาแด่ตุลาการศาลอุทธรณ์เนื่องในปีใหม่ ๒๕๕๖ (ตอน ๔)
ทั้งนี้ เพราะจิตไม่เคลื่อนเข้าไปรู้ในธรรมชาติเหล่านั้น เรียกอาการเข้าไปรับรู้ในสภาวธรรมนั้นๆ ว่า วิญญาณ
ทั้งนี้ เพราะจิตไม่เคลื่อนเข้าไปรู้ในธรรมชาติเหล่านั้น เรียกอาการเข้าไปรับรู้ในสภาวธรรมนั้นๆ ว่า วิญญาณ
เมื่อวิญญาณไม่เข้าไปทำงานในแต่ละอายตนะ รูปก็ก่อเกิดขึ้นไม่ได้ ที่ใดไม่มีรูป ที่นั้นไม่มีนาม ที่ใดไม่มีนาม ที่นั้นไม่มีรูป หากรูปนาม เกิดมี ก็จะเกิดปฏิกิริยาให้ขับเคลื่อนหมุนวนไปตามวิถีธรรม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และกาลเวลาก็เกิดขึ้น ด้วยรูปดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงทำให้รูปเกิดการเคลื่อนไหวและหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย มีการเกิดดับทุกขณะสืบต่อของจิต ไม่มีวันหยุดนิ่ง ให้คงทนเป็นปัจจุบันได้ เมื่อจิตวิญญาณเคลื่อนไหว แสดงไปตามวิถีธรรม จึงเป็นเหตุให้เกิดกรรม อันขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) ตามเหตุที่ปัจจัยภายใน–ภายนอกมากระทบกันทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ไปกระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แสดงกรรมของสัตว์ที่ส่งถ่ายไปสู่จิตที่รับรู้มาจากวิญญาณทั้ง ๕ กอง วิญญาณทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นกิริยาที่แฝงอยู่ในกายตามอายตนะภายในทั้ง ๖ ทำหน้าที่รับรู้การกระทบ เมื่ออายตนะภายนอกทั้ง ๖ ส่งต่อเข้ามากระทบบรรจบกันเข้า อันเป็นไปตามสภาวแห่งธรรมชาติของมันที่เป็นอยู่เช่นนั้น
การรับรู้ของจิตที่ส่งถ่ายมาทางวิญญาณทั้ง ๖ เราจะห้ามมิให้เกิดขึ้นไม่ได้ เช่น
ตา ไปกระทบ รูป เกิด จักษุวิญญาณ คือการเห็น จะห้ามมิให้ตาเห็นรูปไม่ได้
หู ไปกระทบ เสียง เกิด โสตวิญญาณ คือการได้ยิน จะห้ามมิให้หูได้ยินเสียงไม่ได้
จมูก ไปกระทบ กลิ่น เกิด ฆานวิญญาณ คือการได้กลิ่น จะห้ามมิให้จมูกรับกลิ่นไม่ได้
ลิ้น ไปกระทบ รส เกิด ชิวหาวิญญาณ คือการได้รส จะห้ามมิให้ลิ้นรับรู้รสไม่ได้
กาย ไปกระทบ โผฏฐัพพะ เกิด กายวิญญาณ คือการสัมผัส จะห้ามมิให้กายรับสัมผัสไม่ได้
แม้ทาง มโน (ใจ) ไปกระทบกับ ธรรมารมณ์ เกิด มโนวิญญาณ คือการรับรู้ จะห้ามมิให้มโน (ใจ) รับรู้มานึกคิดปรุงแต่ง ย่อมเป็นไปไม่ได้
(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)







