
เคล็ดลับการเลือก (ไช้) ยาเมื่อลูกไม่สบาย
โดย...วรธาร
โดย...วรธาร
ในช่วงปีใหม่นี้อากาศในตอนเช้าและกลางดึกค่อนข้างหนาวเย็น ในบางพื้นที่บางจังหวัดอากาศเย็นจัด กลางวันร้อนถึงร้อนจัด สภาวะเช่นนี้ทำให้เด็กป่วยง่าย เช่น เป็นไข้หวัด ตัวร้อน น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอถี่ หอบ ฯลฯ ถ้าอยู่ใกล้หมอก็ดีไป แต่ถ้าอยู่ไกลหมอหรือไม่สะดวกที่จะพาไปหาหมอได้ การหาซื้อยาให้ลูกกินก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลูกได้ อย่างน้อยถ้าไม่หายขาดก็จะยังพอทุเลาอาการป่วยไม่ให้หนักกว่าเดิม วันนี้จึงผมมีคำแนะนำดีๆ ในการเลือกยาสำหรับลูกน้อยและวิธีการดูแลสุขภาพลูกไม่ให้ป่วยง่าย จากเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ มาฝาก
วิธีการเลือกยาเมื่อลูกป่วย
ภญ.อิษฎา พันธุ์ทวี ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ กล่าวว่า เด็กเล็กช่วงอายุ 3 เดือน ถึง 2 ขวบ จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคยังไม่มากพอ โดยเฉพาะเด็กช่วงวัยเริ่มเข้าโรงเรียน อาการที่พบบ่อย คือ เป็นไข้ ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือที่เรียกว่าไข้หวัด จะมีอาการน้ำมูกเหลืองเขียวข้น ร่วมกับอาการไข้ ตัวร้อน ไอแบบมีเสมหะ แสดงว่ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ต้องรีบรักษา
“วิธีการรักษา คือรับประทานยาฆ่าเชื้อที่เป็นต้นเหตุและยารักษาตามอาการ ได้แก่ ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ และยาลดน้ำมูก แก้คัดแน่นจมูก ซึ่งยาฆ่าเชื้อต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องกัน 57 วัน ส่วนยารักษาตามอาการต่างๆ เมื่อไม่มีอาการเหล่านั้นแล้วก็สามารถหยุดยาได้ ขณะที่อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการไข้ที่พ่อแม่ ไม่ควรวางใจ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ เด็กจะมีอาการหายใจลำบาก หอบร่วมด้วย โรคไข้เลือดออก เด็กจะมีอาการอาเจียน และพบผื่นที่ผิวหนัง โรคไวรัสโรตา เด็กจะอาเจียนและมีอาการถ่ายเหลวร่วม และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีอาการชักและซึม เบื่ออาหาร” ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ กล่าว
ขณะที่การเลือกยาฆ่าเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือที่มักเรียกว่า “ยาแก้อักเสบ” ภญ.อิษฎา แนะนำว่า ต้องเลือกยาที่เด็กไม่แพ้ หรือหากไม่เคยได้รับยานั้นมาก่อน พ่อแม่ต้องสังเกตอาการของเด็กหลังได้รับยาชนิดใหม่ๆ ทุกครั้ง หากสังเกตพบอาการผิดปกติ เช่น มีผื่นขึ้น แสดงว่าเด็กแพ้ยา ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อเปลี่ยนยาและทำการบันทึกประวัติการแพ้ยาของเด็ก ส่วนอาการอาเจียนที่เกิดขึ้นหลังจากรับประทานยาไปแล้วภายใน 1015 นาที ควรให้ยาซ้ำอีกครั้งในขนาดเท่าเดิม เพราะอาการอาเจียนที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ใช่การแพ้ยาก็ได้ อาจเป็นเพราะรสชาติของยา
ยาน้ำรับประทานสำหรับเด็ก ควรเลือกรสชาติที่รับประทานง่ายเพื่อให้เด็กเกิดความร่วมมือในการรับประทานยา และเกิดผลการรักษาที่ดีได้ พ่อแม่ที่คอยสังเกตว่าลูกชอบรับประทานรสชาติใดจะเป็นข้อดีในการเลือกใช้ยาสำหรับเด็กได้ ส่วนยาน้ำรับประทานที่เป็นแบบผงยาสำหรับละลายน้ำ ควรใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว หรือน้ำสะอาดสำหรับละลายผงยา เมื่อละลายผงยาแล้วยาน้ำจะมีอายุประมาณ 514 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละตัวยาและแต่ละแบรนด์
ภญ.อิษฎา กล่าวต่อว่า พ่อแม่ควรอ่านฉลาก วิธีการเก็บรักษายาและวันหมดอายุของยาหลังผสมอย่างละเอียด ส่วนใหญ่ยาน้ำหลังผสมแล้วควรเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส และควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องจนยาหมด หรือตามแพทย์สั่งเพื่อผลการรักษาที่ดี สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต้องใส่ใจคือควรเลือกยาที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานการผลิตเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย
“วิธีการ ขนาดการรับประทานยาสำหรับเด็ก ส่วนใหญ่แพทย์มักให้ตามขนาดน้ำหนักตัวเด็ก โดยยาแต่ละตัวจะมีขนาดการใช้ที่แตกต่างกัน ให้สังเกตความแรงของแต่ละตัวยาที่จะบ่งบอกอยู่ที่ฉลากยา เพื่อสามารถนำมาคำนวณขนาดการให้ที่ถูกต้องได้”
ในยาที่ใช้บ่อยๆ ในเด็กที่เป็นไข้ ได้แก่ ยาลดไข้พาราเซตามอล และยาลดไข้สูงไอบูโพรเฟน พ่อแม่ควรต้องรู้ขนาดที่ใช้ต่อการให้ยาต่อ 1 ครั้งให้ดี ไม่ใช่อยากให้ในปริมาณเท่าไหร่ หรือให้เวลาไหนก็ได้
“ตัวยาพาราเซตามอล ขนาดที่ใช้ต่อการให้ยา 1 ครั้ง คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จำนวนครั้งที่ใช้ต่อวัน คือทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 5 วัน ขณะที่ไอบูโพรเฟน มีขนาดที่ใช้ต่อการให้ยา 1 ครั้ง ที่ 5-10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จำนวนครั้งที่ใช้ต่อวัน คือ ทุก 6-8 ชั่วโมง และควรให้ดื่มน้ำตามมากๆ”
การดูแลรักษาลูกเมื่อป่วย
การที่ลูกไม่สบายพ่อแม่สามารถดูแลเบื้องต้นได้ โดยในเด็กที่มีอาการไข้ คืออุณหภูมิร่างกายมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นไข้ต่ำ ถ้ามากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ถือได้ว่ามีไข้สูง ในกรณีเด็กมีไข้ต่ำควรรีบรักษาอาจใช้วิธีการเช็ดตัวเพื่อลดไข้ให้เด็ก โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดบริเวณซอกคอ ซอกรักแร้ ขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดรวมความร้อนและมีเส้นเลือดใหญ่ผ่านทำให้สามารถระบายความร้อนในร่างกายได้ดี หรือบริเวณหน้าอก และหลัง
“อย่าลืมหมั่นวัดไข้ก่อนและหลังเช็ดตัวทุกครั้ง โดยปกติอุณหภูมิร่างกายจะลดลง 1 องศาเซลเซียส หลังจากเช็ดตัวแล้ว และหากอุณหภูมิร่างกายยังสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ควรเช็ดตัวซ้ำอีกครั้ง โดยผ้าที่ใช้ในการเช็ดตัว ควรเป็นผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องปกติ หรือเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นเล็กน้อย จะช่วยระบายความร้อนได้ดี ไม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็น และควรเช็ดตัวควบคู่ไปกับการให้ยารับประทานสำหรับลดไข้ในเด็กเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
ภญ.อิษฎา กล่าวต่อว่า ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานๆ คือยามีผลเสียต่อตับ แต่อย่างไรก็ดี ตัวยาพาราเซตามอลยังถือได้ว่าเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการใช้ในเด็กเพื่อลดไข้ และไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องกันเกิน 5 วัน
วิธีดูแลสุขภาพลูกน้อยไม่ให้ป่วย
สำหรับวิธีการดูแลสุขภาพให้เด็กๆ นั้น ภญ.อิษฎา กล่าวว่า เด็กเล็กถือว่ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่มากพอ พ่อแม่ไม่ควรพาเด็กเล็กไปยังสถานที่ที่มีผู้คนแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ตลาด โรงพยาบาล หากไม่มีเหตุผลที่จำเป็นเพียงพอ ขณะที่เด็กที่เข้าโรงเรียนควรเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของเด็กที่อาจเกิดการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเพื่อสามารถแก้ไข รักษาได้แต่เริ่มต้น
“วิธีในการดูแลสุขภาพง่ายๆ คือ เมื่อลูกมีอาการผิดปกติ เช่น ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ ของเล่นเด็กต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หมั่นฝึกสุขลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่ลูก เช่น หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่เก็บของที่ตกพื้นรับประทาน ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามทุกครั้ง”
นอกจากนี้ ควรพาลูกไปรับการฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายได้มีภูมิคุ้มกันโรค วัคซีนที่นิยมฉีด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อย่างไรก็ดีการฉีดวัคซีนต้องฉีดขณะที่เด็กมีสุขภาพดีเท่านั้น หากเป็นไข้ไม่สบายไม่ควรได้รับการฉีดวัคซีน ต้องรอให้หายสนิทดีเสียก่อน
“สิ่งที่พ่อแม่ควรมีไว้ประจำบ้าน คือ ปรอทวัดไข้สำหรับเด็ก อาจเป็นแบบแผ่นแปะวัดไข้ ปรอทแท่งวัดไข้ทางรักแร้ หรือเครื่องวัดอุณหภูมิทางหูแบบดิจิตอลก็ได้ เพื่อสามารถวัดไข้เด็กที่บ้านได้ แต่ควรศึกษาวิธีการใช้อย่างละเอียดเพื่อผลการวัดที่ถูกต้อง” ภญ.อิษฎา ทิ้งท้าย







