posttoday
ธรรมเทศนาแด่ตุลาการศาลอุทธรณ์เนื่องในปีใหม่ ๒๕๕๖(ตอน ๓)

ธรรมเทศนาแด่ตุลาการศาลอุทธรณ์เนื่องในปีใหม่ ๒๕๕๖(ตอน ๓)

01 มกราคม 2556

ทั้งนี้ เพราะเป็นการปฏิบัติที่ผิดไปจากสัมมามรรค จึงกลายเป็น มิจฉาปฏิปทา

ทั้งนี้ เพราะเป็นการปฏิบัติที่ผิดไปจากสัมมามรรค จึงกลายเป็น มิจฉาปฏิปทา มุ่งไปสู่การทรมานกายเพื่อปลดปล่อยจิตที่ถูกกักขังไว้

ด้วยวิธีการต่างๆ นานา เป็นไปในทาง “อัตตกิลมถานุโยค” หรือการเบียดเบียนตน เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ทรงพระกรุณาประทานแนวทาง “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยมุ่งพัฒนาจิตอันเป็นมหาเหตุแห่งความสำเร็จทั้งปวง ให้มีสติปัญญาเพื่อจะได้รู้เท่ารู้ทันในมายาแห่งโลก ไม่ลุ่มหลงเข้าไปยึดถือในสภาวธรรมนั้นๆ ที่โลกปรุงแต่ง ก็จะสามารถเข้าถึงความเป็นเชษฐะ–ผู้เป็นใหญ่เสฏฐะ–ผู้ประเสริฐ ได้

การจะก้าวสู่ความเป็นผู้ประเสริฐผู้เป็นใหญ่ตามวิถีธรรมได้นั้น จะต้องรู้จักฟัง–สุตะ...การฟังที่ดีจะเกิดปัญญา (สุตมยปัญญา) เมื่อฟังแล้วต้องรู้จักน้อมนำไปพิจารณา–จิตตะการเพ่งพินิจพิจารณาจะเกิดปัญญา (จิตตมยปัญญา) เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นในดวงจิต ให้รู้แจ้ง–รู้จริงในมูลเหตุแห่งความร้อนที่ก่อเกิดขึ้นในจิต (ความทุกข์) อันมีรากฐานมาจาก ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นรากเหง้าของอวิชชา การรู้แจ้งจริงจนสามารถละได้สิ้นในอกุศลกิเลสด้งกล่าว ย่อมจบสิ้นความทุกข์ (ความร้อน) เพราะเข้าถึงตัวธรรมแท้ที่ผุดขึ้นกลางจิต...แต่เมื่อไม่รู้แจ้งจริง ก็ไม่จบสิ้นความเร่าร้อน (ความทุกข์) ทั้งนี้ เพราะค้นหาไม่พบตัวธรรมะ ในขณะเดียวกันยังเพิ่มความไม่รู้ให้เพิ่มพูนอกุศลธรรมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การเพิ่มพูนอำนาจราคะ โทสะโมหะจนอำนาจอธรรมครองจิต จึงขยายอำนาจความเห็นผิดเข้าครอบครองใจ ให้มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายตั้งแต่ภายใจ จนกระจายสู่ภายนอก จึงทำลายระบบดุลยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สูญสิ้นไป ด้วยบุคคลขาดธรรมคุ้มครองจิตเป็นเหตุปัจจัย อะไรๆ จึงเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

เมื่อสภาพสังคมเคลื่อนไหวไปตามเหตุปัจจัยลักษณะเช่นนี้ การจะให้สังคมประเทศชาติเกิดความหยุดสงบ...นิ่งจึงต้องพึ่งพากลไกสำคัญที่สามารถจัดระบบระเบียบในสังคมให้เรียบร้อยสวยงาม อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ได้แก่ ระบบยุติธรรมในสังคม โดยเป็นภาระหน้าที่ของท่านผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย มีหน้าที่ทางด้านงานกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะต้องทำงานตามหน้าที่หนักขึ้น–ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยสภาพปัญหาที่หนักหนามากขึ้น เพราะสภาพบุคคล–สังคม–สิ่งแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปรไป... บุคลากรในงานด้านกระบวนการยุติธรรม จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพทางจิตใจให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น นั่นหมายถึง การเพิ่มพูนสติปัญญา มีธรรมะเลี้ยงจิต เพื่อให้มีกำลังใจในการทำงาน ที่เรียกธรรมหมวดนี้ว่า อิทธิบาทธรรม อันเป็นบาทวิถีเป็นไปเพื่อความสำเร็จในกิจการงานทั้งปวง ทั้งทางโลกและทางธรรม และเมื่อพัฒนาจิตที่สัมปยุตกับธรรมหมวดอิทธิบาทสมบูรณ์แล้ว ก็สามารถยกขึ้นสู่ ธรรมหมวดพละ ๕ ได้ ซึ่งจะปรับสภาพฉันทจิต เป็น ศรัทธาจิต เกิดอำนาจศรัทธาพละ อันนำไปสู่ความเพียรชอบอย่างมีกำลัง (วิริยพละ) ด้วยอำนาจสติปัญญาที่ควบคุมอยู่ใน วิริยพละ จึงขับเคลื่อนไปอย่างมีกำลังจิตที่แน่วแน่มั่นคงในการกำหนดรู้ จนรวมลงตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่ก่อให้เกิดปัญญา รู้ ละ วาง อารมณ์ที่จะก่อเกิดขึ้นในจิต รู้จักสลายคลื่นจิตที่จะเกิดอำนาจนิวรณ์ธรรมให้สูญสิ้นไปได้ (แม้ชั่วขณะ) ก็ย่อมเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเพิ่มพูนสติปัญญา ให้รู้เท่าทันในสภาวธรรมทั้งหลาย จนจิตสงบพบตัวธรรมะหยุดอยู่ที่การฟังธรรม เพื่อการพิจารณาธรรมให้แน่วแน่ จนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งขึ้นในจิต หากไม่เข้าใจ ต้องรู้จักไต่ถาม และควรรู้จักจดจำไว้ เพื่อนำไปปฏิบัติให้ได้ผล...การรู้แล้ว ไม่ทำ ความรู้นั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับผู้รู้ แถมออกจะเป็นโทษอีกต่างหาก...

จากพระสูตรที่ชื่อ “อาทิตตปริยาย” ซึ่งได้สวดสาธยายไปแล้วนั้น หากสรุปสั้นตรงประเด็นจะเห็นได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแจกแจงแสดงเรื่องของความทุกข์ในรูปของความร้อน ที่มีมูลกิเลสเกิดจากจิตที่ประกอบด้วย ราคะ โทสะ โมหะ โดยแสดงมูลเหตุของความร้อนแต่ภายในดังกล่าวว่า ร้อนเพราะเหตุอะไร!? โดยแสดงปัจจยาการแห่งความสัมพันธ์ของแต่ละสภาวธรรมจนก่อรูปเป็นกระแสส่งต่อสืบเนื่องในลักษณะ “ปฏิจจสมุปบาทธรรม” ตรงส่วนปัจจัยความสืบเนื่องจาก นาม – รูป – อายตนะ – ผัสสะ และเวทนา โดยสรุปว่า เมื่อเวทนาเกิด ทุกข์ (ความร้อน) ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ (ตถตา) ไม่เปลี่ยนไปจากนี้ (อวิตถตา) ไม่แปรเป็นอย่างอื่น (อนัญญถตา) เรียกสามัญธรรมดังกล่าวว่า “อิทัปปัจจัย”ก็ได้ อันแสดงสภาวะเป็นไปตาม “ธรรมนิยาม” ที่กล่าวแสดงทางท่อรับรู้ เช่น ตารับรูป หูรับเสียง ฯลฯ ที่เรียกช่องทางการรับรู้จากภายนอกสู่ภายในว่า อายตนะ โดยแสดงเงื่อนไขสำคัญของการเข้าไปรับรู้ คือ จิต ซึ่งเป็น พุทธโยนิ อันบริสุทธิ์ มีประจำอยู่ในคนทุกคน ซึ่งถ้าหากเรารู้จักฝึกควบคุมจิตให้สงบเงียบได้ ไม่เคลื่อนไหวเข้าไปยึดถือในอารมณ์ใดที่เกิดจากอายตนะภายใน ประสบกับอายตนะภายนอก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ประสบกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) ผัสสะก็ไม่เกิด

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท