
ธรรมเทศนา...แด่ตุลาการศาลอุทธรณ์เนื่องในปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๖ (ตอน ๑)
ปุจฉา :
ปุจฉา :
ขออาราธนาหลวงพ่อพระอาจารย์อารยะวังโสนำธรรมบรรยายแก่ตุลาการศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ ธ.ค. ๒๕๕๕ ที่ได้เผยแพร่ทางสถานีวิทยุรัฐสภา เมื่อเช้าวันที่ ๒๖ ธ.ค. ๒๕๕๕ มาตีพิมพ์ใน “ธรรมส่องโลก” จะได้เป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนที่ยังไม่ได้รับฟัง
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
วิสัชนา :
ขอเจริญพร สาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๕ ธ.ค. ๒๕๕๕ อาตมาได้รับอาราธนานิมนต์ให้ธรรมบรรยายเนื่องในวาระวันขึ้นปีใหม่แก่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ข้าราชการตุลาการ และผู้สนใจทั่วไปที่มาร่วมฟังเต็มห้องประชุมของศาลอุทธรณ์ โดยมีประธานศาลอุทธรณ์เป็นประธานในที่ประชุม มีสารธรรมแห่งการบรรยายในวันดังกล่าวที่ควรแก่การนำมาเผยแพร่ ดังนี้
“บัดนี้ ในเบื้องต้นแห่งประโยชน์และความสุขของผู้ฟังทั้งหลายที่มีสติปัญญา เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ใหญ่ เป็นเชษฐะ เป็นเสฏฐะของสังคม อาตมาขอยกพระอาทิตตปริยายสุตตังขึ้นสวดสาธยายบูชา เพื่อนำไปสู่การศึกษาร่วมกัน โดยพระสูตรดังกล่าวเป็นพระสูตรที่ ๓ ที่เป็นหัวใจธรรมอันสำคัญในพระพุทธศาสนา สืบจากพระธัมมจักกัปปวัตตนสุตตัง และพระอนัตตลักขณสุตตัง
พระอาทิตตปริยายสุตตังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสแสดงไว้ในก่อนพรรษาที่ ๒ ที่ภูเขาคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา ดินแดนที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา ๖ ปี ก่อนที่จะบรรลุพระโพธิญาณ พระองค์ทรงเสด็จไปโปรดเหล่าชฎิล ๓ พี่น้องและบริวาร ๑,๐๐๐ จนกลับมาเป็นสัมมาทิฐิ และปวารณาตนเข้าสู่เขตบุญในพระพุทธศาสนาเป็นพระสงฆ์สาวก ติดตามพระพุทธเจ้าไปพำนักอยู่ที่ภูเขาคยาสีสะ ครั้นเมื่ออินทรีย์สำรวมพร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าทรงหลั่งพระธรรมอันบริสุทธิ์ที่ตรงกับจริตจริยาของเหล่าชฎิลและบริวาร ๑,๐๐๐ ยังให้เกิดภิกษุที่บรรลุอรหัตตผล ๑,๐๐๓ รูป ณ ขณะนั้น
นั่นแสดงถึงความสำคัญอันยิ่งของพระอาทิตตปริยายสุตตัง ที่ต้องมีความหมายธรรมอันเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ไม่ยากต่อการปฏิบัติ ต่อการศึกษา เพราะ ณ บัดนั้น เพียงพระสงฆ์กลุ่มปูรณชฎิลลำดับจิตตามธรรมะ ก็ได้เข้าถึงธรรมแท้ เห็นแจ้งในความจริง ถึงที่สุดแห่งความสิ้นทุกข์ เมื่อละวางการยึดถือในรูปนามขันธ์ ๕ ในสภาพธรรมทั้งปวง ให้จิตนั้นหลุดพ้น สลัดคืนสู่ธาตุ อันเป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ ให้ถึงที่สุดคือพระนิพพานในเบื้องหน้า
เราฟังสวดกันมาก แต่ยังไม่บรรลุธรรม แถมถอยห่างจากธรรม ศาสนากลายเป็นเครื่องประดับสังคม ญาติโยมมานั่งฟังสวด ทั้งงานบุญมงคล หรืองานอวมงคล ต้องมีพระมาสวด ที่สุดแล้วเราไม่เข้าใจ ก็ให้ถอยไปจากตัวธรรมะ พอถอยไป ก็ถ่อยเถื่อนขึ้น กาย วาจา ใจไม่สำรวม ไม่ระวัง ไม่ใส่ใจ เมื่อไม่ใส่ใจ ก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ ก็ไม่เข้าใจ และทำผิดๆ เกิดความเห็นผิด ประพฤติปฏิบัติผิดทำนองคลองธรรม ผิดศีลผิดธรรม สุดท้ายจึงเกิดความโกลาหล ความวิบัติ และวิปลาส แต่เราก็ยังสามารถตัดสินกันด้วยกฎเกณฑ์กติกาทางสังคมว่า นั่นผิด นี่ถูก ตัดสินกันที่ปลายทางของเรื่องที่ถอยร่นทิ้งศีลธรรมความดี สุดท้าย จึงต้องพึ่งท่านทั้งหลายที่ต้องรักษาความสมดุลของสังคมโดยกฎหมาย
เมื่อกฎสังคมเสื่อม กฎศาสนากำลังถอย กฎหมายก็ต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ สถาบันตุลาการจึงต้องทำหน้าที่อย่างหนัก เพื่อใช้กฎหมายถ่วงดุลความเคลื่อนไหวของสังคม เพื่อให้เกิดดุลธรรมในสังคม ซึ่งในกระบวนการของกฎหมาย สิ่งสำคัญ คือผู้ใช้กฎหมาย นั่นคือ ท่านทั้งหลาย ที่ต้องเป็นเชษฐะ เป็นเสฏฐะ เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ประเสริฐ ...ธรรมอันใดเป็นไปเพื่อความประเสริฐ ธรรมนั้นเรียกว่า ตัวธรรมะ... ธรรมอันใดให้เป็นผู้ใหญ่ ธรรมนั้นเรียกว่า ธรรมะ ท่านทั้งหลายจึงต้องเข้าถึงตัวธรรมะ ตัวธรรมะทำให้ท่านทั้งหลายมีจิตที่ปกติ มีอารมณ์ที่ดี มีทัศนคติที่ถูกต้องตรงตามธรรม และมีพฤติกรรมที่สำรวมระวัง ชอบควรโดยธรรม นั่นคือ อำนาจธรรม ที่ทำให้ท่านทั้งหลายยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







