
New Year Resolution 2013 ตอน 1
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
ปีใหม่ 2013 ใกล้เข้ามาแล้ว และก็ได้เวลาที่เราจะจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้เรียบร้อย ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว โดยพยายามไม่ลากเรื่องเก่าๆ ที่ไม่ดี ข้ามผ่านจากปีเก่าไปสู่ปีใหม่อีกทีหนึ่ง บรรยากาศปลายปี มีทั้งลมหนาว มีทั้งเทศกาลเฉลิมฉลอง เรียกว่าเป็นบรรยากาศที่น่ารักทีเดียว เหมาะกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ และล้างไพ่กับสิ่งเก่าๆ ที่ไม่ถูกใจเราเท่าที่ควร
ฝรั่งจะมี New Year Resolution หรือ ข้อสัญญาที่ให้กับตัวเองในวันปีใหม่ กันแทบทุกคนนะคะ และสำหรับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนูดี ก็ไม่พ้นสิ่งเหล่านี้ที่แทบจะเดาได้เป็นแบบแผนเลย เช่น ปีนี้ฉันจะลดความอ้วนให้ได้ ปีนี้ฉันจะเลิกสูบบุหรี่ ปีนี้ฉันจะไม่ปล่อยงานทิ้งไว้เป็นดินพอกหางหมู ปีนี้ฉันจะใจเย็นลง ฯลฯ
ส่วนใหญ่แล้ว คนจะสัญญากับตัวเองหลายข้อมากเกินไป โดยเฉพาะข้อที่ขัดกับนิสัยตัวเองมากๆ และอยากทำให้ได้ คือ มีความอยาก แต่บางครั้งไม่ได้ประเมินไว้ก่อนว่า เราได้สร้างเงื่อนไขขึ้นมาในชีวิตให้เราทำได้หรือไม่
การจะเปลี่ยนแปลงตัวเองสักเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องที่เป็น “นิสัย” นั้น หากจะเลิกนิสัยหนึ่งให้ได้ เราต้องสร้างนิสัยใหม่ขึ้นมาทับด้วย จึงจะได้ผล เช่น ถ้าจะบอกตัวเองว่า ปีนี้ จะไม่ไปทำงานสายล่ะ จะไม่ไปเรียนสายล่ะ เราก็ต้องสั่งตัวเองให้สร้างนิสัยใหม่ขึ้นมาทับด้วยค่ะ เช่น ฉันจะตื่นเวลา... และตื่นแล้วฉันจะอาบน้ำเลย ไม่แช่อยู่ในชุดนอน ฯลฯ คือ สั่งตัวเองด้วยพฤติกรรมใหม่ให้เห็นภาพชัดๆ ไปเลย ในครั้งแรกๆ อาจจะทำได้ไม่เป๊ะ แต่สั่งไปเรื่อยๆ เถอะค่ะ ในที่สุดเราจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล น่าทำอย่างยิ่งในวันปีใหม่ นั่นก็คือ การใช้เวลาสักนิด แล้วลงมือ “ให้อภัย” ใครก็ตาม ที่ทำให้เราเสียใจ โกรธ เจ็บแค้น ผิดหวัง เพราะจะว่าไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดนะคะ ยากยิ่งกว่าการทำบุญ ยากยิ่งกว่าการนั่งสมาธิวิปัสสนา ยากยิ่งกว่าการสร้างวัดเสียอีก แต่หากทำได้ นอกจากจิตใจเราจะปลอดโปร่งโล่งสบายแล้ว ยังได้บุญมากนัก
หนูดีเองเพิ่งอ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อท่านหนึ่ง ท่านได้เปรียบเทียบถึงอานิสงส์ของบุญแต่ละประเภท ซึ่งท่านก็ได้ไล่ผลบุญมาตั้งแต่การทำทาน การทำบุญ การตักบาตร การสร้างวัด การฝึกกรรมฐาน ไปจนถึงการตักบาตรถวายลงในบาตรของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดนี้ เป็นบุญใหญ่ทั้งสิ้น ไล่เรียงกันมาจนถึงสูงสุด ที่ได้กุศลมากกว่าทั้งหมดที่กล่าวไป คือ การกระทำอภัยทาน
ได้ศึกษาแล้วตกใจ เพราะตามประสาคนที่ชอบฝึกสมาธิแบบหนูดี เราย่อมไม่ได้มองตรงจุดนี้ เรามองว่า ทุกสิ่งที่ทำไป เป็นกุศลทั้งสิ้น ไม่ได้มานั่งแบ่งว่า สิ่งนั้นบุญมาก บุญน้อย แต่พอมาอ่าน มาศึกษาก็มานั่งคิดนะคะว่า การทำอภัยทาน การยกโทษให้คนที่ทำเราเจ็บช้ำน้ำใจนั้น มันจะได้บุญมากกว่า การตักบาตรลงไปในบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือ (หากข้อมูลผิดเพี้ยน ต้องขออภัยด้วยนะคะ เล่าตามข้อมูลที่ได้อ่านศึกษามา หากท่านใดเรียนมา และมีข้อมูลอื่นๆ มาแบ่งปัน จะยินดีมากๆ ค่ะ) แต่เมื่อมาลองคิดตาม ก็เริ่มเห็นด้วย เพราะคนเราคิดจะทำบุญใหญ่ หากโอกาสเหตุปัจจัยเหมาะสม ก็ทำได้ทั้งนั้น แต่เราต้องอยู่กับใจตัวเองตลอดเวลา การควบคุมใจให้ได้ โดยเฉพาะการไม่เอาเรื่องกับคนที่ทำผิดกับเรานั้น มันทำได้ยากจริงๆ ค่ะ ใครทำได้ จะเป็นการชนะใจตัวเองที่ยิ่งใหญ่มาก ในเมื่อศาสนาของเราเป็นเรื่องใจล้วนๆ การฝึกใจให้ปล่อย แม้กระทั่งกับคนผิด (ที่เราคิดว่าผิด เพราะหากมองในอีกมุมกลับ เราเองก็อาจทำให้เขาเสียใจเท่าๆ กัน และเขาก็มีเรื่องต้องให้อภัยเราเหมือนกัน) นับเป็นการตัดภพตัดชาติได้เลยทีเดียว เพราะเราไม่ตามไปเอาคืน ก็เท่ากับว่า เรามีโอกาสหลุดพ้นได้มากขึ้น และสำหรับชาวพุทธ อะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการไม่ต้องกลับมาเกิดในวัฏสงสารอีก
พูดเรื่องอภัย ก็นึกถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในรายการ Bangkok Brightside ของคลื่น MET107 ที่หนูดีจัดกับดีเจปูเป้ เวลาเช้าแปดโมงนั้น เราคุยกันในหัวข้อ “การไปพบจิตแพทย์” ซึ่งเป็นประเด็นมาจากกรณีการบุกเข้าไปยิงนักเรียนประถมเสียชีวิตหลายสิบคนในอเมริกา ที่จริงๆ แล้วมือปืนนั้น อาจมีปัญหาทางจิต และการที่เขาไม่ไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที ก็ส่งผลให้มีคนอื่นๆ เป็นอันตรายไปด้วยอย่างน่าเศร้า ในช่วงสุดท้าย เราเปิดโอกาสให้ผู้ฟังทางบ้านโทรเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์ ก็มีคุณผู้หญิงคนหนึ่งโทรเข้ามา เล่าให้ฟังว่า เธอมีอาการเสียใจ ซึมเศร้า มาเป็นเวลา 7 ปีเต็มๆ คือ ตื่นมาแล้วหงุดหงิด เธออยู่กับลูกสาวเล็กๆ แค่ 2 คน พอหงุดหงิด ก็ทะเลาะกับลูกสาวทุกเช้า เธอไปทำงานด้วยความทุกข์ และเมื่อกลับมาบ้าน ก็ร้องไห้จนหลับไปทุกคืน
ในที่สุด พี่สาวแนะนำให้ไปคุยกับจิตแพทย์ เธอก็ไปคุย แต่ท่านนี้เป็นพยาบาลวิชาชีพ ที่จบปริญญาเอกด้านจิตเวช และเปิดบ้านตัวเองเป็นที่ปฏิบัติธรรม เมื่อไปถึง เธอได้มีโอกาสปรึกษาและเล่าเรื่องที่ทำให้เธอเสียใจให้ฟัง เล่าไปร้องไห้ไป คุณพยาบาลถามว่า เรื่องนี้เกิดมากี่ปีแล้ว เธอตอบว่า 7 ปีแล้วค่ะ พยาบาลจึงให้ข้อสังเกตว่า แต่คุณเล่าได้เหมือนเรื่องเกิดขึ้นเมื่อวาน สดๆ ร้อนๆ เธอจึงสังเกตว่า ใช่แล้ว เธอจำได้ทุกรายละเอียดแม่นเลย และมันจะกลับมารีเพลย์ในหัวทุกเช้า จนเธอหงุดหงิด ทะเลาะกับลูกสาว ซึ่งเธอรู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรมกับลูกเลย ซึ่งทางพยาบาลจิตเวชท่านนี้ จึงแนะนำให้เธอเขียน Log Book อารมณ์ เช้า สาย บ่าย เย็น เพื่อสังเกต จนเธอรักษาตัวเองได้หายในเวลาไม่กี่เดือน สัปดาห์หน้า จะมาเล่าให้ฟังค่ะว่า เธอรักษาตัวเองจนหายได้อย่างไร ในเวลาไม่นาน หากใครจะนำไปใช้ สำหรับ New Year Resolution ก็น่าจะเป็นประโยชน์มาก และพบกันปีใหม่ ณ งานภาวนาแนวสุขภาพ ที่บ่อพลอย ใครสนใจ ยังสมัครทันค่ะ 022041531 ไปชาร์จแบตเพื่อรับปีใหม่ 2013 ด้วยกันนะคะ







