
ขับอย่างไรในช่วงรถติด
โดย...โยโมทาโร่
โดย...โยโมทาโร่
หลังจบงานมอเตอร์เอ็กซ์โปผมก็เริ่มเห็นแววอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตการเดินทางในตัวเมืองของเรา จากเดิมที่เคยติดอยู่แล้วก็ติดหนักขึ้นอีกและในปีหน้าในช่วงเดือน เม.ย. หลังจากที่หลายๆ คนเริ่มได้รถคันแรกเราก็เดาได้เลยว่าบนท้องถนนอาจไม่มีที่ให้รถวิ่งอีกเลยหรือแค่พ้นปากซอยรถก็ติดแล้ว แต่เราจะขับรถเดินทางอย่างไรให้ไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว และประหยัดน้ำมันให้มากที่สุดในช่วงเวลารถติดวันนี้เรามีวิธีการที่จะช่วยให้คุณขับรถถึงที่หมายให้เร็วขึ้น แม้ว่ารถจะติดหนักแค่ไหนก็ตามที
กูเกิลแมป
ต้องขอบคุณกูเกิลจริงๆ ที่ช่วยทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างง่ายดายมากขึ้น เราขอแนะนำให้คุณใช้กูเกิลแมปในการค้นหาเส้นทางเลี่ยงรถติดเส้นทางใหม่ อย่าเพิ่งคิดว่าเส้นทางประจำนั้นเป็นเส้นทางที่จะพาคุณไปถึงที่ทำงานได้เร็วที่สุดอีกต่อไป เพราะต่อไปนี้เส้นทางเดิมที่คุณรู้จักจะทำให้คุณต้องตั้งคำถามทุกเช้าว่าจะติดอะไรนักหนา
ลองวาดและลากเส้นทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่รถจะไม่ติด ซึ่งอาจเป็นเส้นทางลัดในซอยเล็กๆ ที่ต้องซอกแซกไปมา ผสมกับเส้นทางหลักบ้าง ระยะทางที่ใช้อาจเพิ่มขึ้นแต่เวลาถึงที่หมายลดลง นั่นก็คุ้มค่าพอที่จะลองค้นหาเส้นทางใหม่ๆ ดูบ้าง จากนั้นให้ลองใช้กูเกิลสตรีต เข้าดูภาพเส้นทางจริงว่าสภาพเส้นทางถนนที่เห็นในแผนที่นั้นเป็นอย่างไร เพื่อความพร้อมในการวางแผนการเดินทางในเส้นนั้น
คิดเสียว่าเรามาลองผจญภัยครั้งใหม่ ในช่วงแรกๆ คุณอาจจะเสียเวลาลองผิดลองถูกประมาณ 1 เดือน เพื่อทดสอบแต่ละเส้นทางของวันเดียวกันแล้วนำมาเทียบกัน อย่าลืมบันทึกวันเวลาออกจากบ้าน เลขไมล์ และเวลาถึงที่หมาย สิ่งที่ได้รับก็คือเราจะได้รู้จักเส้นทางลัดใหม่ๆ ที่ช่วยทำให้คุณถึงที่หมายในช่วงเช้าและเย็นได้อย่างรวดเร็ว
จดจำช่วงรถติดและเลนโล่งๆ
หลังจากที่คุณได้เส้นทางที่คุณคิดว่าเดินทางได้เร็วที่สุดทั้งขาไปและกลับบ้าน คราวนี้เราก็มาจดจำช่วงรถติดตลกให้ขึ้นใจ รถติดตลกคืออะไร? รถติดตลกก็คือ ช่วงที่รถไม่น่าจะติดแต่ก็ติด เช่น ช่วงป้ายรถเมล์ที่แท็กซี่ กับรถตู้ชอบจอดแช่ป้าย หรือเลนขวาที่รถควรวิ่งได้เร็วที่สุด แต่กลับวิ่งได้ช้าที่สุด รวมทั้งช่วงที่ถนนเป็นหลุมบ่อ และสุดท้ายก็คือจุดกลับรถและเลนร่วมเส้นทาง ช่วงเส้นทางเหล่านี้คือช่วงที่ทำให้รถติดและคุณต้องเรียนรู้ว่าเมื่อรถมาถึงช่วงนี้ควรจะเปลี่ยนมาอยู่เลนซ้ายหรือขวา
หากเรารู้จักเลือกช่องทางที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงก็ช่วยทำให้คุณถึงที่หมายได้เร็วขึ้น แต่อย่าลืมให้สัญญาณไฟพอเป็นพิธี เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบให้ใครขอเปลี่ยนเลนเข้ามาดีๆ สักเท่าไรนัก
ใช้จีพีเอส
มีอยู่ประเทศหนึ่งในโลกที่รถทุกคันต้องใช้จีพีเอสก็คือ ประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นประเทศที่มีการวางเส้นทางถนนและรถไฟได้สลับซ้อนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องใช้เครื่องนำทางติดรถในการวางแผนการเดินทาง ซึ่งเครื่องนี้จะช่วยคำนวณเส้นทางและเวลาถึงที่หมาย รวมทั้งมีระบบช่วยเลี่ยงเส้นทางรถติดและแสดงตำแหน่งที่จอดรถที่ว่างอยู่ในตึกผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย
แต่สำหรับประเทศไทยนั้นระบบแสดงสภาพการจราจรผ่านเครื่องนำทางยังไม่มี คงต้องอาศัยการเปิดสมาร์ตโฟนเพื่อช่วยดูสภาพการจราจรก่อนการเดินทาง แต่ว่าเราจะมานั่งเปิดทุกเช้าก่อนไปก็คงไม่ใช่กิจวัตรประจำวันที่ทำกันได้ง่ายนัก เพราะสภาพรถติดเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงใช้ได้แค่เอาเครื่องจีพีเอสนำกันหลงทางเท่านั้น
ซึ่งคุณสามารถใช้เครื่องจีพีเอสคำนวณเส้นทางสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งช่วยทำให้เราวางแผนการเดินทางและค่าน้ำมันได้ดีมากยิ่งขึ้น หรือสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ ก็มักจะมีโปรแกรมนำทางติดเครื่องให้เราใช้งานกันอย่างฟรีๆ แถมบางรุ่นยังมีเวอร์ชันที่สามารถดึงข้อมูลสภาพการจราจรมาแสดงแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย
แตะเนียนๆ
การขับรถในกรุงเทพฯ เราบอกตามตรงเลยว่าไม่ว่าคุณจะพยายามซอกแซกซิ่งมากแค่ไหน คุณก็ไปถึงที่หมายก่อนคนอื่นไม่เกิน 3 นาที แต่คุณจะขับเปลืองน้ำมันกว่าคนอื่นที่ขับรถตามปกติ 3 เท่า ดังนั้นเราควรที่จะหันมาขับรถอย่างประหยัดพลังงานกันดีกว่าครับ ด้วยการแตะคันเร่งเพียงแค่ให้รถค่อยๆ ออกตัวไปอย่างช้าๆ เราไม่จำเป็นต้องรีบตามท้ายคันอื่นให้ทัน เพราะในสภาพรถติดคันหน้าเราอาจถูกปาดหน้าจนเราต้องเบรกกะทันหันเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากในการขับรถ
นอกจากนี้ เราควรทิ้งระยะห่างระหว่างคันพอสมควรในระยะที่มั่นใจว่าเราสามารถเบรกได้โดยไม่เป็นอันตราย และควรจำไว้อย่างหนึ่งว่ายิ่งเราใช้ความเร็วสูงมากขึ้นเท่าไรยิ่งควรทิ้งระยะห่างจากคันหน้ามากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเท่านั้น ยังช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมันที่เราไม่ต้องขับรถเดี๋ยวเบรกเดี๋ยวเร่งให้เปลืองพลังงานอีกด้วย สำหรับเกียร์ธรรมดาไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ในช่วงที่รอบไม่เกิน 2,500 รอบจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแนวทางที่พอจะช่วยให้คุณไปถึงที่หมายในสภาพการจราจรคับคั่งของทุกวัน แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็คือเราทุกคนลองหาทางนั่งรถไฟฟ้าที่ใกล้บ้านที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็ช่วยให้เราสามารถประหยัดเวลาในการเดินทาง รวมทั้งประหยัดค่าน้ำมันอีกด้วย







