
ปลูกกินวิถีพุทธ รักษ์โลกและไร้โรค
โดย...วรธาร ทัดแก้ว / ภาพ สถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...วรธาร ทัดแก้ว / ภาพ สถาบันวิมุตตยาลัย
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่รู้ไหมว่าคนไทยเราทุกวันนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของการบริโภคและการผลิตอาหารอย่างมาก การบริโภคอาหารของคนไทยที่นับวันบริโภคอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ลง รวมถึงประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่ใช้สารเคมีทางการเกษตร
เรื่องเหล่านี้ส่งผลกระทบใหญ่หลวง ลำพังทางการแพทย์หรือการประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็คงไม่พอ ทว่าต้องทำหลายๆ ชั้น ที่สุดแล้วเรื่อง “อาหาร” ต้องทำให้เป็นเรื่องของจิตวิญญาณและปัญญา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นทางรอดและปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค และนี่จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการ “ปลูกอย่างพุทธ กินอย่างพุทธ” โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ สสส. เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2555 ที่ผ่านมา ณ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย ซึ่งในงานมีกิจกรรม อาทิ หว่านวันแม่ เกี่ยววันพ่อ ฯลฯ ร่วมถึงเสวนาปลูกอย่างพุทธ กินอย่างพุทธ ด้วย
พูดถึง ปลูกอย่างพุทธ กินอย่างพุทธ...ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมและวิถีแห่งความพอเพียงของคนไทยที่มีมาช้านานแล้ว แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตอันเต็มด้วยความสุขนี้นับวันจะถูกกลืนและเลือนหายไปพร้อมกับสุขภาพที่ดีของคนไทยที่แถมยังได้โรคภัย ความทุกข์ ความยากจน กลับมา รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เสียหายไปอีก
ฉะนั้น จึงถึงเวลาที่คนไทยต้องหันกลับมาสู่วิถีแห่งสติปัญญาอันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม เพื่อพลิกฟื้นไม่ให้ชีวิตกระโจนไปสู่ความเสื่อมอีกต่อไป...แล้วอะไรหรือคือการปลูกอย่างพุทธ กินอย่างพุทธ แล้ววิถีพุทธดีต่อทุกชีวิตและโลกอย่างไร
ปลูกกินอย่างพุทธคือทำกินอย่างผู้รู้
พระมหาวุติชัย วชิรเมธี ผู้อำนวยการมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน ชี้ให้เห็นความสำคัญของอาหารและอันตรายจากอาหารว่า อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสรรพชีวิต และทุกชีวิตดำรงได้อยู่เพราะอาหาร แต่อาหารที่กินกันจะมีคนสักกี่คนในโลกที่เป็นผู้กินอาหาร โดยมากจะถูกอาหารกินทั้งนั้น
ท่านบอกว่า อาหารไม่ได้กินเราเฉพาะที่เข้าไปอยู่ในร่างกายและเป็นต้นกำเนิดของโรคร้ายเท่านั้น แต่กินวิถีชีวิตของคนเราด้วย เช่น บีบให้ต้องทิ้งบ้านครอบครัวออกไปทำมาหากินยังต่างบ้านต่างเมืองเพื่อให้ได้เงินด้วยหวังจะได้อยู่ดีกินดี แต่พอได้เงินแล้วได้โรคแถมมาด้วย ซึ่งอย่าว่าแต่อยู่ดีกินดีเลย ตายดีก็ยังไม่ได้
“ไม่เพียงเท่านั้น วิถีแห่งการหาอยู่หากินทุกวันนี้ยังทำร้ายทั้งตัวเอง ทำร้ายทั้งสังคม ทำร้ายทั้งสิ่งแวดล้อม อย่างที่หลายคนรู้ว่า เกษตรกรไม่น้อยปลูกอาหารแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนขายนั้นสวยสดงดงามไม่มีที่ติ ใส่สารเคมีเยอะๆ ใครกินจะเจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่างเพราะฉันไม่ได้กิน ส่วนที่ตัวเองจะกินปลอดสารพิษเก็บไว้อีกแปลงหนึ่ง นี่คือวิถีของการหาอยู่หากินที่วิปริตและผิดเพี้ยน แล้วอย่างนี้จะมีความสุขได้ยังไง ในขณะที่ส่งอาหารปนเปื้อนสารพิษให้คนอื่นกิน”
ฟังแล้วหดหู่ใจ แต่เรื่องแบบนี้ยอมรับว่ามีอยู่ในสังคม แต่ยิ่งกว่านั้นเดี๋ยวนี้มีพืชตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) ขึ้นมา เพื่อให้ได้ผลผลิตเร็ว ขายได้เร็วและได้เงินเร็วที่สุด แต่หารู้ไม่ว่าพืชเหล่านี้มีผลทำให้คนกินป่วยเร็วและตายเร็ว ในสัตว์ GMO ก็เช่นกัน ไก่สองเดือน ไก่สามเดือน ขนาดคนเลี้ยงยังไม่กล้ากิน ซึ่งจะมีกี่คนที่รู้ความจริงนี้
ท่าน ว.วชิรเมธี ย้ำว่า นี่คือการทำมาหากินที่วิปริตผิดเพี้ยน และที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ปลูกอย่างพุทธ กินอย่างพุทธ เพราะวิถีพุทธที่แท้จริงกล่าวอย่างสั้นที่สุด คือ การทำมาหากินอย่างผู้รู้ ทำอย่างผู้รู้ ไม่ใช่ทำอย่างผู้ไม่รู้ และผู้รู้กินเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องและดีงาม ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน
รู้ไม่จริง นั่นคือปัญหา
ส.ต.อ.สมัย สายอ่อนตา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรอินทรีย์ตำบลบ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ผู้ปลูกข้าวแค่ 1 ไร่ แต่ได้เงิน 1 แสนบาท กล่าวว่า ได้ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในพื้นที่นาประมาณ 1 ไร่ โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่ได้ทำแค่ปลูกข้าวแต่ทำอย่างอื่นด้วย
“พ่อหลวงตรัสว่า กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน ดังนั้นในแปลงนา 1 ไร่ ผมจึงปลูกทุกอย่างที่กินได้ ทั้งข้าว พืชผักต่างๆ ทั้งเลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา (ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลาดุก) กบ ขณะเดียวกันก็เลี้ยงเป็ดไข่ในนาข้าวด้วย ซึ่งบางคนฟังแล้วอาจฝืนความรู้สึกคิดว่า เป็ด ปลา กบจะกินข้าว กินกุ้ง ปลาดุกจะกินปลานิล ซึ่งใครที่คิดอย่างนี้เป็นการเอาความรู้สึกไปดับความเชื่อ แต่หลักพุทธจะต้องเอาความจริงไปดับความเชื่อ ซึ่งความจริงก็คือต้องรู้จริงในเรื่องนั้นๆ แล้วจะไม่เกิดปัญหา”
ส.ต.อ.สมัย บอกว่า ความจริงคือต้องรู้ว่าควรปล่อยสัตว์อะไรก่อนหน้าหลัง นั่นหมายความว่า จะต้องรู้การหากินของสัตว์แต่ละชนิดว่าอยู่อย่างไง ปลาไนจะหากินระดับพื้นดินนิดๆ ปลานิลอยู่กลางๆ ปลาตะเพียน ปลายี่สกอยู่เหนือขึ้นมาอีก เป็นต้น ถ้ารู้ธรรมชาติของสัตว์แต่ละชนิดดีก็จะไม่เกิดความกลัว แต่ปัญหาที่เกิดส่วนใหญ่เพราะเกษตรกรไม่รู้จริงแล้วทำผิดๆ จนส่งผลเสียตามมา
“ทุกวันนี้เราทำอะไร รู้กันไม่จริง จึงได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดินหรือแม่ธรณี เวลาปลูกผักปลูกข้าว พอเห็นหญ้าขึ้นมาก็ใช้ยาฆ่าหญ้า ซึ่งหญ้าไม่ได้ตายอย่างเดียว แต่แม่ธรณีตายด้วย หรือในแม่น้ำไม่มีปลา เพราะเราใช้สารเคมีมากเกินไป หรือแม้แต่ข้าวหรือแม่โพสพ เวลาเราทำนาดำ เราทั้งถอนกล้ารากขาด ฟาดกล้า เตะกล้า เหล่านี้เป็นต้น เป็นการหยุดการเจริญเติบโตของข้าวทั้งนั้น” อดีตข้าราชการการตำรวจผู้หันมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว กล่าว
ส.ต.อ.สมัย กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายคนที่ทำนา 5060 ไร่ มาตั้ง 5060 ปี แต่ยังจนอยู่เหมือนเดิม แนะนำเอาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในการจัดการพื้นที่เล็กๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเริ่มทำจากน้อยไปหามาก ให้ลองที่หนึ่งไร่ไปก่อนจากนั้นจึงค่อยขยับขึ้นไปเรื่อยๆ
เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านกำลังสูญหาย
โจน จันได ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พันพรรณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ผู้หันหลังให้กับชีวิตในเมืองหลวงเพื่อกลับมาอยู่ชนบทในวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อยู่ในบ้านดินอย่างมีความสุข กล่าวว่า สิ่งที่คนเรากำลังมองข้ามก็คือ เรื่องของเมล็ดพันธุ์พืช และตอนนี้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิมกำลังสูญหายจนแทบไม่จะไม่เหลือแล้ว
โจน บอกว่า ตอนนี้ผู้บริโภคกับคนผลิตอาหารกำลังถูกคนกลางตัดขาดไม่ให้รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคนกลางได้ใช้เมล็ดพันธุ์เป็นเครื่องมือในการที่จะเอาเปรียบคนทั้งสองฝ่าย พูดง่ายๆ ก็คือ ตอนนี้มีคนที่พยายามจะยึดครองอาหารของโลก ซึ่งถ้าใครยึดครองอาหารของโลกได้ ก็เหมือนกับว่าคนคนนั้นยึดครองโลกได้ นี่คือความพยายามของบริษัทไม่กี่บริษัทในโลกที่พยายามอย่างหนักโดยการผลิตพันธุ์ผสมออกมาขายให้ชาวนาชาวไร่
“เมื่อชาวบ้านนำพันธุ์ผสมไปปลูกปุ๊บ ในที่สุดพันธุ์พื้นบ้านก็จะหายไป พอพันธุ์พื้นบ้านหายไปพันธุ์ผสมก็จะราคาแพงขึ้นๆ อย่างบ้านผมเคยปลูกแตงโมเมื่อก่อนไม่เคยซื้อเมล็ดพันธุ์แตงโม แต่ช่วงหลังเขาเอามาแจก ต่อมาก็ขายเรื่อยๆ ทุกวันนี้เมล็ดพันธุ์แตงโมกิโลละหมื่นกว่าบาท มะระ บวบหอม ก็หมื่นเหมือนกัน เป็นต้น ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้นอกจากจะแพงแล้วยังเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สามารถจะเก็บพันธุ์ได้อีกต่อไป เพราะเป็นพันธุ์ผสม เอาไปปลูกใหม่ก็ขาดทุน”
ราชาบ้านดิน กล่าวต่อว่า เมล็ดพันธุ์ผสมเหลานี้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับใช้ตลาดเท่านั้น ไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อให้คนกิน ซึ่งจะเห็นว่าพืช 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เรากินทุกวันนี้คือพันธุ์พืชที่ถูกพัฒนามาเพื่อยึดครองตลาด ไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้คนกิน เพราะบริษัทผู้ผลิตไม่ได้สนใจเรื่องรสชาติของอาหาร
“สังเกตดูไก่บ้านกับไก่ฟาร์ม รสชาติมันต่างกันมาก แต่คนก็ยังซื้ออยู่ในปัจจุบัน หรือมะเขือเทศที่อร่อยลูกจะนิ่ม แต่ถ้าเอาไปขายในตลาดเก็บได้ไม่นาน เขาก็พัฒนาพันธุ์ใหม่ให้เหนียวขึ้น โยนใส่หัวกันเล่นชั่วโมงสองชั่วโมงยังไม่แตก ก็เพื่อเก็บไว้ขายในร้านให้นานๆ แต่รสชาติจืดมาก นอกจากนี้การพัฒนาพันธุ์ในปัจจุบันมุ่งเน้นอยู่สองอย่าง คือ ให้ผลผลิตสูงและโตในเวลาอันรวดเร็ว อย่างอื่นไม่คิดถึง โดยเขาจะทำให้อ่อนแอเพื่อให้เราซื้อปุ๋ยเคมีใช้ นี่คือความจริง”
ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองฯ ชี้ว่า ในตอนหลังบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้เริ่มใช้เทคนิคที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ก็คือ การใช้เทคนิค GMO ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันกินข้าวโพด GMO ถั่วเหลือง GMO โดยไมรู้ตัว
“อยากจะบอกว่า ถั่ว GMO นี้เขาผสมกับเชื้อโรคที่ชื่อว่า Bacillus Thuringiensis เป็นเชื้อโรคที่เป็นพิษ โดยเขาเอายีนของเชื้อโรคตัวนี้ใส่เข้าไปในถั่วเหลืองเพื่อให้ถั่วเหลืองเป็นพิษ เพื่อที่ชาวไร่จะได้ไม่ต้องจ่ายค่ายาฆ่าแมลง เพราะพอเอาเมล็ดพันธุ์ไปปลูกปุ๊บแมลงกินตายเลย”
จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและคืบคลานเข้ามาแล้ว ตอนนี้มีคนจำนวนมากที่เริ่มแพ้อาหารเหล่านี้อย่างไม่น่าเชื่อทั้งที่คนเหล่านั้นกินมานาน
“ผมอยู่ที่เชียงใหม่ แม่แตง ทุกปีต้องมีคนไม่ต่ำกว่า 34 คน ที่เดินทางมาจากอเมริกาแล้วบอกว่าแพ้ข้าวสาลี แพ้ถั่วเหลือง แพ้ข้าวโพด ไม่น่าเชื่อเราผลิตได้เยอะในเวลาอันรวดเร็วในพื้นที่เล็กๆ แต่อาหารเริ่มกลายเป็นพิษขึ้นมา ฝรั่งกินข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลืองมาไม่รู้นานเท่าไหร่จนจำไม่ได้แล้ว ไม่เคยมีใครมีปัญหา แต่ทุกวันนี้เราเริ่มแพ้อาหารมากขึ้นๆ แล้วโรคภูมิแพ้ที







