
ก้าวย่างสู่วัยเลข 4 อย่างมีคุณภาพกับ ‘เวชศาสตร์ชะลอวัย’ ตอน การแพทย์แบบการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (ตอนที่ 2-2)
โดย พล.อ.ต.นพ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์
โดย พล.อ.ต.นพ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์
การแพทย์แบบปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จุดสำคัญอยู่ที่การศึกษา เราต้องเริ่มให้การศึกษาในด้านการป้องกันโรคแก่แพทย์รุ่นใหม่ในแง่ของโภชนาการและสุขอนามัยแบบองค์รวมมากขึ้น แพทย์ต้องมีความรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างทุกระบบ และต้องเข้าใจในเรื่องการกำจัดของเสียหรือสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายเพื่อการป้องกันโรค ไม่ใช่เน้นแต่การคัดกรองโรคและการให้วัคซีน แพทย์ควรจะรู้และเข้าใจอย่างถูกต้องว่าอะไรเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรัง และรู้ว่าจะป้องกันอย่างไร น่าเศร้าที่ปัจจุบันยังมีแพทย์หลายท่านเข้าใจว่าคนเราอ้วนและป่วยเป็น Metabolic Syndromes (โรคของระบบการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน) เพราะรับประทานไขมันมากไปอยู่เลย
เมื่อให้การศึกษากับแพทย์แล้ว เราก็ต้องหันมารณรงค์ให้ประชาชนของเราเข้าใจวิธีการที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อการป้องกัน เข้าใจเรื่องโภชนาการเบื้องต้น ไม่ใช่เพียงแค่รู้จักอาหาร 5 หมู่ โดยไม่เข้าใจว่าอาหารเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิตความเป็นอยู่ ประชาชนควรจะได้รู้ว่าเบาหวานจะเกิดได้เพราะอะไร จะป้องกันอย่างไร เขาควรจะได้รู้ว่าจะเลี้ยงลูกให้ร่างกายสูงใหญ่ การนอนสำคัญที่สุด ไม่ใช่การยัดเยียดให้เด็กดื่มนมทั้งวันทั้งคืน ซึ่งนอกจากลูกจะไม่สูงอย่างที่ต้องการแล้ว ยังกลายเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิต้านทานไปซะอีก ประชาชนควรรู้ว่าเขาจะป้องกันโรคหัวใจอย่างไร ไม่ใช่รอจนเป็นแล้วมารับประทานยาละลายลิ่มเลือดกับยาลดคอเลสเตอรอล ซึ่งผลประโยชน์ไปตกอยู่กับบริษัทยา ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินภาษีจำนวนมหาศาลไปกับยาที่ไม่ได้ช่วยชีวิต แต่กลับก่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา
บทความนี้อาจทำให้บางท่านรู้สึกไม่พอใจ หรือคิดว่าผู้เขียนเพ้อเจ้อไปเอง แต่ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าเรากำลังเดินผิดทาง เราเดินตามสหรัฐในด้านการแพทย์มาตลอด 50 กว่าปี เราก็เหมือนสหรัฐที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคอยู่กันเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ไม่เคยแก้ปัญหาสาธารณสุขมวลชนได้เลย เรามีคนเป็นเบาหวานและกำลังจะเป็นอยู่ครึ่งประเทศ เรามีคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นทุกปี เรามีปัญหาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันล้นแน่นโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง เรามีคนไข้โรคหลอดเลือดในสมองอุดตันจนกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต มาให้สถานีโทรทัศน์เอามาออกอากาศเรียกหาความช่วยเหลืออยู่ได้ไม่เว้นแต่ละวัน เรามีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ๆ ปีละหลายหมื่นคน เสียชีวิตปีละกว่า 5 หมื่นคน ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาปีละหลายหมื่นล้านบาท โรคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ เพราะทุกโรคเรารู้สาเหตุและต้นตอของโรคอยู่แล้ว เพียงแต่เรายังขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าหาญที่จะออกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม
ไม่ได้คิดหวังอะไรมาก นอกจากอยากให้สังคมได้ตระหนักถึงหายนะที่กำลังจะมาถึงในเวลาอีกไม่นานนัก หากเรายังไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ยังหวังเล็กๆ ว่าจะมีผู้นำที่เห็นการณ์ไกลเก็บเอาเรื่องนี้ไปคิดดู เพื่อชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ต้องล่มจมเพราะมีแต่ประชาชนขี้โรค







