
ละคร
ความเป็นเด็กมักจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก โดยเฉพาะการเสพข่าวสารจากการดูทีวี
ความเป็นเด็กมักจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก โดยเฉพาะการเสพข่าวสารจากการดูทีวี
โดย...ปู โลกเบี้ยว
ความเป็นเด็กมักจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก โดยเฉพาะการเสพข่าวสารจากการดูทีวี หรือพวกโซเซียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย การที่จะปล่อยให้เด็กๆ ได้นั่งดูทีวีเพียงลำพังอาจทำให้เด็กเลียนแบบในสิ่งที่ไม่ควรได้ จึงมีการจัดเรตติ้งของคนชม ว่าวัยไหนควรระวังบ้าง เรื่องราวแบบไหนที่พ่อแม่ควรอยู่ดูไปพร้อมๆ กับลูกๆ ด้วย เพราะอาจจะมีภาพที่ล่อแหลม แล้วเด็กไม่เข้าใจ แต่ชอบจำ อย่างที่เคยเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง ว่าเด็กๆ ชอบเลียนแบบในหนังด้วยการเล่นของมีคม เอามีดดาบของจริงมาฟันเล่นกันบ้างล่ะหรือแร้งสุด ก็ที่ผูกคอตายตามตัวเอกในละคร เห็นข่าวแล้วก็สลดอยู่
ตอนนี้ปูเจอเข้ากับตัวเองเลยล่ะ แม่ของปูไง คนแก่อ่ะนะ นั่งๆ นอนๆ ดูทีวีจะให้ไปไหนล่ะชิมิ แม่ปูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ติดละครทีวี รู้จักดารามากกว่าปูซะอีกแหนะ ขนาดบางครั้งปูเห็นแม่นั่งหลับขณะเปิดทีวีเสียด้วยซ้ำ แต่ลองถามดูซิว่าเรื่องเป็นยังไงไปถึงไหนแล้ว แม่ตอบได้หมด ทั้งๆ ที่นั่งหลับเห็นๆ และแล้วก็มีละครเรื่องหนึ่งที่ทำให้ปูและน้องถึงกับเดือดร้อนไปตามๆ กันเชียวคือ ละครเรื่องนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ผัวลูกสะใภ้ คือ คุณแม่ในละครอ่ะรักลูกชายมาก ใครมาเป็นแฟนหรือเป็นคนรัก ยัยคุณแม่มักจะต้องกำจัดออกไปจากชีวิตลูกชายซะหมด ด้วยมารยาร้อยเล่มเกวียน บางครั้งยอมทำตัวเองให้เจ็บป่วยเพื่อให้ลูกชายได้กลับมาปรนนิบัติและอยู่กับตัวเองตลอดเวลา
มาถึงด้านแม่ของปูบ้าง แม่ปูเนี่ยจู่ๆ ก็ป่วยขึ้นมาขนาดลุกไม่ขึ้น นอนซมปวดโน่น ปวดนี่ และจะคอยโทรเรียกเจ้าน้องชายปูให้มาดูแลอยู่ตลอดเวลา น้องชาย ต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำกันล่ะ ไอ้แรกๆ ปูก็คิดว่าคงเป็นเพราะเจ้าน้องชายปูน่ะมันว่าง ไม่ได้ทำอะไร และก็อยู่บ้านตลอด แม่จึงได้เรียกใช้บ่อยๆ ส่วนปูนั้นต้องออกไปทำงานนอกบ้านจึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลท่าน ส่วนไอ้น้องชายปูน่ะมันก็ชอบไปรำคาญแม่ ตามใจบ้าง ไม่ทำให้บ้าง บางทีก็ใช้เมียตัวเองมาปรนนิบัติแม่บ้าง แต่แม่กลับไม่ดีขึ้นเลย เพราะทุนเดิมก็ไม่ค่อยชอบน้องสะใภ้นัก (ประมาณแม่ผัวกะลูกสะไภ้อ่ะ) ยิ่งแย่ลงทุกวัน ไม่ยอมเดิน นอนอย่างเดียว บอกกำลังจะตาย ปูเลยต้องพาส่งโรงพยาบาลซิ พอถึงมือคุณหมอ ตรวจอย่างละเอียดเล้ย ภายใน ภายนอกตรวจเลือด คุณหมอ บอกว่า “คุณป้าครับ ทุกอย่างดีหมดนะครับ ตับดี ไตดี หัวใจดี อาจมีไขมันที่เกินๆ หน่อย เพราะดูคุณป้าอ้วนขึ้นนะครับ” แม่ก็เริ่มเลย “โอ๊ย! ปวดสะโพกเดินไม่ไหว เข่าก็บวม” เอาล่ะซิ คุณหมอก็เลยต้องตรวจเช็กกันใหม่ แล้วบอกว่าคุณป้าครับเนี่ยเขาเรียกว่าอ้วนครับ แต่แม่ปูก็ยังโอดครวญอยู่อีก คุณหมอเลยต้องส่งตัวไปเอกซเรย์ เพื่อให้รู้กันไปเลยว่ากระดูกกระเดี้ยเป็นอะไรหรือเปล่า ผลออกมาก็แข็งแรงดีไม่ได้แตกหักอะไร นอกจากว่ามันอาจจะเสื่อมสภาพไปตามอายุเท่านั้น
กลับบ้านได้ไอ้น้องชายเล่นงานแม่เลยว่า “คุณแม่เป็นอะไรมากอ่ะป่าวเนี่ย” พอกลับบ้านสองวันแรกก็ดูดีขึ้น วันที่สามเท่านั้นแหละ เอาอีกแล้ว แม่เริ่มป่วยอีก ถึงขนาดเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าอยากจะไปนอนโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่เป็นคนที่กลัวมากถ้าต้องไปนอนโรงพยาบาล จนน้องชายปูเริ่มสังเกตว่าทำไมพฤติกรรมของแม่ถึงได้คล้ายๆ กับละครที่กำลังออกอากาศอยู่แล้วงอแงกลายเป็นเด็กน้อยเชียว เลยมาปรึกษาปูให้ช่วยกันลองจับผิดแม่ดู ปูเลยถามแม่ว่าทำไมต้องเป็นน้องชายด้วย เรียกใช้น้องจนน้องมันโมโหแล้ว แม่บอกว่า “ก็ให้อู๋ทายาแล้วมันหายนี่” ปูเลยถึงบางอ้อว่า... เออ! เหมือนในละครเด๊ะ คือพยายามอ้อนลูกชายไม่ให้ลูกชายมีเวลาอยู่กับเมียเลยอ่ะ
พอชัวร์ทั้งพี่ทั้งน้องเล่นงานแม่ทันที บอกนั้นมันละครชีวิตคนเราจะให้เหมือนกันได้ยังไงล่ะ เราก็ต้องมีชีวิตของเราเองดิ แต่ปูเข้าใจแม่นะ ขนาดพวกที่เขาดูสถานีการเมืองสองสีนั้นอ่ะ เขายังคล้อยตามกันได้เลย แล้วแม่ปูน่ะจังหวะชีวิตตอนนี้ (ตามดวงชะตาอ่ะนะ) เปราะบางคล้อยตามเชื่อคนง่ายและเหงาหงอยมาก จึงทำให้เขาพยายามหาเรื่องเรียกร้องความสนใจจากลูกๆ เอาอย่างในละครเพราะตอนจบยังไงก็แฮปปี้เอนดิงอยู่แล้วไง แต่ก็ยังโชคดีนะที่ไม่ไปโดนใครเขาหลอกลวงเอาไปทำมิดีมิร้ายเข้าให้ เพราะความหัวอ่อนเชื่อคนง่ายน่ะซิ
ปูและน้องชายจึงพาแม่ออกไปเดินเที่ยวเล่นตามห้าง พาไปแต่งตัว ทำเล็บ ทำผม และนั่งฟังเวลาที่แม่เล่าเรื่องอะไรเรื่อยเปื่อย ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ไม่อยากฟัง ก็ต้องทำเป็นสนใจสิ่งที่เขาพูดบ้าง ไม่นานแม่ปูก็กลับมาเป็นแม่คนเดิมที่ร่าเริงเดินได้ซะงั้นแหละ ทำให้ต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่า ไม่ใช่แต่เด็กน้อยเท่านั้นนะที่เราต้องคอยเอาใจใส่ดูแล คนแก่ๆ ก็กลายเป็นเด็กได้เหมือนกัน จึงไม่ควรมองข้ามผู้ชราเด็ดขาดเลย







