
พลังของแผ่นดิน : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ‘นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยชน’ พระองค์แรกของโลก
โดย...รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
โดย...รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
สัปดาห์นี้อาจารย์ ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังคงเป็นแขกรับเชิญของคอลัมน์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของพวกเราชาวไทย ผู้เขียนจึงขอเลื่อนบทความที่เกี่ยวกับความมั่นคงในสิทธิในที่ทำกินที่ได้จาก ส.ป.ก. 401 กับผลต่อการศึกษาหรือการไปโรงเรียนของเด็กๆ ในเขตชนบท ไปเล่าในสัปดาห์หน้า และขออนุญาตเล่าถึงพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวต่อการพัฒนาแผ่นดินของเราผืนนี้ ในสัปดาห์นี้แทนนะคะ
“ท่านผู้อ่านก็อาจจะเหมือนกับผู้เขียน ซึ่งเติบโตขึ้นมากับภาพและข่าวที่มีอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและโครงการต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรอันเสมือนหัวใจของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของแผ่นดินไทย พระราชกรณียกิจไม่ว่าจะเป็นการที่ทรงนำหญ้าแฝกมาปลูกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน จนประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางของภูมิปัญญาในเรื่องนี้ หรือการที่ทรงตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อการศึกษาและพัฒนาดินอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ซึ่งเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูดินตามธรรมชาติ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เพื่อศึกษาปัญหาของดินเปรี้ยวจัด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ที่ศึกษาปัญหาของดินเค็มต่อการให้กำเนิดชีวิตของสัตว์และพืช ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ซึ่งศึกษาปัญหาดินกรวดแห้งแล้งที่เป็นที่มาของปัญหาการบริหารจัดการต้นน้ำลำธาร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เพื่อศึกษาปัญหาการจัดการดินและน้ำของภาคอีสาน และศูนย์การพัฒนาห้วยทรายฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาดินเสื่อมโทรมที่เป็นดินทรายมีแร่ธาตุน้อย เป็นต้น
สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences – IUSS) ได้สรุปไว้อย่างน่าฟังว่า “โครงการต่างๆ และพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เหล่านี้ได้เกิดขึ้นก็เพราะว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงตระหนักถึงพื้นที่นับล้านไร่ในภูมิภาคต่างๆ ของแผ่นดินไทย ที่นอกจากจะมีปัญหาดินไม่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นฐานแล้ว ผืนดินยังมีปัญหาอื่นๆ ทั้งทางเคมีและฟิสิกส์อีกด้วย ส่งผลให้ผลผลิตในการเกษตรต่ำ ส่งผลให้ราษฎรมีฐานะยากจน ด้วยความใส่พระราชหฤทัยดังกล่าว ยังส่งผลให้วงการวิชาการปฐพีวิทยาในประเทศไทยตื่นตัวที่จะร่วมกันวิจัยเพื่อฟื้นฟู บูรณะ พัฒนาทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริอย่างเข้มแข็งอีกด้วย”
ดังนั้น คงไม่ใช่มีเพียงแต่คนไทยอย่างพวกเราที่มีภาพของพระองค์ท่าน ที่ทรงเป็นเสมือนนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์คิดค้น ทั้งทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพในการบูรณาการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เข้ามาร่วมในการพัฒนา โดยทรงเข้าถึงกฎของความสัมพันธ์ของธรรมชาติ สภาพภูมิสังคม และวิถีชีวิตของพสกนิกร จึงส่งผลให้งานพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอำนวยประโยชน์และสัมฤทธิ์ผลอย่างยั่งยืนแก่ประเทศชาติและพสกนิกร
การพัฒนาดินเป็นงานด้านหนึ่ง ที่พระองค์ท่านได้ทรงทุ่มเทตลอดรัชสมัยเพื่อพสกนิกรที่อาศัยผืนดินเป็นที่ทำมาหากินสามารถพึ่งตนและอยู่ดีมีสุข จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับในระดับนานาชาติ ดังจะเห็นได้จากที่ประชุมของสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ซึ่งมีสมาชิกสังกัดอยู่ในสมาคมของประเทศและภูมิภาคต่างๆ กว่า ๘๖ สมาคม มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยชน (The Humanitarian Soil Scientist) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน และกราบบังคมทูลเชิญให้ทรงดำรงตำแหน่ง A Life Membership ในวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมาค่ะ
สำหรับผู้เขียนแล้ว หากมีใครสักคนถามว่า หัวใจของคนในธรณีนี่นี้นั้นเล่า ใครครอง ผู้เขียนก็คงไม่ลังเลเลยที่จะตอบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี่เอง เพราะทรงแสดงให้เห็นตลอดมาว่า ทรงเป็นพลังของแผ่นดิน สมกับพระนามภูมิพลฯ







