
ดั่งเม็ดทราย
ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
มีโยมมาปรึกษาผู้เขียนว่า ทะเลาะกับลูก ไม่คุยกันมาสามวันแล้ว
ผู้เขียนถามว่า “ระหว่างลูกกับทิฏฐิ (อาการที่ไม่ยอมคุยกัน) คุณรักอะไรมากกว่ากัน”
“รักลูกมากกว่าค่ะ” เธอตอบ
“ในเมื่อรักลูกมากกว่า ทำไมไม่ยอมวางทิฏฐิ” ผู้เขียนถาม
“ถ้าเรายอมคุยกับลูกก่อน เดี๋ยวลูกก็ได้ใจ” เธอตอบ
“ลูกอายุเท่าไร”
“17 ปีค่ะ”
“ตอนนี้อยู่ไหน”
“ไปพักอยู่ที่หอพักของเพื่อนแล้ว”
“รู้ได้อย่างไรว่าที่หอพักนั่นจะปลอดภัย”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
“ห่วงลูกไหม”
“นอนไม่หลับมาสามคืนแล้วค่ะ”
“ถ้าคุณรักทิฏฐิมากกว่า คุณก็คงต้องนอนกอดทิฏฐิต่อไป แต่ถ้าคุณรักลูก ก็ทิ้งทิฏฐิเสีย ไปรับลูกคืนมา” ผู้เขียนแนะ
เช้าวันรุ่งขึ้น เธอคนนั้นโทรศัพท์มาบอกว่า ยอมไปรับลูกมาอยู่ด้วยกันที่บ้านและคุยกันดีแล้ว วันนี้จะไปส่งลูกเรียนพิเศษเหมือนเดิม ผู้เขียนก็พลอยอนุโมทนาว่าทำถูกแล้ว ที่เลือก “กอดลูก” มากกว่า “กอดทิฏฐิ” “ทิฏฐิ” ไม่มีตัวตน แต่บางครั้งเราก็รักมันยิ่งกว่าคนเป็นๆ ซึ่งมีตัวตนเสียอีก
ในชีวิตคู่ก็ย่อมมีบางวันที่เหตุการณ์เช่นข้างต้นนี้จะเกิดขึ้น บางอย่างไม่มีทางเลี่ยง บางคนบางคู่เมื่อถึงวันที่ลิ้นกับฟันกระทบกันก็แก้ปัญหาได้ ยอมลงให้แก่กันและกัน แต่บางคนบางคู่ เมื่อลิ้นกับฟันกระทบกันแล้วก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคู่ ต่างคนต่างแยกกันเดินไปคนละทาง ทั้งๆ ที่หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ยอมวางทิฏฐิ” เสียบ้างเท่านั้น อันตรายใหญ่หลวงในชีวิตคู่ก็คงไม่เกิดขึ้น
คำถามสำคัญก็คือว่า “ทำอย่างไร เราจึงจะสามารถวางทิฏฐิได้อย่างง่ายดาย”
คำตอบหนึ่งที่มองเห็นตอนนี้ก็คือ เราคงต้องใช้สติพินิจดู ผลดี ผลเสีย ของการกอดทิฏฐิกับการกอดคนที่เรารัก ว่าอะไรจะทำให้ “ได้” หรือ “เสีย” มากกว่ากัน
เรื่องเช่นนี้คนที่รู้ดีที่สุดก็คือคนที่อยู่ในสถานการณ์จริง ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัว ชนิดฉีกซองเติมน้ำแล้วดื่มได้ทันที
.. .. ..
คุณปู่คนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐีครอบครองเกาะแสนสวยแห่งหนึ่ง ทุกวันมีคนไปเยี่ยมชมเกาะของคุณปู่มิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งคุณปู่ก็ล้มป่วย ด้วยความรักอาลัยเสียดายเกาะที่สร้างสรรค์พัฒนามากับมือ คุณปู่จึงเดินไปที่ชายหาด เรียกลูกหลานมานั่งรายล้อม แล้วสั่งว่า
“เกาะนี้ปู่สร้างสรรค์มากับมือ ตั้งแต่ยังไม่เคยมีใครย่างเหยียบมาเที่ยว จนกลายเป็นเกาะมีชื่อ ขอให้ลูกหลานทุกคนรักษาเกาะนี้ไว้ให้ดีที่สุด”
ว่าแล้วคุณปู่ก็หยิบทรายมาเต็มกำมือ พินิจดูทรายในมืออย่างสงบ เหมือนจะจำหลักทราย ทุกเม็ดไว้ในความทรงจำ ทันใดนั้นเองคุณปู่ก็ดับชีพลงไปอย่างสงบต่อหน้าลูกหลาน
นาทีเดียวที่ดับจิต คุณปู่ก็ถือปฏิสนธิเป็นเทวดาบนสวรรค์ แต่ก่อนเข้าแดนสวรรค์ มีเจ้าหน้าที่สวรรค์คนหนึ่งมาบอกคุณปู่ว่า “เทวดามาใหม่จะเข้าไปเสวยสุขในทิพยวิมานได้ ต้องปล่อยวางทุกอย่างที่ติดตัวมาแต่โลกมนุษย์เสียก่อน”
คุณปู่มองตัวเองพบว่ามีทรายอยู่เต็มกำมือ เทวดาเจ้าหน้าที่จึงบอกให้ปล่อยทรายในกำมือเสียก่อน เทวดาคุณปู่จึงบอกว่า “ทรายนี้คือสัญลักษณ์ของเกาะทั้งหมด ฉันรักเกาะนี้มาก หยิบมาจากโลกมนุษย์จะให้ปล่อยง่ายๆ ได้ยังไง” ไม่ว่าจะชี้แจงอย่างไร เทวดาคุณปู่ก็ไม่ยอมปล่อยทรายในกำมือ
ในที่สุดเจ้าหน้าที่สวรรค์จึงสรุปว่า “ถ้าคุณไม่ปล่อยทรายในมือ คุณก็อยู่หน้าประตูสวรรค์ไปแล้วกัน”
คุณปู่เทวดาจึงได้แค่ยืนอยู่ธรณีประตูสวรรค์นานแสนนานด้วยความลำบาก มาเกิดบนสวรรค์ แต่ไม่ได้เสวยสวรรค์ ช่างน่าสมเพชจริงๆ
กระทั่งเวลาผ่านไปหลายสิบปี วันหนึ่งมีนางฟ้าคนหนึ่งมาปฏิสนธิบนสวรรค์ เทวดาคุณปู่จำได้ว่านางฟ้าคนนั้นคือ หลานสาวของตัวเองในโลกมนุษย์ จึงดีใจมาก วิ่งเข้าไปกอดนางฟ้าหลานสาวด้วยความดีใจ นาทีที่เทวดาคุณปู่อ้าแขนกางมือออกนั้นเอง ทรายในกำมือก็ร่วงลงหมดสิ้น พร้อมๆ กับที่ประตูแดนสวรรค์ก็เปิดออก
คุณปู่ตกใจเป็นอย่างมากที่มองเห็นว่า ในแดนสวรรค์นั้นมีเกาะทิพย์ ซึ่งเหมือนเกาะสวรรค์ของตัวเองบนโลกมนุษย์ทุกอย่าง รอให้ตนมาครอบครองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว คุณปู่จึงถามเจ้าหน้าที่สวรรค์ว่า “เกาะของผมมาอยู่บนสวรรค์พร้อมๆ กับผม แล้วทำไมคุณไม่บอกผมตั้งแต่แรกเล่า ผมจะได้มาเสวยสุขเสียแต่แรกที่มาเกิดเป็นเทวดา”
เจ้าหน้าที่สวรรค์บอกว่า “เราเตือนคุณแล้วให้ปล่อยวางทุกอย่างเสียก่อน จากนั้นคุณจะได้เสวยสุข แต่เมื่อคุณไม่ปล่อยวาง ทิพสมบัติทั้งปวงของคุณก็เลยไม่มีใครเป็นเจ้าของ เกาะทิพย์ของคุณน่ะเขารอคุณมาพำนักตั้งนานแล้ว”
คุณปู่ได้ยินเช่นนั้นจึงรำพึงกับตัวเองว่า “รู้อย่างนี้ฉันปล่อยทรายในมือเสียตั้งแต่แรกก็ดีแล้ว”
สำหรับคนรักสองคนที่ทะเลาะกัน แล้วต่างก็ไม่ยอมปล่อยเม็ดทรายแห่งทิฏฐิ อ่านเรื่องนี้แล้ว น่าจะยอมให้แก่กันและกันได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าหากไม่มีใครยอมใคร ก็คงต้องได้แต่อยู่อย่างโดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา และอมทุกข์ไปตราบนานเท่านาน







