
Dislike
โดย...คุณวีรณัฐ โรจนประภาwww.veeranut.com, www.facebook.com/kidmai
โดย...คุณวีรณัฐ โรจนประภาwww.veeranut.com, www.facebook.com/kidmai
งานที่ผมรักมากคืองานบรรยาย โดยเฉพาะหากได้พูดในหัวข้อ “ออกแบบชีวิตใหม่” ซึ่งเป็นหลักสูตรของผมเอง ผมจะยิ่งมีความสุขมากๆ แม้หัวข้อนี้จะค่อนข้างหนักและเหนื่อย เพราะจะต้องพาผู้ฟังย้อนหลังไปถึงอดีตตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาการของมนุษย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ (โลภะ) และการรักษาผลประโยชน์ (โทสะ) ทั้งยังต้องพาทุกคนมามองชีวิตตนด้วยมุมมองที่ถูกต้อง ให้ได้เป้าหมายที่ถูกต้องและสามารถใช้ชีวิตที่ถูกต้อง คือเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและสังคม
คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนมากมาจากการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองผิด ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองเป็นจริงๆ ตั้งตามๆ กันไปตามกระแสสังคม เหมือนเราฝึกม้าของเราให้ปีนต้นไม้ อย่างนี้เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ แต่ถ้าเรารู้พื้นฐานม้าเราตั้งเป้าให้มันวิ่งเร็วแล้วฝึก พยายามอย่างหนัก เช่นนี้ ต่อให้ไม่ชนะเลิศการแข่งขัน แต่อย่างไรก็เข้าเส้นชัยแน่
ชีวิตเราก็เช่นกันครับ ถ้าเรารู้และกำหนดเป้าหมายได้เป็นของเราจริง เราย่อมเดินไปสู่รางวัลของชีวิตแน่
และหลังจากได้เป้าที่ดีและเป็นของตนจริงๆ แล้ว ผมได้แนะนำให้ผู้ร่วมใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนโดยแบ่งขั้นตอนการเปลี่ยนชีวิตตนเองเป็น 4 ขั้น คือขั้นความรู้ที่ถูกต้อง อาชีพที่ถูกต้อง สังคมที่ถูกต้อง และการปฏิบัติจิตภายในที่ถูกต้อง ซึ่งเนื้อหานั้นยาวจนเกินกว่าจะนำมาลงในที่นี้ได้ หากใครสนใจดูรายละเอียดได้ในเฟซบุ๊กผมที่ http://www.facebook.com/kidmai นะครับ
สำหรับบทความนี้ ผมอยากนำขั้นที่ผู้เรียน (ทุกรุ่น) สนใจมากที่สุดมาแบ่งปันกัน นั่นคือขั้นการเลือก “อาชีพ”
หลักการที่ผมสอนก็คือ ยิ่งเราให้ เรายิ่งได้ เรายิ่งแก้ปัญหาเขาได้มากเท่าไหร่ เขายิ่งตอบแทนเราให้รุ่งเรืองมากเท่านั้น ดังนั้นการจะหาว่าตนควรทำอาชีพอะไร จึงต้องเริ่มจากสำรวจว่า “เรามีอะไรที่จะมอบให้แก่ผู้อื่น” มิใช่เริ่มจากคิดว่าขายอะไร ทำอะไรถึงจะขายดี มีกำไรมากๆ ซึ่งเป็นการเริ่มมองอาชีพตนจากความโลภ (ดั่งที่คนส่วนใหญ่มักเป็นกัน) มันสุ่มเสี่ยงจะตกไปในวงจรแห่งหายนะได้ง่าย อาจไม่ถึงขั้นทำผิดกฎหมาย ศีลธรรม แต่ใจที่มุ่งจะเอาย่อมเร่าร้อนแน่นอน
ขณะที่หากเริ่มด้วยการให้ใจย่อมเปิด เบาอิ่มสุขจากการทำงานนั้น ซึ่งผลย่อมออกมาดี ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแก้ปัญหาของเราเขาย่อมตอบแทนงานของเราที่ช่วยให้เขาสุขสบายขึ้น
และผมมักยกตัวอย่าง Mark Zuckerberg กับ Facebook ว่าที่เขาสำเร็จก็เพราะเขาแก้ปัญหาให้ประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก เพราะคนสมัยนี้มีปัญหาใหญ่เหมือนกัน คือ “ความเหงา” อยากได้เพื่อน ซึ่ง Facebook แก้ปัญหานี้ได้ด้วยการหาเพื่อนให้เราผ่านตัววัด คือ จำนวน Friend
นอกจากนี้ อีกปัญหาใหญ่ของคนทั้งโลกก็คือการเรียกร้องหาความยอมรับในตัวตน ซึ่ง Facebook ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างตรงเป้าผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า Like
คนที่โพสต์ข้อความไปก็อยากเห็นจำนวน Like ที่เพื่อนกดให้จำนวนมากๆ
เป็นเสมือน “ตัวชี้วัด” ความนิยมในตัวตนของคนโพสต์ ยิ่งมีมากยิ่งพองฟู มีความสุขมาก แต่หากน้อยก็เศร้าไป จืดๆ และไม่แน่อีกหน่อยอาจถึงขั้นมีคนฆ่าตัวตายเพราะจำนวน Like ที่น้อยกว่าที่หวังนี้
ทำไมขนาดนั้น?
ก็เพราะทุกคนล้วนต้องการมีตัวตนของตนอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเสมอ
แต่เดิมเรามีเพื่อนบ้าน เรามีสังคมใหญ่ในหมู่บ้าน มีคนรู้จักเราว่าคือ หลานลุงชม ลูกพ่อแม้น หลานยายมา เดินไปไหนต่อไหนในหมู่บ้านก็มีคนรู้จัก มีตัวตนให้ยึดถือ
แต่สิ่งเหล่านี้สูญสิ้นไปหมด เดินเข้าลิฟต์ขึ้นคอนโดมิเนียมที่พักมานับสิบปีร่วมกับคนอื่นก็ไม่มีใครรู้จักเรา
เดินไปซื้อของร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยมีแต่คนขายที่ร้านที่ทักตามคำสั่งว่า “รับขนมจีบเพิ่มไหมคะ”
ชีวิตเราอยู่ท่ามกลางมหาชน แต่อาจมีคนที่รู้จักเราไม่ถืงนิ้วมือนับ ความโหยหาความดำรงอยู่ของตัวตนนี่เองที่ผลักดันให้เราทำสารพัดสิ่งเพื่อให้ได้มา บางคนสร้างชื่อ (ตัวตน) ในทางถูก แต่บางคนไม่สนทางไหนก็ได้ Like ใน Facebook ตอบโจทย์นี้ได้ที่หากไม่คิดมากก็น่าจะไม่เลวร้ายอะไร ถือว่าอย่างน้อยก็ยังมีทางออกให้กับคนที่ติดยึดตัวตน แต่หากมองต่อว่าแล้วชีวิตเราควรหรือที่จะพึ่ง “ยา” ตัวนี้ในการรักษา มันก็จะกลับไปสู่เรื่องตะวันออก ตะวันตกกันอีกมิติ เหมือนอย่างการรักษาพยาบาลที่ตะวันตกเด็ดขาดรวดเร็วแต่มีผลข้างเคียง ตะวันออกช้าหน่อยเป็นธรรมชาติบำบัด
ตัวตนตะวันตกก็ได้ตัวตนจากโลกไซเบอร์ เป็นใครสักคนในโลกเสมือน ส่วนตะวันออกเป็นโลกจริง
เมื่อไหร่ที่เฟซบุ๊กมี Dislike ผมพยากรณ์ว่าความนิยมคงลดน้อยลง เช่นเดียวกับหากเมื่อใดชุมชนไม่สามัคคีกัน สังคมคงล่มสลาย ซึ่งประเด็นนี้คงต้องแยกไปคุยกันเป็นการเฉพาะ แต่ที่อยากย้ำให้เห็นเกี่ยวกับประเด็นการเลือกอาชีพที่เหมาะสมของตนก็คือการมองให้ลึกถึงความสำเร็จของ Facebook
ทั้ง Friend และ Like ล้วนเป็นการแก้ปัญหามหาชนคือความเหงาและการยอมรับตัวตนของมนุษย์ ดังนั้นหากคุณอยากรวย อยากสำเร็จ จึงต้องตั้งเป้าโดยเริ่มจากการคิดแก้ปัญหาให้ผู้อื่น
อยากรวยต้องเริ่มจากคิดให้ครับ!







