
พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตตโก (2)
หมายเหตุ : พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก เป็นศิษย์อาวุโสรูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นกัลยาณมิตรกับ หลวงปู่สีลาอิสฺสโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เรื่องราวของท่านไม่ได้ปรากฏแพร่หลายนัก อย่างไรก็ตามหลังจากตรวจค้นโดยละเอียดแล้ว พบว่า คุณอาบ นคะจัด เคยรวบรวมและเรียบเรียงประวัติท่านไว้และพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทานมาก่อนแล้ว เพื่อเผยแผ่เกียรติประวัติของท่านและให้อายุของความนี้ได้สืบเนื่องไปจึงขอนำเรื่องราวดังกล่าวมาเผยแผ่ต่อ โดยคงความไว้เช่นเดิมทั้งหมดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
หมายเหตุ : พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก เป็นศิษย์อาวุโสรูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นกัลยาณมิตรกับ หลวงปู่สีลาอิสฺสโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เรื่องราวของท่านไม่ได้ปรากฏแพร่หลายนัก อย่างไรก็ตามหลังจากตรวจค้นโดยละเอียดแล้ว พบว่า คุณอาบ นคะจัด เคยรวบรวมและเรียบเรียงประวัติท่านไว้และพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทานมาก่อนแล้ว เพื่อเผยแผ่เกียรติประวัติของท่านและให้อายุของความนี้ได้สืบเนื่องไปจึงขอนำเรื่องราวดังกล่าวมาเผยแผ่ต่อ โดยคงความไว้เช่นเดิมทั้งหมดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
เมื่อญัตติใหม่แล้ว ในปีนั้นท่านอาจารย์เกิ่ง ได้ออกจากวัดโพธิชัย ไปจำพรรษาอยู่ ณ เสนาสนะป่า บ้านสามผง (ห่างจากวัดโพธิชัย ประมาณ 1 กิโลเมตร) กับท่านอาจารย์มั่นได้ฟังพระธรรมเทศนา และโอวาทของท่านพระอาจารย์มั่น และได้ปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่นในฐานะลูกศิษย์ตลอดพรรษา รวมเวลาที่ท่านอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่บ้านสามผง 2 พรรษา คือก่อนท่านอาจารย์เกิ่งญัตติใหม่ 1 พรรษา และหลังท่านอาจารย์เกิ่งญัตติอีก 1 พรรษา
เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้เดินธุดงค์จาริกไปยังถิ่นต่างๆ เพื่อเผยแพร่ศีลธรรมแก่ประชาชน พร้อมกับภิกษุสามเณรจำนวนมาก มีท่านอาจารย์เกิ่งกับท่านอาจารย์สีลาร่วมคณะไปด้วย
เมื่อถึง จ.อุบลราชธานี ท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาที่บ้านหนองขอน ส่วนท่านอาจารย์เกิ่งกับท่านอาจารย์สีลา ได้พากันไปจำพรรษาที่บ้านน้ำปีก อ.อำนาจเจริญ เป็นเวลา 2 พรรษา ได้สร้างวัด (สำนักสงฆ์) ไว้ที่นั้นด้วย ต่อจากนั้นก็เที่ยวธุดงค์ไปท้องที่จังหวัดต่างๆ กับท่านอาจารย์สีลา ได้มาถึงเมืองขอนแก่นแล้วไปพักอยู่บ้านศรีฐาน ได้สร้างวัด (สำนักสงฆ์) ไว้ที่นั้นอีก ปัจจุบันชื่อว่าวัดป่าชัยวัน ท่านอาจารย์เกิ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้นานเท่าใดไม่ปรากฏชัดแจ้ง แต่ทราบว่าที่บ้านศรีฐานนี้มีคนเคารพนับถือท่านมาก
เมื่อท่านอาจารย์เกิ่งได้เที่ยวธุดงค์ไปทาง จ.นครราชสีมา และขอนแก่น พอควรจนได้แนวทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมั่นคงแล้ว ก็กลับมาอยู่เสนาสนะป่าบ้านสามผงอีก ได้สร้างวัดป่า (วัดโพธิชัยปัจจุบัน) ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น เคยจำพรรษาอยู่บริเวณนั้น ขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ถาวรดังได้กล่าวถึงแล้ว
ครั้งนั้นประชาชนชาวบ้านสามผงและหมู่บ้านเครือญาติใกล้เคียง เช่น บ้านศรีเวินชัยและบ้านดงน้อย เป็นต้น นับถือศาสนาพุทธก็จริง แต่ยังมีความเคารพเชื่อถือ ผีไท้ผีปู่ตา และไสยศาสตร์ สืบมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อาจารย์เกิ่งเห็นว่าเป็นการเชื่ออย่างงมงาย ไร้เหตุผลผิดหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เท่ากับว่ายังไม่เคารพนับถืออย่างมั่นคงในพระรัตนตรัย ท่านจึงตั้งปณิธานและแนะนำสั่งสอนให้ประชาชนแถบนั้นเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งอย่างแท้จริง ด้วยอุบายวิธีต่างๆ ที่เหมาะสม โดยใช้บารมีของท่านเป็นกุศโลบาย เช่น ครอบครัวใดนับถือผีไท้ ผีปู่ตา อย่างงมงายมาก ท่านจะไม่รับนิมนต์และไม่ให้พระภิกษุสามเณรในปกครองของท่านไปสวดมนต์ทำบุญแก่ครอบครัวนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานศพหรืองานมงคล ท่านจะบอกว่าให้เขาไปนิมนต์ผีไท้ ผีปู่ตา ที่เขานับถือนั้นไปสวดมนต์ทำบุญให้เถิด ดังนี้เป็นต้น แต่นั้นมาความเชื่อและนับถือผีต่างๆ ของชาวบ้านแถบนั้น รวมทั้งศาลผีและพิธีเซ่นผีของชาวบ้านก็ค่อยหมดไป นับว่าท่านอาจารย์เกิ่งได้ปฏิวัติฟื้นฟูจิตใจของประชาชนในถิ่นนั้นให้ตื่นจากความหลงงมงายได้อย่างน่าสรรเสริญ
การฝักใฝ่พระธรรมวินัยของท่านอาจารย์เกิ่ง พร้อมทั้งการประพฤติพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด และการปฏิบัติตามปณิธานอย่างมั่นคงในการเผยแพร่พระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณรและประชาชนร่วมญาติ ร่วมชาติของท่าน ตลอดเวลาในชีวิตของท่าน ด้วยความอุตสาหะ วิริยะอย่างยิ่ง เป็นที่ประจักษ์แก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนที่เคารพนับถือทั่วไป เหตุคงเนื่องจากท่านอาจารย์เกิ่งได้ตั้งปรารถนาพุทธภูมิไว้ในใจของท่านนั่นเอง เพราะกลางคืนวันหนึ่งท่านอาจารย์เกิ่งได้เคยปรารภกับท่านอาจารย์ตื้อ ณ วัดป่า (สำนักสงฆ์) แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ขณะท่านไปพักเยี่ยมท่านอาจารย์ตื้อ หลังจากท่านอาจารย์เกิ่งไปพักกราบเยี่ยมนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าเปอะ บ้านป่าเปอะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้ 34 คืน ท่านอาจารย์ตื้อซึ่งพักอยู่ที่วัดป่าเปอะกับท่านพระอาจารย์มั่น ได้กล่าวชวนท่านอาจารย์เกิ่งไปพักที่วัดป่าแม่ริม ซึ่งท่านอาจารย์ตื้อได้สร้างไว้ ปีนั้นเป็น พ.ศ. 2482 เห็นจะได้ คืนนั้นท่านอาจารย์ทั้งสองนั่งสนทนาธรรมกัน โดยมีสามเณรเล็กๆ รูปหนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์เกิ่งนั่งอยู่ด้วย
ท่านอาจารย์เกิ่งได้พูดกับท่านอาจารย์ตื้อ ตอนหนึ่งในคืนนั้น ใจความว่า “...พุทธภูมิเป็นภาระที่หนักมาก ไม่เหมือนกับปัจเจกภูมิ บางครั้งก็อ่อนใจ เบื่อหน่าย อยากสละความปรารถนานั้น...”
ท่านอาจารย์เกิ่งกับท่านอาจารย์ตื้อ เกิดที่หมู่บ้านชนบทใกล้กัน คือ บ้านสามผงและบ้านข่าตามลำดับ หมู่บ้านทั้งสองห่างกันประมาณ 12 กิโลเมตร ท่านทั้งสองจัดว่าเป็นกัลยาณมิตรที่สนิทต่อกันเป็นอย่างยิ่ง
5.การพัฒนาชุมชนในชนบทของท่านอาจารย์เกิ่ง
ความคิดและโครงการพัฒนาชุมชนในชนบทของท่านอาจารย์เกิ่ง มีมากมายหลายประการ อาจสรุปเพื่อให้สั้นพอเข้าใจง่ายได้ 2 ด้าน คือ ด้านพัฒนาคน และพัฒนาด้านวัตถุและสิ่งที่เป็นสารประโยชน์
5.1 ด้านพัฒนาคน : พิจารณาจากงานและผลงานด้านการพัฒนาคนของท่านแล้วอาจพูดได้ว่า ท่านอาจารย์เกิ่งมีธรรมจักษุอันแจ่มชัดในเรื่องความเจริญของชุมชน ว่าเกิดจากคนที่มีสติปัญญาและมีฝีมือในเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนนั้นๆ หากขาดคนที่มีปัญญาและฝีมือ ชุมชนนั้นๆ ก็จะขาดความเจริญในทุกด้าน
ดังนั้น ท่านอาจารย์เกิ่งจึงได้ทำงานด้านให้การศึกษาแก่ภิกษุสามเณร และประชาชนชาวบ้านสามผงและชาวบ้านอื่นๆ ที่เข้ามาเป็นศิษย์ของท่านอย่างต่อเนื่อง เช่นเป็นเจ้าสำนักเรียนนักธรรมและบาลี ณ วัดโพธิชัยมาโดยตลอดเวลาที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส รวมทั้งในเวลาที่พระภิกษุอื่นเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น อนึ่ง ไม่เฉพาะแต่เป็นผู้บริหารการศึกษานักธรรมและบาลีเท่านั้น ท่านยังเป็นครูผู้สอนด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพของความเป็นครูสูงมาก จนเป็นที่น่าอัศจรรย์ แม้ลูกศิษย์ภิกษุสามเณรบางรูป ที่ครูคนอื่นสอนเท่าใดก็ไม่มีทางจะทำให้เข้าใจหรือจำได้ ซึ่งคนชนิดนี้เรียกกันว่า “คนปึกหนา” หรือคนสมองทึบ เมื่อท่านอาจารย์เกิ่งรับเป็นครู ท่านจะสอนคนปึกหนานั้นให้เข้าใจ หรือจำจนได้ด้วยวิธีของท่าน โดยท่านจะไม่หัวเสียดุว่าคนปึกหนาให้เสียน้ำใจเลย
เรื่องนี้มีตัวอย่างและพยานหลักฐานในหมู่ศิษยานุศิษย์ของท่านอาจารย์เกิ่งกล่าวขวัญกันอยู่โดยทั่วไปจนถึงทุกวันนี้ นอกจากสอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณรแล้ว ท่านอาจารย์เกิ่งยังสอนความรู้และการฝีมืออย่างอื่น ที่จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตภายหน้าของภิกษุสามเณรที่อาจลาสิกขาบทออกไปเป็นฆราวาสอีกด้วย เช่น ท่านให้ไวยาวัจกรวัด จัดหาจักรเย็บผ้ายี่ห้อพาฟฟ์มาไว้ที่วัด 1 คัน แล้วสอนภิกษุสามเณรและศิษย์วัดให้เย็บจักรเป็น เพื่อเย็บสบง จีวร สังฆาฏิ ตลอดจนเสื้อกางเกงสำหรับเด็ก ท่านสอนวิธีการตัดผ้าอังสะ สบง จีวร สังฆาฏิ และเสื้อกางเกงแก่ภิกษุสามเณรและเด็กวัดด้วย สอนการฟอกหนังสัตว์ (วัว ควาย และอื่นๆ) เป็นขั้นตอนแล้วฟอกสีด้วยเปลือกไม้ จนเป็นหนังฟอกสีน้ำตาลแก่สำเร็จเป็นผืน แล้วสอนการตัดและเย็บหนังเป็นรองเท้า และของใช้อื่นๆ หลายอย่าง สอนการตีเหล็กและชุบเหล็กเป็นมีด จอบ เสียม และเครื่องใช้อื่นๆ ประจำบ้าน
ที่วัดของท่านมีโรงตีเหล็ก และเตาสูบตีเหล็กไว้เพื่อใช้ทำงานเพื่อสอน และเพื่อให้ชาวบ้านทั่วไปได้ใช้ด้วย ท่านสอนการทำกระดานดำ และทำชอล์กจากดินสอพองใช้เอง โดยให้ภิกษุสามเณรและเด็กวัดช่วยกันทำตามแบบพิมพ์ที่ท่านประดิษฐ์ขึ้น สอนการออกแบบอาคาร เช่น ศาลา กุฏิ ส้วม กระเบื้องมุงหลังคา การผสมปูนและทำเสาคอนกรีต การช่างไม้ และการก่อสร้าง และอื่นๆ อีกหลายอย่าง
มีคนบอกว่า ท่านอาจารย์เกิ่ง พร่ำสอนศิษย์เสมอว่า “คนเรามีสมอง มีมือ มีตีน ต้องรู้จักใช้มันให้ทำงานให้เกิดประโยชน์ อย่าปล่อยทิ้งมันไว้เฉยๆ ธรรมชาติสร้างมันมาให้เราใช้...อย่าหายใจเข้าออกเฉยๆ ให้รู้จักเสียดายลมหายใจ...เมื่อคิดได้ ทำได้อย่างนี้ ก็จะเป็นคนดี ตั้งตัวได้ทั้งในวัดและในบ้าน...”
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2478 ท่านลงไปทางภาคกลาง คือ กรุงเทพฯ จ.ฉะเชิงเทรา และชลบุรี นำภิกษุสามเณรและเด็กลูกศิษย์ไปด้วย คือ พระหนึ่ง เณรสอง และเด็กหนึ่ง ท่านฝากสามเณรและเด็กที่ท่านพาไปด้วยไว้กับพระผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพนับถือ เพื่อให้ช่วยอุปการะให้การศึกษาเล่าเรียน สามเณรและเด็กนั้นๆ ได้รับการศึกษาทั้งทางศาสนาและทางโลก ได้เปรียญธรรมชั้นสูง ได้ศาสนศาสตรบัณฑิตรุ่นแรก บางคนได้ศึกษาต่อชั้นปริญญาตรี โท และเอก ในประเทศและต่างประเทศ เป็นจำนวนหลายคน
เมื่อท่านลาไปภาคกลางประมาณ พ.ศ. 2478 นั้น ปีแรกท่านจำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา กับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระกรรมวาจาจารย์ของท่าน ปีต่อมาท่านจาริกไปที่ จ.ชลบุรี จำพรรษาที่พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้สร้างวัดที่พัทยา ปัจจุบันชื่อวัดชัยมงคล มอบให้ท่านอาจารย์บุญมา (พระครูไพโรจน์ปัญญาคุณ) อยู่ที่นั่น ส่วนท่านไปสร้างวัดร้างที่บ้านบางพระ อ.ศรีราชา ชื่อวัดวิเวการาม และจำพรรษาอยู่ที่นั่นหลายปี
เมื่อ พ.ศ. 2481 ท่านกลับไปบ้านสามผง เพื่อจัดงานฌาปนกิจศพพระอาจารย์คำดี พระอุปัชฌาย์ของท่าน เมื่อสมัยอุปสมบทเป็นพระมหานิกาย ท่านจัดพิมพ์หนังสือที่ท่านแต่ง ชื่อ “คำกลอนปลุกชาติ” เป็นคำกลอนภาษาไทยอีสาน ไปแจกในงานศพด้วย เสร็จงานท่านก็กลับมาอยู่วัดวิเวการามตามเดิม ท่านได้นำภิกษุสามเณรและศิษย์วัดติดตามท่านมาหลายคน ฝากให้แยกย้ายกันไปอยู่ตามวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และ จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาเล่าเรียน
ศิษย์ของท่านที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่อยู่ในเวลานี้ ก็มีหลายท่าน อาทิ พระราชสุเมธากรกวี (สุบิน ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทพนิมิต อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี และฉะเชิงเทรา พระธรรมบัณฑิต (มานิตย์ ป.ธ.9) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ พระวิบูลธรรมภาณ (วิบูลย์ ป.ธ.5) เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาส เมืองสกลนคร เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร
ศิษย์ท่านที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ก็มีหลายท่าน เช่น ท่านอาจารย์แว่นธนปาโล เป็นต้น เมื่อปี พ.ศ. 2487 ท่านอาจารย์เกิ่ง ซึ่งยังอยู่ที่วัดวิเวการาม บางพระ ได้ร่วมกับท่านอาจารย์บุญมา (พระครูไพโรจน์ปัญญาคุณ) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิชัย บ้านสามผง สมัยนั้นท่านทั้งสองได้วางโครงการศึกษาเพื่อฟื้นฟูการเรียนนักธรรมและบาลี ณ วัดโพธิชัย ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือภิกษุสามเณรที่ไม่มีโอกาสเข้ามาศึกษาในเมือง โดยขอให้ศิษยานุศิษย์ของท่านอาจารย์เกิ่ง ที่ได้รับการศึกษานักธรรมและบาลีขั้นสูงได้แล้ว กลับไปเป็นครูสอนคนละ 1 ปี และได้ส่งพระมหาสุวิทย์ สุวิตโท (ติยะบุตร) ป.ธ.5 น.ธ.เอก ต่อมารับราชการอยู่แผนกศึกษาธิการอำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) ไปเป็นครูสอนนักธรรมและบาลีรูปแรกตามโครงการ มีภิกษุสามเณรสมัครเรียนกันมาก สอนอยู่ 1 ปี ก็กลับสำนักเดิม
ปีต่อมา พ.ศ. 2488 ได้ส่งพระมหาอาบ อาภสฺสโร (นคะจัด) ป.ธ.6 น.ธ.เอก วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน พระนคร (ต่อมาเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว) ไปเป็นครูสอนนักธรรมและบาลีอยู่ 1 พรรษา แล้วก็ลากลับสำนักเดิมต่อจากนั้นก็หาครูสอนไม่ได้ กิจการโรงเรียนบาลีวัดโพธิชัยจึงจำต้องเลิกไป
เมื่อ พ.ศ. 2490 ท่านกลับไปประจำอยู่วัดโพธิชัยบ้านสามผงอีก ได้ปรับปรุงการศึกษานักธรรมและบาลีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และพัฒนาชุมชนชนบทกลุ่มน้อยที่ยังด้อยพัฒนา ทั้งทางวัตถุและจิตใจให้เจริญก้าวหน้าขึ้นตามสภาพสิ่งแวดล้อมที่อำนวยให้ ท่านเอาใจใส่ในการศึกษาของกุลบุตรมาก บำเพ็ญตนเป็นครู อุทิศชีวิตเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมให้แก่ภิกษุสามเณรและศิษย์วัด ตลอดประชาชนทั่วไปอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ท่านสอนหนังสือนักธรรมและบาลีและเทศนาเผยแพร่ศีลธรรมในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งล้มป่วยจนลุกไม่ไหว จึงหยุดสอน ท่านเคยพูดเสมอว่า “การศึกษาเท่านั้นที่จะทำให้คนมีความฉลาด คนฉลาดย่อมรู้จักปรับปรุงฐานะของตนให้สูงขึ้น”
ท่านอาจารย์เกิ่ง ไม่เฉพาะแต่สนใจเรื่องสร้างสติปัญญาให้คนดังที่กล่าวแล้ว ท่านยังสนใจมากเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยและความไม่มีโรคของชาวชนบทแถบนั้น ตามปกติชาวบ้านในถิ่นนั้น ป่วยด้วยโรคภัยกันปีละมากๆ แต่ขาดแคลนยารักษาโรค ทั้งหมอรักษาก็หายาก เมื่อมีผู้ป่วยไข้ต้องเดินทางด้วยเกวียนหรือลงเรือจากบ้านสามผงไปซื้อยาที่อำเภอเป็นระยะทางไกลและกันดารมาก เสียทั้งค่าพาหนะและเวลาไม่ทันกาลต่อความป่วยไข้ ท่านจึงคิดตั้งโครงการตู้ยาประจำบ้านขึ้น โดยให้ไวยาวัจกรติดต่อซื้อยาประจำบ้านต่างๆ มาไว้เป็นจำนวนมาก ขายในราคาพอสมควรเพื่อรักษาทุนไว้หมุนเวียนซื้อยาต่อไป เป็นการช่วยเหลือชาวบ้าน ได้บอกบุญขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่มีฐานะดีก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนทางวัดของท่านก็ได้ออกเงินวัดสมทบด้วย ดำเนินโครงการนี้อยู่หลายปี ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ต่อมามีอุปสรรคด้วยชาวบ้านเข้าใจเจตนารมณ์ของท่านผิดไป ท่านจึงสั่งให้เลิกกิจการเสีย
เมื่อเลิกโครงการตู้ยาประจำบ้านแล้ว ท่านก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและป้องกันรักษาความป่วยไข้ของประชาชน ได้พยายามหาช่องทางอื่นต่อไปใหม่อีก คือ ได้คิดตั้งสถานีอนามัยถาวรขึ้นในหมู่บ้าน เป็นสถานีอนามัยระดับตำบล โดยท่านได้ชักชวนและนำชาวบ้านให้สร้างอาคารสุขศาลาขึ้น จากการใช้เงินของวัดไปก่อนแล้วให้ชาวบ้านผ่อนคืนวัดในภายหลัง เมื่อสร้างอาคารสุขศาลา
เสร็จแล้ว ทางราชการได้คัดเลือกเด็กรุ่นสาวในบ้านสามผงให้รับทุนมาศึกษาการอนามัยและผดุงครรภ์ที่โรงพยาบาล “วชิรพยาบาล” กรุงเทพฯ หลังจากอาคารสุขศาลาเสร็จแล้ว 2 ปีกว่าจึงสำเร็จ นางผดุงครรภ์ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งจากทางราชการให้ประจำสถานีอนามัยนั้นมาจนถึงวันนี้
ในการให้การศึกษาแก่ภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไปนั้น ท่านอาจารย์เกิ่งเองก็ให้การศึกษาอบรมตัวท่านเองไม่ขาดเลย ตามปกติท่านเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงสะสมหนังสือไว้มาก ท่านไปที่ไหนจะนำหนังสือติดตัวไปอ่านด้วยเสมอ การสั่งสอนให้การศึกษาแก่คนนั้น ท่านเห็นว่าทำด้วยสื่อตัวต่อตัวนั้นไม่เพียงพอ เพราะอยู่ในวงแคบ ท่านจึงแต่งหนังสือและพิมพ์เผยแพร่ไว้ช่วยสอนและให้ความคิดแก่คนอื่นด้วย หนังสือที่ท่านแต่งมีหลายเรื่อง ส่วนมากเป็นคำกลอนภาษาไทยอีสาน เท่าที่ทราบ คือ1.คำกลอนพุทธประวัติ
2.คำกลอนปลุกชาติ
3.คำกลอนกตัญญูกตเวที
4.คำกลอนสอนบาลีไวยากรณ์ (ต้นฉบับหายไป)
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







