posttoday
สั่งเค้ก ยากกว่า กินเค้ก

สั่งเค้ก ยากกว่า กินเค้ก

05 ธันวาคม 2555

เวลาที่เราจะเลือกเรียนต่อด้านไหนสักด้าน มันช่างเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ เลยนะคะ ว่าจะเรียนอะไรดี จะเรียนที่ไหนดี

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

เวลาที่เราจะเลือกเรียนต่อด้านไหนสักด้าน มันช่างเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ เลยนะคะ ว่าจะเรียนอะไรดี จะเรียนที่ไหนดี จะเรียนสาขาไหนดี และอีก ฯลฯ คำถามที่ผุดขึ้นมาในตอนนั้น เหมือนกับว่าชีวิตทั้งชีวิตที่เหลือของเรานั้นจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งนี้ อาชีพของเรา ชีวิตของเรา รายได้ของเรา สังคมที่เราจะเข้าไปอยู่ แทบจะขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเรียนอะไรนั่นเอง

แม้หนูดีจะผ่านประสบการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจำได้ว่ามันเป็นความเครียดขนาดหนักว่าจะเดินไปทางไหนดี เพราะสำหรับเด็กคนหนึ่งแล้ว การตัดสินใจเลือกชีวิตในอนาคตเมื่ออายุเพียง 18 ปี ด้วยประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิดนั้น ทำให้เราสับสนจริงๆ ค่ะ

การปรึกษากับพ่อแม่ กับคุณครู กับเพื่อนๆ หรือกับครูแนะแนวนั้น ช่วยให้เราคิดได้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินความชอบและความถนัด ก็ช่วยให้หลายๆ คนเห็นภาพชัด หลายคนบอกว่าแบบทดสอบความถนัดที่โรงเรียนให้ทำนั้น “แม่นเทพ” จริงๆ อันนี้หนูดีได้ยินมาทั้งสำหรับโรงเรียนไทยและโรงเรียนในอเมริกา หนูดีเองก็เคยเดินเข้าไปขอทำ (ในมหาวิทยาลัยหนูดีไปขอทำฟรีได้ค่ะ เป็นบริการสำหรับนักศึกษา) ในตอนที่สับสนสุดๆ ว่าจะเปลี่ยนเมเจอร์ดีไหม พอทำและปรึกษาครูแนะแนวก็เริ่มชัดเจน จนเลือกสาขาที่ถูกใจสุดๆ ได้ใน 2 ปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ จนมาถึงสมัยจะเลือกสาขาปริญญาโทก็สับสนอีกครั้ง และก็เป็นการตัดสินใจรอบสองที่ถูกต้องอีก ทั้งๆ ที่ก่อนจะเลือกนั้นสับสนและรู้สึกหลงทาง แบบที่ครูฝรั่งชอบแซวเด็กลักษณะนี้ว่า You are so lost ด้วยเสียงเอ็นดูๆ

มานั่งนึกถึงอาชีพตัวเอง เส้นทางในการเลือกกว่าจะได้มาสักปริญญา จะบอกว่าตอนเรียนให้จบนั้นง่ายกว่าตอนที่ตัดสินใจจะเรียนอะไรเสียอีกค่ะ เหมือนที่เขาว่ากัน การกินเค้กน่ะง่ายมาก แต่ตอนที่ตัดสินใจว่าจะสั่งเค้กก้อนไหนนี่สิ ยากที่สุดเลย

การตัดสินใจจะเลือกเรียนอะไร หรือจะแนะแนวทางให้ลูกๆ นั้น มีข้อคิดให้ลองคิดดังต่อไปนี้ค่ะ

ข้อแรก – วิชา สาขาที่เราจะเลือกเรียนนั้น เราต้อง “ทำงานเป็นชั่วโมง” หรือเปล่า ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุดเลย เพราะในการที่เราจะเลือกเรียนอะไร เราทำไปก็เพื่อจบมาแล้วเราต้องทำมาหาเลี้ยงชีพได้ เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัวได้ คนเราไม่ควรคิดว่าตัวเองรวยแค่เพราะเกิดมาแล้วพ่อแม่เป็นคนรวย มีเงินให้เราใช้ไม่อั้น แต่เราจะคิดว่าเรารวยได้ก็ต่อเมื่อเรารับผิดชอบชีวิตการเงินของตัวเองได้ และมีเงินเลี้ยงพ่อแม่ให้สุขสบาย สำหรับหนูดีคิดว่าความกตัญญูเป็นคุณธรรมข้อแรกที่จะปกป้องคนเราทุกคน เพราะเท่าที่เห็นมายังไม่เคยเห็นคนที่กตัญญูพ่อแม่แล้วชีวิตตกต่ำสักคน อาจประสบปัญหาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นตกต่ำจนรับมือไม่ไหวสักที เป็นเรื่องน่าคิดนะคะ อย่างไรก็ตาม กลับมาที่สาขาวิชาที่เลือกเรียน ให้ลองคิดและคำนวณรายได้ที่เราจะได้และอยากได้ให้ชัดเจน เราอยากมีชีวิตแบบไหน ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนโอเคไหม พอใช้ไหม จะมีเงินเก็บไหม เรามีพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ต้องเลี้ยงดูกี่คน ภาระในการส่งน้องๆ เรียนหนังสือล่ะ พูดง่ายๆ ว่าเราต้องการและจำเป็นจะต้องมีเงินสักเท่าไรในชีวิตนี้

คราวนี้ย้อนกลับมาดูอาชีพ 2 ลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

รับเงินเป็นชั่วโมง หรือทำงานที่ใช้แรงกาย แรงสมอง บวกเวลาแลกกับค่าจ้าง มันไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นแพทย์ เป็นพนักงานนวดสปา เป็นพนักงานบัญชี เป็นคนโบกปูน เป็นทนาย เพราะแม้อาชีพจะดูแตกต่างกันมาก แต่หัวใจสำคัญที่เหมือนกันเป๊ะๆ คือ เขาคิดค่าแรงให้คุณนับเป็นชั่วโมง ดังนั้นคนเราในวันหนึ่งๆ มีเวลาทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง (แต่ทำจริงๆ ไม่ถึงหรอกค่ะ เราต้องพัก เราต้องกินข้าว) การทำงานในลักษณะนี้ก็คือ คุณจะมีเพดานรายได้ นั่นก็คือเวลาต่อวันของคุณนั่นเอง เพราะเราทำงานได้ไม่เกินชั่วโมงที่มีต่อวัน ซึ่งคนที่จบออกมาทำงานรับเงินเดือนก็อยู่ในหมวดหมู่นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี เพียงแต่ว่าเราต้องคำนวณให้ดีว่าเงินที่รับเป็นเดือนหรือเป็นชั่วโมงนั้น มันเพียงพอกับความต้องการของเราไหม ซึ่งถ้าไม่พอ เราก็ต้องดูตัวเลือกอาชีพอื่นๆ ที่รายได้ของเราไม่ใช่ตัวแปรตามเวลาที่เราลงทุนไป แม้เราจะได้เงินต่อชั่วโมงมากมาย หรือเงินเดือนสูงหลักหมื่นหลักแสน แต่วันหนึ่งที่เราหยุดทำงาน เงินก็จะหยุดไปด้วย แบบที่ฝรั่งเรียกกันว่า Working Rich คือ ถ้ายังทำงานอยู่ก็จะดูรวย แต่หยุดวันไหน เงินหยุดไปด้วยทันที ดังนั้นอาชีพนับชั่วโมงเหล่านี้ เราต้องเก่งการเงินสุดๆ เก็บเงินให้อยู่ ลงทุนนอกรอบให้เป็น อย่าคิดว่ารับเงินเดือนก็พอกินพอใช้แล้ว ให้นึกถึงวันที่เราอาจประสบอุบัติเหตุ หรือเราอาจตาย ต้องทิ้งคนข้างหลังไว้ เขาจะอยู่อย่างไร ถ้าเราเก็บเงินดี เราก็จะไม่ต้องกังวลเท่าไร ในวันที่ชีวิตพบเจอพายุ

รับเงินตามศักยภาพการทำเงินที่ไม่ผูกกับเงื่อนไขเวลา – ยกตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดนะคะ คือ คนที่ทำสินค้าขาย หรือรับสินค้ามาขาย ซึ่งในช่วงต้นเขาย่อมต้องลงทุนเป็นเวลาเหมือนคนหมวดหมู่แรกนั่นละค่ะ แต่ว่ารายได้ต่อชั่วโมงของเขาขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละคน เช่น บางคนขายได้เก่ง บางคนขายได้น้อย ดังนั้นใน 1 ชั่วโมง การทำเงินของเขาจะผกผันตามความสามารถเฉพาะบุคคล ซึ่ง ณ จุดนี้ไม่มีขีดจำกัด เพราะเราก็คงเห็นหลายๆ คนที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีจากการขายของได้ หรืออีกอาชีพหนึ่งก็เช่น นักลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งคนเหล่านี้แม้ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นระยะๆ ก็จริง แต่เขาก็สามารถทำเงิน (หรือขาดทุน แล้วแต่คน) โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเวลาที่ลงไป และในระยะยาวนักลงทุนทั้งหลายก็คาดหวังว่าเขาจะได้เงินมาจากปันผล หรือการขายหุ้นที่ราคาขึ้น โดยไม่ต้องทำงานทุกๆ วันอีกต่อไป แต่มีเงินใช้ไปตลอด ซึ่งเป็นฝันหวานของนักลงทุนทุกๆ คน ซึ่งไม่เสมอไปที่ทุกคนจะไปถึงจุดนั้นได้

ในการเลือกเรียนอะไร ให้ถามตัวเองคำถามง่ายๆ “เราจะจบออกไปรับเงินเป็นชั่วโมงหรือเปล่า หรือเราทำได้มากกว่านั้น” สำหรับตัวหนูดีเองมีทั้งสองแบบผสมกัน ซึ่งไม่ผิดกติกาอะไร แต่พบว่าเมื่อหนูดีเดินทางไปต่างประเทศเป็นเดือนๆ ไม่ทำงาน แต่ก็ยังคงมีรายได้เข้ามา ก็เพราะเป็นเงินส่วนที่ “ไม่แลกแรงงานเป็นชั่วโมง” นั่นเอง มันทำให้เรามีอิสระมาก ฝากให้ลองคิดกันในเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท