
แชมป์ ซูซูกิ คัพ... กู้ศรัทธาบอลไทย
ภูมิภาคอาเซียนมีฟุตบอลใหญ่ 2 รายการ ที่ถือว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ชิงความเป็นเต้ยแห่งภูมิภาคนี้ คือ ฟุตบอลกีฬาซีเกมส์ และฟุตบอลอาเซียน คัพ
ภูมิภาคอาเซียนมีฟุตบอลใหญ่ 2 รายการ ที่ถือว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ชิงความเป็นเต้ยแห่งภูมิภาคนี้ คือ ฟุตบอลกีฬาซีเกมส์ และฟุตบอลอาเซียน คัพ
พูดถึงซีเกมส์ เริ่มคลายมนต์ขลัง หลังจากที่ บรูไน เป็นเจ้าภาพในปี 1999 ซีเกมส์ได้เปลี่ยนกฎกติกา กำหนดให้แต่ละชาติส่งผู้เล่นอายุไม่เกิน 23 ปีลงเล่น
ทำให้ไฮไลต์ของทีมชาติชุดใหญ่อยู่ที่ฟุตบอลอาเซียน คัพ ที่เปลี่ยนชื่อตามสปอนเซอร์จาก ไทเกอร์ คัพ มาเป็น ซูซูกิ คัพ
ฟุตบอลรายการนี้ หากย้อนไป 10 ปี ไทยเราถือเป็น “เสืออาเซียน” เพราะคว้าแชมป์ไทเกอร์ คัพ 3 ครั้ง เท่ากับ สิงคโปร์ (1996, 2000 และ 2002)
ต้องยอมรับว่าวันนี้กระแสฟุตบอลไทยลีกอยู่ในช่วงบูม แต่ผลงานของทีมชาติทั้งชุดใหญ่ที่ไม่ได้แชมป์อาเซียน คัพ ตั้งแต่ปี 2004 รวมถึงชุด ยู23 ของไทย ตกรอบแรกซีเกมส์ 2 ครั้ง 2 ครา ขายหน้าประชาชี
เป็นเหตุให้เกิดวิกฤตศรัทธาฟุตบอลไทย
ช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์หลายครั้ง แพ้ สิงคโปร์ เวียดนาม แม้กระทั่งลาว ที่สมัยก่อนเจอไทยทีไรต้องเป็นลูกไล่พี่ไทยตลอด แต่ช่วงหลังไทยเจอใครก็สามารถแพ้ได้กับทุกทีม
ต้องบอกว่าในห้วงเวลานี้ไม่มีใครกลัวพี่ไทย ไม่มีใครยกให้เป็นพี่ใหญ่ในอาเซียนอีกต่อไป
แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับทีมชาติไทย???
ถึงเวลาที่จะกู้ศรัทธากลับมาหรือยัง
เป็นเรื่องแปลก มีใครหลายๆ คนบอกว่า หากฟุตบอลลีกในประเทศแข็งแรง ทีมชาติจะแข็งแรงตามไปด้วย
แต่ใช้ไม่ได้กับฟุตบอลไทย มันกลับสวนทางเสียนี่
ประเด็นมันอยู่ที่ไหน นักเตะไทยฝีเท้าด้อยลง หรือว่าชาติอื่นเขาพัฒนาไปไกลกว่า??
สมัยก่อนผมจำได้ ยุค “ดรีมทีม” ของ ธวัชชัย สัจจกุล ที่มี “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, ธชตวัน (ตะวัน) ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน ที่บางครั้งก็หนีแคมป์บ้าง เมาบ้าง เล่นไม่เต็มร้อย แต่ก็ยังชนะคู่แข่งได้ ผิดกับยุคนี้ที่นักเตะส่วนใหญ่มีระเบียบวินัย มีพละกำลัง ผลงานน่าจะดีขึ้น
เหลือบไปดูเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ลีกของเขาไม่ได้แข็งแกร่งกว่าไทยลีกของเรา แต่ “เสือเหลือง” มีดี เพราะมีทีม “ยังไทเกอร์” หรือทีมชาติชุดเล็กเล่นในเอ็มลีกตลอดฤดูกาล
ขณะที่สิงคโปร์ ก็มี “ยังไลออนส์” เล่นในเอสลีก ความสัมพันธ์ภายในทีมดีกว่าของไทยแน่นอน
ปัญหาส่วนใหญ่ของทีมชาติไทยน่าจะมาจากการบริหารจัดการทีม การเลือกบุคคลเข้ามาทำทีมชาติและระยะเวลาในการเตรียมทีม เป็นสาเหตุที่ทำให้ทีมชาติไทยไม่ประสบความสำเร็จ
ทว่า ฟุตบอลซูซูกิ คัพ 2012ที่ไทยมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพร่วม และดวลแข้งกันอยู่ในขณะนี้
ขุนพล “ช้างศึก” ทำผลงานได้ดีและพลิกความคาดหมาย เข้าป้ายเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มเอ...
และมีแนวโน้มน่าจะเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ หากรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างนี้
ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ “วินนี” วินฟรีด เชเฟอร์ กุนซือชาวเยอรมัน ต้องบอกว่ามืออาชีพของจริง กล้าสู้กล้าชนกับสมาคมฟุตบอลฯ โดยเฉพาะพยายามกดดันสมาคมให้หาแมตช์อุ่นเครื่องกับทีมระดับบิ๊กทีม ไม่ใช่ “ฮอลิเดย์ทีม” อย่างบังกลาเทศ หรือภูฏาน เหมือนที่ผ่านมา รวมถึงต้องการโปรแกรมการเก็บตัวทีมชาติที่แน่นอนในปีหน้า
และต้องขอชมเชยนักเตะชุดนี้ที่สวมหัวใจสิงห์เล่นทุกนัด โดยเฉพาะ อนุชา กิจพงษ์ศรี, ปิยะพล บรรเทา และ ภานุพงษ์ วงษ์ศาถือเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีอนาคต หากรักษาระเบียบวินัยและรักษาสภาพร่างกายไว้อย่างนี้ น่าจะใช้งานได้อีกนาน
ผมแอบฝันว่าทีมไทยชุดนี้น่าจะคว้าแชมป์ซูซูกิ คัพ มาเป็นของ ขวัญปีใหม่ให้แฟนบอลชาวไทย และหวังว่า “ไทยแลนด์” จะกลับมาเป็นเสืออาเซียนอีกครั้ง
ที่สำคัญ มันจะกอบกู้วิกฤตศรัทธาบอลไทยให้กลับคืนมา หลังจากห่างหายไปนานนับทศวรรษ!!!







