
ฝุ่นดำทำโลกร้อน
เมื่อครั้งยังเด็กในบทเรียนวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีหน้าที่และประโยชน์ของมัน ต้นไม้ฟอกอากาศบริสุทธิ์ เป็นต้นน้ำและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า สัตว์กินพืชก็ช่วยถ่ายมูลเป็นอาหารแก่ต้นไม้ เสือ สิงโต คือผู้ล่าควบคุมประชากรสัตว์ป่าหลายๆ ชนิดไม่ให้มีมากเกินไป ทุกอย่างหมุนเวียนกันเป็นระบบนิเวศวิทยา ตั้งแต่เหยี่ยวบนท้องฟ้าลงมาถึงไส้เดือนน้อยที่ปรับระบบนิเวศในชั้นใต้ดิน
เมื่อครั้งยังเด็กในบทเรียนวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีหน้าที่และประโยชน์ของมัน ต้นไม้ฟอกอากาศบริสุทธิ์ เป็นต้นน้ำและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า สัตว์กินพืชก็ช่วยถ่ายมูลเป็นอาหารแก่ต้นไม้ เสือ สิงโต คือผู้ล่าควบคุมประชากรสัตว์ป่าหลายๆ ชนิดไม่ให้มีมากเกินไป ทุกอย่างหมุนเวียนกันเป็นระบบนิเวศวิทยา ตั้งแต่เหยี่ยวบนท้องฟ้าลงมาถึงไส้เดือนน้อยที่ปรับระบบนิเวศในชั้นใต้ดิน
เสียงกริ่งหมดเวลาเรียน เด็กๆ ช่วยกันเก็บโต๊ะนักเรียนและให้เวรประจำวันปัดกวาดเช็ดถูกพื้นห้องเรียนให้สะอาด
แต่แล้วคำถามบางอย่างก็ผุดขึ้นมา แล้วฝุ่นล่ะทำหน้าที่อะไร ฝุ่นที่ดูไม่น่าจะทำหน้าที่อะไรในระบบนิเวศบนโลกใบนี้ ฝุ่นที่เราต้องปัดกวาดเช็ดถูกทุกวัน แล้วเราจะมีวิธีไหนที่สามารถกำจัดฝุ่นเหล่านี้ไปได้บ้าง
ไม้กวาดไง!! เสียงเพื่อนนักเรียนตอบใสซื่อ ก็ในเมื่อเรายังไม่มีวิธีกำจัดฝุ่นที่ดีกว่าไม้กวาด กับผ้าชุบน้ำเราก็ต้องทำหน้าที่เวรของเรากันต่อไป
20 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ก็เผยความลับบางอย่างเกี่ยวกับฝุ่นเหล่านี้ออกมา ฝุ่นธุลีเล็กๆ แต่ส่งผลต่อโลกมหาศาล โดยเฉพาะฝุ่นดำปีศาจร้ายที่เกิดจากฝีมือของเราทุกๆ คน
ฝุ่นนักเดินทาง
ก่อนไปถึงฝุ่นดำ เราควรรู้ก่อนว่าฝุ่นมีหน้าที่สำคัญต่อโลกโดยเฉพาะการเกิดเมฆฝน เม็ดฝุ่นที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศจะเป็นตัวจับละลองน้ำและกลั่นออกมาเป็นหยดฝน โดยมีฝุ่นอีกชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ให้เกิดการควบแน่นในก้อนเมฆก็คือ ฝุ่นเกลือทะเล แต่นี่เป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการเกิดฝนเท่านั้น ที่จริงแล้วการที่จะเกิดเมฆฝนได้นั้น ต้องมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราได้เข้าใจถึงหน้าที่ของฝุ่นอย่างคร่าวๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็เข้าใจเช่นนั้นมาตลอดหลาย 10 ปี
จนกระทั่งเกิดปัญหามลพิษปริมาณมหาศาลในทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งภาครัฐและประชาชนในประเทศแคนาดา ต่างช่วยกันลดการเผาไหม้ ลดการใช้พลังงานและดูแลสภาพแวดล้อมในทุกๆ ทางเท่าที่จะทำได้ ก็ไม่สามารถลดปริมาณมลพิษในอากาศได้เลยทั้งเมือง
จนนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า หากการคำนวณไม่ผิดพลาด ปริมาณมลพิษในอากาศก็น่าลดลง แต่ทำไมตัวเลขยังคงสูงขึ้น ท่าทางมลพิษเหล่านี้คงอาจจะพัดมาจากที่ไหนสักแห่ง นักวิทยาศาสตร์นาซาจึงส่งเครื่องบิน 2 ลำ สำรวจฝุ่นในชั้นบรรยากาศในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปเอเชียเพื่อนำมาวิเคราะห์ แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ มลพิษฝุ่นเหล่านี้พัดมาจากเมืองใหญ่ในทวีปเอเชียและเข้ามาปกคลุมในทวีปอเมริกาเหนือ และทางอเมริกาเหนือก็สามารถพัดลอยไปไกลถึงทวีปยุโรปได้เช่นกัน
ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่ความจริงมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ว่า ฝุ่นสามารถเดินทางข้ามทวีปได้จริงๆ เช่น รายงานจากนักวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ระบุจุลินทรีย์สามารถเดินทางข้ามทะเลและพื้นทวีปได้ ด้วยการเกาะติดไปกับอนุภาคฝุ่นเล็กๆ โดยวิเคราะห์ตัวอย่างฝุ่นที่นักชีววิทยา ชาร์ล ดาร์วิน เก็บรวบรวมมา
นักวิจัยได้พบว่า แบคทีเรียและเชื้อราเล็กๆ ในทะเลทรายซาฮารา กลับมาพบที่ไกลถึงทวีปอเมริกาเหนือและทะเลแคริบเบียน เพราะพายุหมุนในทะเลทรายทางตอนเหนือของแอฟริกา จะพัดพาเอาเม็ดทรายเล็กๆ ให้ลอยไปถึงบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ราว 5 กิโลเมตรจากพื้นโลก จากนั้นก็ลอยมาตกที่ทวีปอเมริกา
แสดงให้เห็นว่า โลกของเราใบนี้ไม่มีคำว่าประเทศโลก ทั้งใบเชื่อมกันด้วยระบบนิเวศขนาดใหญ่ ไฟไหม้ที่อินโดนีเซียภาคใต้ของไทยก็ได้รับผลกระทบ มลพิษสูงที่ปักกิ่งอาจลอยไปไกลถึงลอนดอนเลยทีเดียว
ฝุ่นดำทำโลกร้อน
จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็วิจัยฝุ่น (แต่ไม่เตะฝุ่น) ต่อไป ว่าฝุ่นเหล่านี้มีผลอะไรกับโลกของเราอีก จนกระทั่งเขาพบว่าฝุ่นเหล่านี้มีผลทั้งช่วยลดภาวะโลกร้อนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้เช่นกัน นั่นก็คือฝุ่นดำ และฝุ่นขาว ผีร้ายและเทวดา แห่งโลกอากาศธาตุ
ดร.นริสา ทองบุญชู อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายว่าฝุ่นในโลกของเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ก็คือฝุ่นอนินทรีย์ หรือฝุ่นขาวที่เกิดจากธาตุต่างๆ ในธรรมชาติ มีส่วนช่วยในการกระจายแสงและความร้อนสะท้อนกลับสู่อวกาศ และฝุ่นดำที่เกิดจากการเผาไหม้โดยเฉพาะไฟป่า การเผาไร่ และควันดำที่เกิดจากเครื่องยนต์ดีเซล
จากการศึกษาพบว่าฝุ่นดำนั้น จะเป็นตัวดูดกลืนแสงและเก็บความร้อนในอากาศเอาไว้อย่างนั้น และทำให้เกิดผลลูกโซ่ทางธรรมชาติอื่นๆ ตามมาหลังจากได้ทำการศึกษาเพิ่มขึ้น ก็พบว่าฝุ่นดำมีส่วนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ หากเราสามารถลดฝุ่นดำลงได้ ก็เท่ากับช่วยเร่งการลดภาวะโลกร้อนที่มีอยู่ให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น
โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เองก็ดูเหมือนจะถูกปกคลุม ดร.นริสา เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่บินสำรวจสภาพอากาศ ฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาไร่และไฟป่านั้นสามารถลอยสูงได้ถึงชั้นเมฆและสามารถกระจายตัวไปยังที่ต่างๆ ได้ แต่ฝุ่นเหล่านี้ก็เหมือนเมฆหมอก เมื่ออยู่ใกล้เราจะมองเห็นเป็นเพียงหมอกจาง แต่เราจะเห็นได้จากระยะไกล ว่าฝุ่นดำเหล่านี้รวมตัวกันหนาแน่นแค่ไหน
ตัวอย่างที่พบฝุ่นดำได้ง่ายที่สุด ก็คือ กทม.ของเรานั่นเอง จากการศึกษาพบว่าเมือง กทม.นั้น ถูกครอบด้วยโดมสีน้ำตาลและฝุ่นควันเหล่านี้ก็ลอยสูงแตะที่ชั้นบรรยากาศเมฆ คน กทม. จึงอยู่ท่ามกลางมลพิษและฝุ่นละอองมากมาย ซึ่งฝุ่นเหล่านี้จะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือ ในการดูดกลืนแสง ทำให้เรามักเห็นฝุ่นควันต่างมีสีออกน้ำตาล บรรยากาศในตัวเมืองจึงออกโทนสีหม่นอมน้ำตาล
เราสามารถเทียบได้จากภาพถ่ายในป่าตามธรรมชาติ ในช่วงเวลาเดียวกันจะพบว่าบรรยากาศภาพที่ได้ออกมานั้นอยู่คนละโทนเลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะอิทธิพลของฝุ่นดำที่ลอยอยู่ในอากาศนั่นเอง นอกจากบรรยากาศ กทม.จะมาคุแล้ว ฝุ่นดำและควันพิษยังเก็บกักความร้อนไว้ในตัวทำให้ กทม. นั้นร้อนขึ้นได้อีก
อย่างไรก็ดี เราสามารถลดฝุ่นดำเหล่านี้ได้ด้วยการลดการเผาไร่ เผาป่า ดูแลเครื่องยนต์ให้ปล่อยมลพิษควันขาวควันดำออกมาให้น้อยที่สุด เป็นการลดมลภาวะที่ทำให้เกิดโลกร้อนได้ถึง 2 ต่อ คือ ลดการปล่อยคาร์บอนและฝุ่นดำไปในตัว และสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องทำพร้อมๆ กันทั้งโลก จะมีประเทศใดประเทศหนึ่งเมินเฉยไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในแคนาดาก็ทำให้เรารู้แล้วว่า ถ้าเราปล่อยควันพิษที่ปักกิ่ง คนอีกซีกโลกก็สามารถสูดมลพิษนี้ได้เช่นกัน
ทว่า หลังจากเราได้รู้แล้ว ว่าหน้าที่ของฝุ่นนั้นทำอะไรในระบบนิเวศ เด็กนักเรียนก็กลับมาตั้งคำถามว่า แล้วมนุษย์มีประโยชน์อะไรในระบบนิเวศ นอกจากเกิดมาเพื่ออยู่และทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างนั้นหรือ







