
ดูแลสุขภาพต้นหนาว ด้วยสมุนไพรไทยในรั้วบ้าน
เดือน พ.ย. ก้าวเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศที่เริ่มเย็นลงจะกระทบต่อธาตุในร่างกายของเราทำให้เสียสมดุล
โดย...กันย์
เดือน พ.ย. ก้าวเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศที่เริ่มเย็นลงจะกระทบต่อธาตุในร่างกายของเราทำให้เสียสมดุล เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคหวัดซึ่งมีพื้นฐานมาจากการที่ภูมิคุ้มกันของเราไม่สามารถต้านทานต่อเชื้อไวรัสหวัดได้ ดังนั้น การป้องกันก็คือต้องทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง โดยการออกกำลังกาย การได้รับแสงแดด รวมทั้งการกินอาหารสมุนไพร และการดื่มน้ำสมุนไพร ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายของเราต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี
คนโบราณมักกล่าวว่า ธรรมชาติจะมอบสิ่งที่ใช้แก้กันมาให้เสมอ โดยในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้จึงมีสมุนไพรหลายชนิดออกดอกออกผลให้คนได้ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่จะมากับฤดูกาล เช่น ดอกแค กระเจี๊ยบ เพกา มะขามป้อม สมอไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารสมุนไพรที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยดี
ดอกแคบ้าน เป็นผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านนิยมนำมาแกงส้มกับปลาช่อนหรือปลาหมอ ซึ่งปลาทั้งสอง เมื่อโตเต็มที่จะมีไขมันที่พอเหมาะในการเป็นอาหารที่ให้ความอบอุ่น ดอกแคเป็นผักที่นุ่มหวานไม่มีเสี้ยน นำไปประกอบอาหารโดยการดึงเอาเกสรออกก่อน ซึ่งจะทำให้มีรสขมน้อยลง และในรสขมอ่อนๆ นี้เองที่มีคุณสมบัติในการเป็นยาช่วยต้านหวัด ดอกแคขาวมีวิตามินซีมากกว่ามะนาวถึง 2 เท่า ทั้งในดอกและใบมีใยอาหารสูงมาก จึงช่วยในการทำความสะอาดลำไส้ได้เป็นอย่างดี แกงส้มดอกแคจึงจัดเป็นอาหารสมุนไพรที่ธรรมชาติมอบให้เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ต้านทานกับโรคภัยที่จะมากับฤดูหนาว และถ้าได้ปลาหมอมาทำเป็นแกงส้มร่วมกับดอกแค โบราณว่าสรรพคุณรักษาไข้หัวลมได้ดีนัก นอกจากนี้ คนสมัยก่อนยังนิยมกินยอดแคหรือดอกเป็นยาระบายอีกด้วย
เพกา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์มาก สามารถกินเป็นผักได้ทั้งฝักอ่อน, ดอก, ยอดอ่อน โดยฝักเพกาอ่อนสามารถรับประทานได้สดๆ และยอดอ่อนนิยมกินกับลาบปลา แต่จะขมมากกว่าการนำมาลวกหรือเผา ซึ่งการเผานั้นจะต้องนำมาเผาไฟแรงๆ จนเปลือกพองไหม้ แล้วขูดเอาส่วนที่ดำออกให้หมด เหลือแต่ส่วนในที่มีกลิ่นหอม หั่นเป็นชิ้นตามขวางหนาพอประมาณ สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งนำมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ลาบ ป่น แจ่ว ผัดกับหมู ทอดกับไข่ หรือจะเอามาก้อยกินก็อร่อย บางพื้นที่นำฝักเพกาหั่นตามขวางแล้วดองรวมกับผักอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน ในฝักเพกามีวิตามินซีสูงมากถึง 484 มิลลิกรัม/100 กรัม ซึ่งสูงพอๆ กับมะขามป้อม ซึ่งถือว่าวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหลาย ในขณะที่มะนาวแหล่งวิตามินซีที่คนทั่วไปรู้จักมีเพียง 20 มิลลิกรัม/100 กรัม และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ฝักเพกามีชื่อเสียงในด้านการป้องกันโรค ทำให้ไม่เจ็บไม่ป่วย ฝักอ่อนของเพกามีรสขมร้อน ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นต่อสู้กับอากาศเย็นที่จะนำพาโรคหวัด ไอ หอบหืด มากับฤดูนี้ แต่คนท้องไม่ควรรับประทานเพราะฝักเพกาเป็นยาร้อนมาก
กระเจี๊ยบ เป็นสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยกันดี สีแดงสวย กลิ่นหอมอ่อนๆ มีรสเปรี้ยว และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในฤดูนี้กระเจี๊ยบกำลังให้ผลผลิต กลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบมีสารสีแดงที่เรียกว่า สารแอนโธไซยานิน และมีกรดผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีสรรพคุณต่อต้านเชื้อไวรัสไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ช่วยกัดเสมหะ และแก้ไอ โดยสารแอนโธไซยานินจะออกฤทธิ์เสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อไข้หวัด ทำให้เชื้อไข้หวัดเข้าสู่เซลล์ร่างกายของคนเราได้น้อยลง รวมทั้งอาจไปฆ่าเชื้อได้โดยตรง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่า สารแอนโธไซยานินนี้จะเป็นความหวังในการหยุดยั้งการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น ไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ ต่อไป
ผักเป็นยาต้านหวัดทั้ง 3 ชนิด ล้วนเป็นสมุนไพรจากธรรมชาติที่มอบให้เราใช้ในการรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บที่มากับการเปลี่ยนฤดูกาลในเดือนนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. 037-211-289







