posttoday
สารพิษในสิ่งแวดล้อม ภัยคุกคามเด็กไทย

สารพิษในสิ่งแวดล้อม ภัยคุกคามเด็กไทย

23 พฤศจิกายน 2555

คุณเคยคิดและเคยอยากรู้ไหมว่า จำนวนเด็กพิการทุกประเภทในประเทศไทยในทุกวันนี้มีจำนวนเท่าไร

โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ (ภาพที่มีเด็ก) สุรพงษ์ กองจันทึก โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม

คุณเคยคิดและเคยอยากรู้ไหมว่า จำนวนเด็กพิการทุกประเภทในประเทศไทยในทุกวันนี้มีจำนวนเท่าไร และเคยคิดไหมว่า การที่พวกเขาเกิดมาพิการ มีความผิดปกติ อวัยวะไม่ครบสามสิบสอง เป็นออทิสติก ไอคิวต่ำ จิตใจ สมาธิสั้น กายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง หรือกายเป็นหญิงแต่ใจเป็นชาย ฯลฯ มีอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

หลายคนอาจไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะในครอบครัวไม่มีใครเกิดมาพิการหรือมีความผิดปกติที่ว่า แต่เชื่อว่าหลายคนมีความรู้สึกว่าตอนนี้ประเทศไทยมีคนมาพิการ ออทิสติก รวมถึงเด็กที่มีความผิดปกติด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ จะเห็นว่าเดินไปที่ไหนก็มีอันต้องได้พบเห็นคนเหล่านี้

ถ้าจะบอกว่าการที่เด็กไทยเกิดมาผิดปกติ พิการ เพราะได้รับสารพิษหรือสารเคมีต่างๆ ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเข้าไป ก็อาจจะมีบางคนตัดบทว่า เป็นไปได้หรือ...ไม่น่าใช่มั้ง อะไรทำนองนี้ แต่บอกได้เลยว่าสารพิษมีส่วนทำให้เด็กเกิดมาเป็นเช่นนั้น

สารพิษร้ายแรงในสิ่งแวดล้อม

จากงานศึกษาวิจัยขององค์กรแพทย์เกรทเตอร์บอสตันเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (GBPSR) ที่ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวสารพิษในสิ่งแวดล้อมในประเทศสหรัฐอเมริกาตลอด 10 ปีมานี้ ในชื่อหนังสือว่า In Harm’s Way แล้วได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาไทยโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ในชื่อหนังสือ “บนทางแห่งภัย”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้เล่าถึงผลงานวิจัยจากหนังสือนี้ว่า องค์กรแพทย์เกรทเตอร์บอสตันเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มแพทย์ได้มีการศึกษาวิจัยเก็บข้อมูลตลอด 10 ปีมานี้ เด็กอเมริกามีความผิดปกติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมอง พัฒนาการในการศึกษา การเรียนรู้ พฤติกรรมต่างๆ ตลอดจนจำนวนของผู้ที่เป็นออทิสติกก็เพิ่มขึ้น แล้วยังมองว่าเด็กพวกนี้พอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็จะไปก่อผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถ้าจะตีเป็นมูลค่าออกมาก็เป็นเสียหายทางเม็ดเงินจำนวนมาก

สารพิษในสิ่งแวดล้อม ภัยคุกคามเด็กไทย

 

“ความผิดปกติของเด็กนั้นไม่ได้ส่งผลเสียหายเฉพาะกับเด็กคนนั้น หรือกับครอบครัวของเด็กเท่านั้น แต่จะส่งผลเสียหายในระยะยาว คือ ความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ที่เมื่อตีเป็นมูลค่าแล้วถือว่ามีความเสียหายที่รุนแรง ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามศึกษาว่าอะไรที่เป็นสาเหตุของพัฒนาการที่ผิดปกติของเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งก็พบว่าสารพิษในสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบกับครรภ์มาก แล้วก็ศึกษาว่ามีสารพิษอะไร กลุ่มไหนที่มีผลกระทบต่อเด็กในรูปแบบไหน ยังไง โดยศึกษาตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์และหลังจากที่คลอดออกมา ซึ่งสามารถแยกกลุ่มของสารพิษออกมาประมาณ 7 กลุ่ม ประกอบด้วย สารโลหะหนัก ยาฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืช สารอินทรีย์ที่ระเหยง่ายหรือสารทำละลาย สารประกอบอาหาร แต่งกลิ่นปรุงรสและสีบางชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มแอลกอฮอล์ สารเสพติดและนิโคติน และสารไดออกซินและพีซีบี” เพ็ญโฉม กล่าว

โดยความอันตรายของสารตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และแมงกานีส ซึ่งเป็นธาตุโลหะหนักนั้นเป็นภัยต่อการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาท ขณะที่นิโคติน สารฆ่าแมลงและกำจัดศัตรูพืช เช่น ออร์แกโนฟอสเฟต และสารอื่นๆ ที่ใช้กันแพร่หลายในบ้านและในโรงเรียน สารไดออกซินและพีซีบีชนิดต่างๆ ซึ่งสามารถสั่งสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารที่กินกันมาเป็นทอดๆ จากพืชถึงสัตว์น้อยใหญ่ ตลอดจนสารทำละลายชนิดต่างๆ ที่ใช้ในสี กาว และน้ำยาสำหรับการชำระล้างต่างๆ รวมถึงเอลกอฮอล์ ซึ่งสารเหล่านี้อาจเป็นพิษต่อเซลล์โดยตรงหรือเข้ารบกวนการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ แทรกแซงการทำงานของสารที่มีหน้าที่สื่อสารภายในระบบของประสาท หรือแทรกแซงปัจจัยในการเจริญเติบโตอย่างอื่นๆ

ตะกั่วปรอท...อันตราย ไดออกซิน...กลายพันธุ์!?

ในหนังสือบนทางแห่งภัย ระบุอีกว่า ระดับสารตะกั่วในเลือดที่เพิ่มขึ้นในช่วงวัยทารกและวัยเด็กมีส่วนทำให้เกิดความผิดปกติ โดยทำให้เด็กด้อยสมรรถภาพในการตั้งสมาธิ การยั้งคิด และการควบคุมตนเอง ส่งผลให้เสียการเรียน เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง รวมถึงสารปรอท จำพวกเมทิลเมอร์คิวรีซึ่งผ่านเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ในปริมาณมาก ก็เป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหวและการมองเห็น โดยสารปรอทซึ่งผ่านเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ในปริมาณน้อย เช่น ในกรณีที่เป็นผลมาจากแม่บริโภคปลาเป็นประจำ ส่งผลให้เด็กมีความบกพร่องทางด้านภาษา สมาธิ และความจำ ซึ่งเหมือนว่าจะเป็นความบกพร่องอย่างถาวร

เพ็ญโฉม อธิบายเพิ่มเติมว่า ตะกั่วและปรอทถือว่ามีอันตรายต่อพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะระยะในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ ซึ่งพอเข้าสู่ร่างกายผ่านทางแม่เข้าสู่สายรกไปที่ตัวเด็กช่วงเดือนแรกๆ จะเป็นช่วงที่สมองของเด็กกำลังพัฒนา สารพิษที่เข้าไปก็จะไปโจมตีพัฒนาการสร้างความเสียหายต่อเด็กบางคนทั้งชีวิต บางคนพิการทางสมอง บางคนพิการทางประสาท บางคนที่คลอดออกมาแขนขาพิการ หรือไม่สามารถทรงตัวหรือควบคุมร่างกายได้หรือเป็นง่อย

แต่ถ้าบอกว่าสารที่อันตรายที่สุดในโลกก็คือ “ไดออกซิน” ซึ่งเป็นชื่อของตระกูลสารเคมีกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกผลิตขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างกระบวนการอุตสาหกรรม รวมทั้งเกิดขึ้นในระหว่างการเผาขยะของเทศบาลและของสถานพยาบาล การหลอมทองแดง การเผาขยะอันตราย ตลอดจนการฟอกกระดาษและเยื่อกระดาษโดยใช้คลอรีน ฯลฯ

“สารนี้ได้รับเพียงนิดเดียวก็ทำให้ตายได้ ยกตัวอย่างเช่น การเผาขยะ พลาสติก หรือขยะมีสารประกอบของคลอรีน ถ้าเผาอุณหภูมิทั่วไปไม่ได้เผาในอุณหภูมิที่สูงถึง 2,000 องศาเซลเซียส จะเกิดไดออกซินขึ้นมา แล้วไดออกซินจะกระจายในอากาศในสิ่งแวดล้อม ถ้าไปสะสมในห่วงโซ่อาหารเมื่อกินเข้าไปก็จะก่อให้เป็นโรคมะเร็ง แล้วที่สำคัญไดออกซินยังมีผลต่อพันธุกรรมด้วย เช่น ถ้าไปสะสมในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แล้วเด็กที่คลอดออกมามีสิทธิที่จะเป็นพวกลักเพศได้ เพราะเป็นสารก่อกลายพันธุ์ อันนี้ก็มีข้อสงสัยได้เหมือนกันว่า ในพื้นที่ที่เด็กมีความผิดปกติทางเพศ เช่น เกย์ กะเทย เยอะ พื้นที่นั้นก็อาจจะมีไดออกซินสูงก็เป็นไปได้ แล้วความน่ากลัวของไดออกซิน ยังทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง มะเร็งอื่นๆ ด้วย” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ อธิบายเพิ่มเติม

สารตะกั่ว...ภัยร้ายของเด็กไทย

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ มีสารพิษมากมาย อย่างสารพิษบางตัวอยู่ในของเล่นที่เป็นพลาสติกซึ่งจะมีสารทาเลต (Phthalate) ที่ทำให้พลาสติกมีลักษณะอ่อนนิ่ม สารนี้จะมีผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อภายในร่างกาย เป็นตัวรบกวนฮอร์โมนในเพศชาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นหมัน รวมถึงทำให้อวัยวะเพศชายพิการ ผลิตอสุจิลดลง ส่วนเพศหญิงส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตเร็วผิดปกติ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก ยังไม่มีการพูดกัน แต่สารดั้งเดิมที่เป็นปัญหาใหญ่ คือ ตะกั่วที่พบมากในสิ่งแวดล้อม ในสี และพื้นที่เขตโรงงานอุตสาหกรรม ถือเป็นสารที่พึงระวังอย่างยิ่งในเวลานี้

สารพิษในสิ่งแวดล้อม ภัยคุกคามเด็กไทย

 

นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า โดยค่าปนเปื้อนของตะกั่วในมนุษย์ไม่ควรเกิน 10 ไมโครกรัมต่อ 1 เดซิลิตรของเลือด ซึ่งสมัยก่อนเมืองมีการตรวจสอบค่าที่ 25 ไมโครกรัมต่อ 1 เดซิลิตร ปัจจุบันประเทศเราคิดว่าปัญหาน้อยเลยไม่ได้ตรวจสอบมานาน แต่จะเห็นว่าทุกวันนี้ไอคิวของเด็กไทยลดลงเมื่อวัดปีต่อปี ซึ่งอาจมีหลายสาเหตุและตะกั่วในสิ่งแวดล้อมก็ไม่อาจมองข้ามได้

“เมื่อหลายปีมาแล้วเราได้ไปตรวจชุมชนคิตตี้ จ.กาญจนบุรี ซึ่งชุมชนนี้มีโรงเหมืองอยู่บนภูเขาปล่อยของเสียไปในแม่น้ำลำธาร แล้วชาวบ้านก็ใช้น้ำจากลำธารนี้ เมื่อตรวจก็พบว่ามีตะกั่วในเลือด ต่อมาได้ไปตรวจพบชาวบ้านที่ จ.ตาก พบตะกั่วอยู่ในหม้อชามราคาถูกที่นำมาขายในชายแดน ต่อมาศูนย์วิจัยเองก็มีการตรวจพบของเล่นใหม่ราคาถูกในตลาดเมื่อปี 2550 ตอนแรกพบสารตะกั่วอยู่ที่ 18 ไมโครกรัม เกินกว่ามาตรฐานกำหนด (ของเล่นจะมีมาตรฐานกำหนดอยู่ที่ค่า 90 พีพีเอ็ม หรือ 90 ส่วนในล้านส่วน) ต่อมากรมอนามัยตรวจเจอในแท็งก์น้ำ สคบ.ตรวจเจอในหม้อก๋วยเตี๋ยว เรียกว่าในสิ่งแวดล้อมรอบตัวมีสารตะกั่วเยอะไปหมด ล่าสุดมีการตรวจเลือดของเด็กในเขตอุตสาหกรรมโดยโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ใน จ.ระยอง ก็เจอสูงมาก โดยสุ่มตัวอย่างเด็กจากโรงเรียนแห่งหนึ่ง 37 คน พบ 34 คนที่มีสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน และเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาศูนย์วิจัยเราก็ตรวจที่เด็กนักเรียนในเขตอุตสาหกรรมใน จ.สมุทรสาคร ประมาณ 160 คน พบตะกั่วสูงเกินค่า 70 คน นอกจากนี้ก็ยังพบว่าในสีน้ำมันก็มีสารตะกั่วอยู่มาก” นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ ระบุว่า เด็กรับสารตะกั่วได้สามทาง คือ การสัมผัสทางผิวหนัง การหายใจ และการกิน ซึ่งถ้ามีเกินก็จะมียากำจัดออก แต่ว่าไม่หมด แค่ลดลงมาส่วนหนึ่ง อีกส่วนร่างกายต้องขับออกเองทางไต แต่ใช้เวลานานอย่างน้อย 10 ปี ก็จะลดไปครึ่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามการรับมาของเด็กถ้ามีจำนวนน้อยอาจมีผลไม่มาก ถ้ามากก็จะมีผลต่อสมอง คือ พัฒนาการสมองล่าช้า ไอคิวต่ำ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณ แต่ถ้าเกิน 140 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร ก็เกิดอาการสมองบวมตายได้

นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า สีน้ำมันก็มีสารตะกั่ว โดยครึ่งหนึ่งของสีน้ำมันมีสารตะกั่วอยู่ ดังนั้นพื้นที่ต้องระวัง คือ เขตอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งเด็กที่อยู่ในเขตนี้ต้องระวัง รวมถึงเด็กที่อยู่ในบ้าน โรงเรียน ที่ใช้สีน้ำมันในการทาอาคารแล้วมีการหลุดลอกของสีเหล่านั้นด้วย

ภัยเงียบที่ทุกคนต้องตื่น

อยากจะบอกว่าสารพิษหรือสารเคมีนั้นมีประมาณ 8 หมื่นชนิด โดยใน 8 หมื่นชนิด มีสารเคมีที่พิสูจน์แล้วว่ามีอันตรายจริง พิสูจน์ได้ไม่กี่ร้อย (แต่ในทางการแพทย์พิสูจน์ได้) ที่กำลังพิสูจน์ว่าอันตรายหรือไม่อันตรายมีเยอะ แต่ในส่วนที่ยังไม่มีการยอมรับเลยว่ามีอันตรายและที่ไม่รู้ว่ามีอันตรายนั้นเยอะที่สุด

ปัญหาของสารพิษในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในประเทศไทยต่างจากสหรัฐมาก ทุกวันนี้สหรัฐเดินหน้าไปมากในเรื่องของการศึกษาวิจัย แต่บ้านเรายังไม่มีการเตรียมความพร้อม ไม่มีการเตรียมความรู้ ไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ

เพ็ญโฉม บอกว่าประเทศไทยต้องมีการเตรียมพร้อม ซึ่งการเตรียมความพร้อมต้องมาจากทุกคนต้องมีความตระหนักว่าปัญหานี้มีอยู่จริง และต้องยอมรับว่าปัญหานั้นมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ระหว่างความผิดปกติของเด็กกับสารพิษ

“ในเบื้องต้นยอมรับว่าความผิดปกติของเด็ก และตั้งสมมติฐานไปว่า มันเป็นอย่างนั้น เสร็จแล้วก็ต้องพิสูจน์มัน ซึ่งก็คือจะต้องมีการศึกษาวิจัย มีการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง แต่บ้านเราทั้งสามส่วนนี้ไม่มี แต่เท่าที่เห็นเมื่อมีการบอกว่าความผิดปกติในเด็กหรือการเจ็บป่วยของคนมีผลจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม ก็มักจะมีการบิดเบือนทันทีว่าพิสูจน์ไม่ได้ รู้ได้อย่างไรว่าเป็นอย่างนั้น ซึ่งถ้าตั้งป้อมอย่างนั้นก็จบแล้ว ไม่ต้องทำอะไรนี่คือสังคมไทย”

ซึ่งเมื่อพิจารณาก็จะเห็นว่าสังคมไทยเป็นอย่างนั้นจริง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่าลืมว่าเด็กเกิดมาพิการ เกิดมาผิดปกติ ส่งผลกระทบแค่ไหน พ่อหรือแม่คนหนึ่งจะต้องลาออกมาดูแลเขา หรือถ้าไม่ลาออกก็ต้องจ้างคนดูแล คอร์สในการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มนี้สูงมาก

ถามว่า สังคมไทยมีความพร้อมในการรองรับปัญหานี้แล้วหรือยัง...จงตื่นได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท