
Tobacommunication
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเพื่อนรักตั้งแต่อายุ 18 มาเยี่ยมจากญี่ปุ่น เธอเป็นสาวญี่ปุ่นตัวเล็ก หน้าหวาน พูดเพราะ มีจริตแนวคาวาอิแบบสาวญี่ปุ่นแท้ๆ เราแยกย้ายกันกลับไปทำงานในประเทศของตัวเองตั้งแต่เรียนจบ พบกันบ้าง คุยกันออนไลน์บ้าง หากหนูดีบินไปอเมริกาและมีทรานสิตที่ญี่ปุ่น ก็จะแวะออกจากนาริตะ นั่งรถไฟไปทานอาหารเที่ยงด้วย แล้วกลับมาขึ้นเครื่องบินไปอเมริกาต่อ พบกันแบบเฉี่ยวๆ เสมอในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่แยกย้ายกันไปดำเนินชีวิต
มาปลายปีนี้ เธอจัดสรรเวลาได้ เลยบินมาอยู่กับหนูดีเสียหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ในประเทศไทย หนูดีก็เลยลางานเจ็ดวันเต็ม ทำตัวเป็นไกด์เถื่อน พาเที่ยวสารพัดที่ ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด แน่นอนว่า ใครๆ มาเมืองไทย ก็พลาดไม่ได้กับชายหาดและทะเลสวยๆ แต่คราวนี้หนูดีพบด้วยความประหลาดใจว่า แหล่งท่องเที่ยวอันดับแรกในใจเพื่อนสาวที่เธอบอก ไม่ยอมพลาด ได้โปรดพาไป เธอสะกดมาเป็นภาษาคาราโอเกะเรียบร้อย คือ watluang ta ma ha buayanna sum pun no อ่านแล้วงง อะไรกันนี่ เธอมีวงเล็บแถมค่ะ The tiger temple สรุปว่า วัดหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน ณ กาญจนบุรี ที่มีเสือนับสิบตัวนั้น ติดอันดับฮอตฮิตของชาวญี่ปุ่น
ดูเธอตื่นเต้นยิ่งกว่าจะได้ไปชายทะเลและดูโชว์สวยๆ ของสาวประเภทสอง ในที่สุดเราก็ไปกันค่ะ พาเธอไปดูเสือ โดยมีคุณแม่ย้ำแล้วย้ำอีกว่า อย่าใส่ชุดแดงและอย่าใส่กระโปรง ตามที่แม่ได้อ่านข้อมูลมาแล้วในอินเทอร์เน็ต สงสัยกลัวว่าลูกสาวและเพื่อนจะกลายเป็นอาหารเสือแทนที่จะได้ไปเที่ยวดูเสือ
นอกจากเวลาที่พากันไปเที่ยวให้หนำใจแล้ว เรามีเวลามากมายที่จะอัพเดตแลกเปลี่ยนสถานการณ์คนทำงานหนัก ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงใหญ่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่นแทบจะที่สุดในโลก คือ โตเกียวและกรุงเทพฯ ยูกิ อยากรู้ไปหมดว่าสาวไทย หนุ่มไทยใน พ.ศ.นี้ ทำงานกันอย่างไร มีไลฟ์สไตล์อย่างไร อะไรคือสวยหล่อของคนไทย คนไทยคนไหนที่ประสบความสำเร็จ และประสบความสำเร็จด้วยวิธีไหน มันยากไหมที่จะก่อตั้งกิจการในเมืองไทยแล้วทำได้จนดี ฯลฯ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันแบบนี้มากมาย หนูดีเองก็มีคำถามสำหรับเพื่อนเช่นกัน ถามกันไปมา สรุปว่าไม่เคยได้นอนก่อนตีหนึ่งสักคืน นานๆ ทีได้ทำแบบนี้ ก็มีความสุขอบอุ่นใจดีค่ะ เพราะตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย และเลิกอยู่หอพักนักศึกษามาแล้ว การที่จะมีเพื่อนมานั่งคุยเล่นในห้องนอนก่อนนอนนี่ เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้มาหลายปีแล้ว เหมือนได้ย้อนยุคเลยค่ะ
สิ่งหนึ่งที่เพื่อนเล่าว่า เป็นเทรนด์ขาดไม่ได้สำหรับคนทำงานชาวญี่ปุ่นที่อยากก้าวหน้าในอาชีพ นั่นก็คือ ศัพท์ใหม่ที่หนูดีไม่เคยได้ยินมาก่อน Tobacommunication ฟังแล้วงง อะไรนะจ๊ะ เธออธิบายว่า มาจากคำว่า Tobacco และ Communication ซึ่งมีความหมายว่า การสูบบุหรี่และพูดคุยกัน ซึ่งมาจากสถานการณ์ในชีวิตคนทำงานในบริษัทในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเมืองโตเกียวของเธอ ที่ “บอส” มักจะเป็นคนดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ดังนั้นใครที่อยากได้เวลาพิเศษเพื่อพูดคุยเรื่องต่างๆ ทั้งฟ้องเรื่องนั้นเรื่องนี้ ปรึกษา สอบถาม แจ้ง หรือแค่ตีสนิทตีซี้ ก็มักจะใช้เวลาในห้องสูบบุหรี่ ที่ทุกคนที่เข้าไปสูบต่างก็อยู่ในอารมณ์ผ่อนคลาย รีแลกซ์ พร้อมพูดคุยเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์ฟุ้งๆ ไม่ใช่อารมณ์หนักแบบเวลากลับเข้ามาในออฟฟิศแล้ว ซึ่งจะพูดคุยอะไรกันทีก็ต้องเป็นทางการ นั่งในห้องทำงาน โค้งแล้วโค้งอีก
ฟังแล้ว หนูดีก็ถามต่อว่า “แล้วเหล้าล่ะ” ยูกิ เล่าต่อว่า เหล้านี่สำคัญมากเลย “ต้องดื่มด้วยนะถ้าอยากให้ตัวเองก้าวหน้าในอาชีพการงาน โดยเฉพาะถ้าบอสเป็นคนกินดื่ม” เธอเรียกมันว่า Alcoholcommunication ซึ่งเป็นการผสมคำฝรั่งแบบคนญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ชอบดัดแปลงภาษาอังกฤษ
มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ? หนูดีอยากรู้ เพราะในเมืองไทยหากเราเข้าสังคมได้ก็นับว่าดี แต่เหมือนกับว่า ในประเทศไทยของเรา การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่เก่ง มันไม่ได้เป็นตัวแปรความสำเร็จในอาชีพการงานขนาดนั้น หนูดีเองก็ไม่เคยเป็นสาวออฟฟิศในญี่ปุ่นเสียด้วย ก็ฟังแบบอึ้งๆ และไม่ค่อยเชื่อ แต่เรื่องนี้เพื่อนยืนยันหนักแน่น เพราะเธอบอกว่าตัวเธอเองไม่ชอบดื่มเหล้าและสูบบุหรี่เลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลิกงานแล้วก็อยากกลับบ้าน ไม่ได้อยากไปกินเหล้าต่อกับนาย พอฟังมาถึงตรงนี้
หนูดีเกิดคำถามใหม่ “อ้าว เป็นผู้หญิงนี่ ต้องไปดื่มเหล้ากับนายด้วยเหรอ” คำตอบก็คือ “แน่นอน” ซึ่งว่าไปก็น่าประหลาด เพราะเรามักคิดว่า การดื่มเหล้าสูบบุหรี่กับนายที่เป็นผู้ชาย เป็นหน้าที่ของพนักงานบริษัทผู้ชายเสียมากกว่า หากเป็นลูกน้องผู้หญิงไปทำแบบนั้นคงไม่เหมาะสม อาจถูกมองแบบไม่ดีได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกน้องผู้หญิงก็ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นเหมือนกัน และผลของการที่เพื่อนของหนูดีเป็นคนไม่ “แฮงเอาต์” กับเจ้านายหลังเลิกงาน ก็สะท้อนเป็นผลแบบเห็นได้ชัดในการขึ้นเงินเดือนแต่ละปี จนเธอบอกว่า แม้ทำงานมาหลายปี แต่เงินเดือนเด็กใหม่ๆ แทบจะไล่เธอทันอยู่แล้ว
ก็ไม่รู้ว่าการก้าวหน้าในอาชีพการงาน ที่ต้องแลกมาด้วยการพัวพันอบายมุข แม้ในอาชีพที่ไร้อบายมุข เช่น อาชีพคนออกแบบเกมคอมพิวเตอร์แบบของเพื่อนหนูดีนั้น มันคุ้มกันไหม สำหรับคนส่วนใหญ่ คงคุ้มมังคะ เพราะนี่คือวิถีชีวิตปกติของคนทำงานจำนวนมากในโตเกียว
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเธอในฐานะผู้หญิงญี่ปุ่นก็คือ การที่เธอเริ่มอายุมากขึ้นๆ เกิน 30 ปี แต่ยังคงทำงานอยู่ และยังไม่ได้แต่งงานออกไปเสียที เรื่องนี้พูดกันเล่นๆ มาสักพักแล้ว เพราะหนูดีและเพื่อนก็อายุเท่าๆ กัน ในขณะที่หนูดีในฐานะสาวไทย ยังคงไม่เครียด และมั่นใจว่ามีเวลาตัดสินใจเรื่องชีวิตคู่อีกหลายปี
เพื่อนของหนูดีก็เริ่มใช้บริการ “โอมิไอ” หรือแม่สื่อหาคู่ แต่เธอก็พบว่าผู้ชายอายุ 30 กว่าที่แม่สื่อจัดมาให้พบ ก็อยากแต่งงานกับผู้หญิงอายุ 20 เศษมากกว่า เพราะมีเวลาที่จะมีลูกได้แบบปลอดภัยอีกหลายปี โลกการทำงานสำหรับผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ได้เก่งเลิศในญี่ปุ่นนั้น ไม่ง่ายเลย เพราะความกดดันที่ผู้หญิงควรแต่งงานยังคงมีอยู่มาก และยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสในการเลื่อนตำแหน่งของผู้หญิงก็น้อยลง ยกเว้นว่าผู้หญิงคนนั้นจะเก่งแบบจีเนียสจนเป็นที่ยอมรับ ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่จะคงชีวิตหญิงโสดไว้ได้และทำงานเก่งจนเป็นที่ประจักษ์ด้วย
เพื่อนบอกว่า ผู้หญิงทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เก่ง ไม่ได้แนว และยังไม่เจอคนที่ใช่จนสมควรแต่งงานในวัย 30 เศษ มักจะโดนมองประหลาดๆ ไม่เพียงแต่ในสายตาคนทั่วไปเท่านั้น แต่ในสายตาของพ่อแม่เช่นกัน เมื่อหนูดีเล่าถึงสถานการณ์การทำงานของผู้หญิงในประเทศไทยว่า เรามีโอกาสที่ดีแทบไม่แตกต่างกับเพศชาย รวมถึงเรื่องการแต่งงาน ที่ถึงแม้สาวๆ หลายคนจะบ่นว่า ผู้ชายดีๆ หายาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายไทยดีๆ ใจดี ที่อยากเป็นแฟนและสามีที่ดี ก็ยังคงมีอยู่มากมาย แถมยังเรื่องการมี “ลูกสาว” ที่คนไทยมักรู้สึกว่า มีลูกสาวแล้วดีนะ ใกล้ชิดพ่อแม่ ในขณะที่ลูกชายพอโตแล้วมักไม่มาคลอเคลียนัวเนีย ทำให้คนไทยไม่รังเกียจการมีลูกสาว สิ่งนี้เพื่อนฟังด้วยความงงและความอิจฉา จนร่ำๆ ว่า อยากจะย้ายมาเมืองไทยเสียดีไหมนี่ เพราะในญี่ปุ่นนอกจากเศรษฐกิจไม่ค่อยดีแล้ว การอยู่เป็นสาวโสดแม้จะสวยแค่ไหน แต่วัยเกินสามสิบนั้น จะขยับทำอะไรก็ยาก ทั้งเรื่องงานและเรื่องแต่งงาน
ได้ยินแบบนี้แล้ว ก็ได้แต่เอาใจช่วยเพื่อนให้มีตัวเลือกดีๆ ในปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ และก็ต้องหันมามองสังคมไทยของเราด้วยรอยยิ้มว่า จริงๆ แล้วเมืองไทยของเรานี้ มีสิ่งที่เป็นธรรมในโลกการทำงานระหว่างหญิงชายมากกว่าอีกหลายประเทศ รวมถึงเรื่องการกินดื่มสูบ ที่หากทำได้ก็ดีไปหากเจ้านายต้องการ แต่ไม่ได้ก็ไม่ถึงขั้นเสียหายกับความก้าวหน้าในงาน นับว่า เราโชคดีมากเช่นกันค่ะ







