
ทรัพยากรมีค่าของเวียดนาม ป่าไม้และสภาพแวดล้อม
เรื่อง / ภาพ : ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
ชาวเขาหรือหากเรียกให้ถูกต้องว่าชนกลุ่มน้อยในเวียดนามอยู่กระจัดกระจายกันตามพื้นที่ภูเขาสูงทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ชนกลุ่มน้อยที่ว่านี้จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม ด้วยเหตุนี้พื้นที่ภูเขาสูงจำนวนเนื้อที่ไม่น้อยจึงถูกถากถางจนโล่งเตียน เราเห็นร่องรอยของการทำลายไม้ต้นขนาดใหญ่ด้วยวิธีใช้ขวานฟันและใช้มีดเซาะเนื้อไม้จนเป็นร่องรอบลำต้น วิธีนี้คือวิธี
“กาน” ไม้ต้นขนาดใหญ่ให้ท่อน้ำขาดแน่นอนว่าไม้ต้นขนาดใหญ่น้อยจะยืนต้นแห้งตายไปเอง ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ใช้วิธีเข้าแถวดาหน้ากันถากถางกล้าไม้ใหญ่น้อยลงมาตามระดับสูง เราเรียกวิธีเขตกรรมแบบนี้ว่า การโกนภูเขาจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นไปในเวลาไม่นานนัก สำหรับในเมืองไทยนั้นลองขึ้นไปดูที่พวกม้งอาศัยอยู่บนบ้านน้ำเข็ก จ.เพชรบูรณ์ ก็แล้วกันว่า ม้งโกนภูเขาได้เด็ดขาดแค่ไหน
ชนชาวเขาที่เรียกกันว่า มอย หรือฝรั่งเศสเรียกว่า มงตาญยารด์ (Montagnards) นั้นมักพบทางตอนกลางและตอนเหนือของเวียดนาม พวกนี้มีชนกลุ่มน้อยอยู่ถึง 54 เผ่า แต่ที่พบมาก ได้แก่ ม้ง ชิล มาห์ บานา ชินห์ ไต และจาไร ซึ่งอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงทางภาคเหนือ
ชาวเขาในเวียดนามเหนือก็ไม่ต่างจากชาวเขาทางภาคเหนือของไทยเท่าใดนัก พวกนี้ทำนาปลูกข้าว ทำนาขั้นบันได ปลูกกาแฟ ถั่วดำ มันเทศ นอกจากปลูกผักและปลูกไม้ผลยืนต้นบางชนิด เช่น ท้อ บ๊วย สตรอเบอร์รี ชาวเขาเผ่าต่างๆ ตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างดุเดือด พวกเราที่เห็นพวกนี้ดาหน้ากันถากถางไม้ยืนต้นบนภูเขาลงแล้ว พากันส่ายหน้าและบางคนพูดว่า
“นี่มันไม่ได้ถางป่ากันแล้ว มันใช้วิธีโกนภูเขากันเลย” ผลที่เกิดขึ้นจากการทำไร่เลื่อยลอย (ถางแล้วเผา Slash and Burn) นี้ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างใหญ่หลวงดังได้เห็นว่าปัจจุบัน เวียดนามมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เพียง 21 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดไม้ต้นที่มีคุณค่าหลายชนิดของเวียดนาม ถูกทำลายย่อยยับเพื่อนำเนื้อไม้ไปทำฟืน เผาถ่าน และปลูกพืชไร่ต่างๆ ขนาดอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปุย เอง เรายังได้เห็นเด็กชาวเขา 45 คน แบกขวานเดินสวนทางออกมา ไต่ถามดูพวกเขาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า
“จะไปตัดแก่นไม้ทำลูกข่าง” พวกนี้เลือกไม้ต้นที่มีเนื้อแข็งอายุหลายปี เช่น ต้นก่อ เอาไปทำของเล่นที่ว่านี้ ช่างเป็นของเล่นที่มีค่าสูงอะไรเช่นนี้ และดูเหมือนเจ้าหน้าที่ก็ไม่นำพาอะไรทั้งสิ้นไม่ต้องสงสัยว่าไฟป่ากำลังล้อมเมืองใหญ่ในภาคเหนือไว้หมด ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านชาวเมืองเริ่มรู้รสถึงพิษสงของการทำลายไม้ต้นอย่างจริงจังก็ปีนี้
กลับไปดูชีวิตพืชพันธุ์ไม้ใหญ่น้อยในป่า เวียดนามเหนือกันจะสบายใจกว่า เรามีโอกาสเข้าไปเยือนอุทยานแห่งชาติของเวียดนามเหนือสองสามแห่ง จึงพอมีข้อมูลมาเล่าถึงชีวิตพืชและความหลากหลายของมันมาถ่ายทอดให้ได้ทราบกัน
อุทยานแห่งชาติกุกพวง (Cuc Phuong National Park) นับเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์พืชที่โดดเด่น เต็มไปด้วยความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืชและสัตว์ป่า จนอ้างได้ว่าเป็น Hotspots ของเวียดนามและของโลกก็ว่าได้
แม้เวลาที่เราเข้าไปเยือนกุกพวงจะน้อยนิด แต่จากการได้เข้าไปเดินในป่าหลายชั่วโมงและได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนทำให้เราได้ทราบว่าในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ได้มีนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติ ทั้งด้านพืชและสัตว์ เข้าไปศึกษาวิจัยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวเวียดนาม และมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายชื่อหรือทำเนียบชื่อพันธุ์ไม้ ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกในปี 2514 โดยแยกเป็นพืชที่มีท่อลำเลียง 1,614 ชนิด (Species) จาก 189 วงศ์ ในการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ส่วนรายงานทำเนียบรายชื่อพืชมีเมล็ดของอุทยานกุกพวงเกิดขึ้นในปี 2547 โดยจำแนกพืชออกเป็น 1,926 ชนิด และค้นพบพืชในสกุล (Genus) ใหม่ 2 ชนิด โดยยังไม่รวมพืชชนิดใหม่ (Species) อีกหลายชนิด
เราลองเข้าป่าไปดูเฉพาะพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจที่สุดของอุทยานแห่งชาติของเวียดนามกันดีกว่า







