
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มหันตภัยเงียบ
เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ทุกวันนี้ คนเราบริโภคสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กันมากน้อยเพียงใด ?
ลองมองไปรอบๆ ตัว ดูเหมือนว่าชีวิตประจำวันของคนเรามีความผูกพันใกล้ชิดกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จนเรียกได้ว่าแทบทั้งวันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น พัดลม ตู้เย็น มาจนถึงอุปกรณ์ไฮเทคที่อายุการใช้งานสั้นมาก ต้องเปลี่ยนรุ่นให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาอย่างคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ
เมื่อหมดประโยชน์ใช้การไม่ได้ก็ต้องทิ้ง จากสินค้าล้ำค่าก็กลายเป็นขยะไร้ค่า แถมยังเป็นขยะมีพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดได้
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นของเสียที่ประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสียหรือไม่มีใครต้องการแล้ว มันได้กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องใหญ่ระดับโลก เนื่องจากชิ้นส่วนหลายชิ้นในอุปกรณ์เหล่านั้นนอกจากไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติแล้ว หากโยนทิ้งๆ ขว้างๆ ยังจะกลายเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แถมจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา
ตัวเลขที่น่าตกใจของปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกมีมากถึง 40
–50 ล้านตันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยเอง มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 5.8 หมื่นตัน อีกทั้งยังมีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่าของขยะมูลฝอยในชุมชน และยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ มีสารโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถจำแนกสารอันตรายที่อยู่ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ดังนี้
ตะกั่ว เป็นส่วนประกอบในการบัดกรีแผ่นวงจรพิมพ์ หลอดภาพรังสีแคโทด (CRT) ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ระบบโลหิต การทำงานของไต การสืบพันธุ์ และมีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก และทำลายระบบประสาท ระบบเลือดและระบบสืบพันธุ์ในผู้ใหญ่
แคดเมียม พบในแผ่นวงจรพิมพ์ ตัวต้านทาน และหลอดภาพรังสีแคโทด สารนี้จะสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะที่ไต ทำลายระบบประสาท ส่งผลต่อพัฒนาการและการมีบุตร หรืออาจมีผลกระทบต่อพันธุกรรม
ปรอท พบในตัวตัดความร้อน สวิตช์ และจอแบน จะส่งผลในการทำลายอวัยวะต่างๆ รวมทั้งสมอง ไต และเด็กในครรภ์มารดาได้ และถ้าลงสู่แหล่งน้ำและตกตะกอน จะสะสมในสิ่งมีชีวิตได้ง่าย และจะสะสมต่อไปตามห่วงโซ่
โครเนียมเฮกซาวาแลนท์ ใช้ในการป้องกันการกัดกร่อนของแผ่นโลหะเคลือบสังกะสี ซึ่งสามารถผ่านเข้าสู่ผนังเซลล์ได้ง่าย จะส่งผลในการทำลายดีเอ็นเอ และเป็นสารก่อมะเร็งสำหรับมนุษย์
บริลเลียม ใช้ในแผนวงจรหลัก เป็นการก่อมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งปอด โดยผู้ที่ได้รับสารนี้อย่างต่อเนื่องจากการสูดดมจะกลายเป็นโรค Beryllicosis ซึ่งมีผลกับปอด หากสัมผัสก็จะทำให้เกิดแผลที่ผิวหนังอย่างรุนแรง
สารหนู ใช้ในแผงวงจร ซึ่งทำลายระบบประสาท ผิวหนังและระบบการย่อยอาหาร หากได้รับปริมาณมากอาจทำให้ถึงตายได้
แบเรียม ใช้ในแผ่นหน้าของหลอดรังสีแคโทด เป็นสารที่มีผลต่อสมอง ทำให้สมองบวม กล้ามเนื้ออ่อนล้า ทำลายหัวใจ ตับและม้าม
ตัวทนไฟทำจาก โบรมีน ใช้ในกล่องพลาสติกของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร และตัวเชื่อมต่อ เป็นสารที่มีพิษและสามารถสะสมได้ในสิ่งมีชีวิต ถ้ามีทองแดงร่วมด้วยจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไดออกซินและฟิวแรนระหว่างการเผา
ทั้งหมดที่กล่าวมาคืออันตรายร้ายแรงที่มองไม่เห็น ซึ่งอยู่รอบตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว
แม้ทั่วโลกจะมีการรณรงค์ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วยวิธีการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ 2 วิธี นั่นคือ การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำไปใช้อีก (Recycle) แต่การแก้ปัญหาง่ายๆ ในเบื้องต้นที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองคือสร้างจิตสำนึกในการใช้งานเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการคิดก่อนซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ ไปจนถึงการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ไว้อย่างชัดเจนหลังหมดอายุการใช้งานแล้ว
ร่วมด้วยช่วยกันก่อนที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์จะล้นเมือง







