
ใครๆ ก็อ้าง “สีเขียว” ?
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
เดี๋ยวนี้ทุกคนพูดถึง
“สีเขียว” (กระแสสีเขียว) กันอย่างสนิทปาก ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารภาครัฐหรือภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง เพราะทำให้ดูดีและเป็นคนตามสมัยทุกวันนี้
“กระแสสีเขียว” (Greens) จึงกระจายและแทรกซึมเข้าไปในทุกวงการ เพราะต่างตื่นตัวในเรื่องของ “สิ่งแวดล้อม”ธุรกิจอุตสาหกรรมยุคใหม่จึงยึดเอาแนวความคิดหรือกระบวนทัศน์ของ
“กระแสสีเขียว” (Greens) หรือ “การอนุรักษ์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” เป็นตัวชูโรง คือ เป็นตัวตั้งในการออกแบบ กระบวนการผลิต การบรรจุหีบห่อ การทำมาค้าขาย และการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้นยิ่งถ้าสามารถแสดงให้ผู้บริโภคหรือสังคมเห็นถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยแล้ว โอกาสที่ผู้บริโภคจะซื้อหาสินค้าและเลือกใช้บริการของเราด้วยความชื่นชมก็จะมีมากขึ้น
จะว่าไปแล้ว ที่มาหรือจุดเริ่มต้นของกระแสสีเขียวมาจากหลายแหล่ง แต่เกิดในช่วงจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายอย่างรวดเร็ว
เมื่อเอ่ยถึงพวกสีเขียว (Greens) เรามักจะนึกถึง
“กลุ่มอนุรักษ์และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม” เช่น กลุ่มกรีนพีซ (Green Peace) ซึ่งมีพัฒนาการด้านการประท้วงผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมพร้อมกับการเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นลำดับ ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม กลุ่มสีเขียวจะถูกมองว่าเป็นพวกที่ต่อต้านพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นพวกอนุรักษ์ที่ล้าหลังและถ่วงความเจริญ แต่ก็ด้วยผลการประท้วงและเรียกร้องของกลุ่มสีเขียวนี่เอง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายของการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเฉพาะการออกกฎหมายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบันเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง กลุ่มสีเขียวจะมองโลกเป็นหนึ่งเดียวเพราะอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมเดียวกันทั้งโลก กลุ่มสีเขียวจึงพยายามผลักดันแนวความคิดที่ว่า “คิดในระดับโลกแต่ทำในระดับท้องถิ่น” (Think global, Act local)กระแสสีเขียวทำให้สังคมและสาธารณชนเกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น และทำให้ต้องพิจารณาทบทวนหรือต้องไตร่ตรองกันมากขึ้นระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งพัฒนาการของกลุ่มสีเขียวในประเทศต่างๆ จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาและความต้องการของแต่ละประเทศ
โดยทั่วไปแล้ว กลุ่มสีเขียวจะมีความสนใจในเรื่องต่อไปนี้ ได้แก่ การพิทักษ์และอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะของเสีย การปฏิบัติอย่างไม่มีมนุษยธรรม การผลิตเป็นจำนวนมาก มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา ภาวะโลกร้อน การประหยัดพลังงาน เป็นต้น
ดังนั้น กลุ่มสีเขียว จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัย การสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่มีแนวความคิดคล้ายกัน การขยายแนวความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ตลาดการค้า และสมดุลทางธรรมชาติ รวมทั้งการเมืองระดับโลก ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ
“การเมืองสีเขียว” (Green Politics)นอกจากนี้ กลุ่มสีเขียวยังผลักดันให้เกิดความตกลงระดับพหุภาคี เพื่อการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างพรมแดน
รวมตลอดถึงภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมโลก เช่น รอยรั่วของชั้นโอโซน (Ozone Hole) ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) จนก่อให้เกิดความกังวลของสื่อ สาธารณชน และการเมืองอย่างรุนแรง ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวระดับนานาชาติ และความตกลงในการยกเลิกการใช้และหาสารทดแทนสาร CFCs และอื่นๆ
กลุ่มสีเขียว จะใช้นักเคลื่อนไหวหัวรุนแรงเพื่อเรียกหาความสนใจในทันทีต่อโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถเรียกความสนใจจากสื่อมวลชนได้
ปัจจุบันนักการเมืองและนักธุรกิจได้หันมาสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ทุกฝ่ายและกลุ่มสีเขียวจึงพยายามผลักดันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นสู่เวทีการประชุมสุดยอดโลก เพื่อให้เกิดความตกลงร่วมกันในระดับนานาชาติเพื่อป้องกันสภาพแวดล้อมในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยยึดแนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมของทุกภาคส่วน
ปัญหาในวันที่กระแสสีเขียวเบ่งบานเช่นนี้ จึงเกี่ยวข้องกับ
“การพัฒนาอย่างยั่งยืน” มากที่สุด ครับผม!






