posttoday
ประสบการณ์แอนตาร์กติกาของนักวิทยาศาสตร์หญิงไทย

ประสบการณ์แอนตาร์กติกาของนักวิทยาศาสตร์หญิงไทย

26 มีนาคม 2553

เรื่อง ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์

 

กลับมาจากขั้วโลกใต้ หรือทวีปแอนตาร์กติกาแล้ว สำหรับนักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรก ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ หรือ อาจารย์เปิ้ล ที่มาเล่าประสบการณ์ในการทำงาน ณ สถานีวิจัยโชวะของญี่ปุ่น นอกเหนือจากการเผชิญพายุหิมะกว่า 20 ครั้ง และเตรียมขยายผลด้านสิ่งแวดล้อม

แม้ประเทศไทยจะไม่อยู่ในกลุ่มประเทศสนธิสัญญาแอนตาร์กติกาที่จะสามารถไปสำรวจแอนตาร์กติกาได้ แต่ ผศ.ดร.สุชนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย ก็กลายเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้เดินทางไปกับคณะนักสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นทีมนักวิทยาศาสตร์รุ่นที่ 51 ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 87 คนจาก 4 สัญชาติ เพื่อสำรวจ เก็บตัวอย่างดิน น้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิตจากทวีปที่หนาวเย็น ซึ่งไร้มนุษย์อาศัยอยู่ กลับมาต่อยอดศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม

การเดินทางอันทรหดและน่าตื่นเต้น เริ่มขึ้นในเดือน พ.ย. 2552 คณะนักวิทยาศาสตร์ลงเรือตัดน้ำแข็งลำใหม่ ฝ่าผืนน้ำแข็งที่หนากว่าปกติ เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ จากจุดเริ่มที่ประเทศออสเตรเลียไปถึงทวีปแอนตาร์กติกา ผ่านคลื่นและพายุในทะเลนับครั้งไม่ถ้วน

ในที่สุดพวกเขาก็ไปถึงสถานีวิจัยโชวะที่ตั้งอยู่ ณ ขั้วโลกใต้เป็นที่เรียบร้อย อาจารย์เปิ้ลและทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ได้เริ่มทำงานเก็บตัวอย่างเพื่อมาทำการวิจัย ในอาคารขนาดไม่เกิน 2 ชั้น หน้าตาเหมือนตู้คอนเทนเนอร์หลายหลัง กิจวัตรประจำวันคือการเริ่มงานลงพื้นที่ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น จากนั้นกลับมาประชุมดูผลงานที่ได้พบในแต่ละวันกันต่ออีกหลายชั่วโมง

กว่าจะเก็บตัวอย่างน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยแพลงตอน เปลือกหอยโบราณอายุกว่า 500 ปี ปลากว่า 40 ตัว และดินของทวีปนี้ เต็มไปด้วยความยากลำบาก อาจารย์เปิ้ลเล่าว่าบางครั้งต้องเดินฝ่าหิมะในอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ตัวอย่างมา อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์หญิงคนแรกของไทยที่ได้ไปพิชิตขั้วโลกใต้เล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า บางครั้งถ้าเดินไปไกลมาก ก็กลับมากินข้าวที่สถานีไม่ได้ “เราก็ได้ปิกนิกกันบนทะเลน้ำแข็งเลยค่ะ”

อย่าเพิ่งนึกภาพปิกนิกแบบสวยงามโรแมนติก เพราะอาหารที่คณะนักวิทยาศาสตร์ได้กินในมื้อแบบนี้ไม่มีพ่อครัวทำให้เหมือนอยู่สถานีวิจัย แต่เป็นอาหารปรุงสุกแช่แข็ง ที่ต้องมาเติมน้ำร้อน 3 นาทีเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสชาติจึงเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามท่ามกลางสภาพอากาศแบบนี้ ซึ่งหากไม่นับพายุหิมะ 20 กว่าครั้งที่ต้องเจอจนทำงานไม่ได้แล้ว อาจารย์เปิ้ลก็บอกว่า อากาศดีมาก “ที่นั่นเป็นธรรมชาติมากๆ อากาศบริสุทธิ์มาก ไม่มีใครเป็นหวัดเลยสักครั้ง”

สิ่งแวดล้อมที่น่าสังเกต ไม่ได้มีเพียงอากาศแบบฟ้าโปร่งเท่านั้น แต่เป็นก๊าซในอากาศ ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในปริมาณมหาศาล ทั้งๆ ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย ผศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ ซึ่งเคยไปวิจัยที่แอนตาร์กติกามาเมื่อ 5 ปีก่อน ช่วยขยายความว่า ด้วยความที่โลกหมุน แรงเหวี่ยงทำให้ทุกอย่างที่มนุษย์ทำเอาไว้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไหลไปกองรวมกันอยู่ที่ทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยเฉพาะขั้วโลกใต้ที่ไม่มีผู้คนเลย ยิ่งเห็นผลกระทบได้ชัดเจน และเป็นสัญญาณเตือนถึงอนาคตของโลกเรา

อุปสรรคในการทำวิจัยไม่ได้มีแค่เรื่องความแปรปรวนของสภาพอากาศเท่านั้น แต่ผืนน้ำแข็งที่หนาขึ้นก็เป็นปัญหาเช่นกัน ทั้งในการเดินเรือและการดำรงชีวิตของสัตว์ขั้วโลกใต้อย่าง นกเพนกวิน อาจารย์เปิ้ลบอกว่าน้ำแข็งหนา 4 เมตรครึ่ง ซึ่งถือว่าหนากว่าปกติเกือบ 3 เท่า ทำให้นกเพนกวินหาอาหารได้ลำบากขึ้นและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย

แต่ The Show Must Go On การทำวิจัยยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือแบบการทำงานเป็นทีมที่มีผู้ชาย 78 คน และผู้หญิงเพียง 9 คน พร้อมอุปกรณ์ครบครัน ตั้งแต่ หมวกกันน็อกแบบพิเศษที่บุผ้าและมีชื่อพร้อมกรุ๊ปเลือดของเจ้าของเขียนอยู่ แว่นกันแสงยูวีแบบป้องกันพิเศษ นกหวีด และมีดพก ที่ต้องพกกันแบบห้อยคอเผื่อฉุกเฉิน

เชือกที่ไว้คล้องตัวเองกับเชือกเชื่อมอาคาร ให้เดินข้ามอาคารได้ไม่หลงเมื่อต้องเจอพายุที่มองไปข้างหน้าได้ไม่เกินฟุต ถุงมือกันได้ถึง ลบ 60 องศาเซลเซียส และกระดาษพิเศษที่ใช้เมื่อจะทำธุระส่วนตัว

หลังใช้เวลาหลายสัปดาห์ท่ามกลางพื้นที่ซึ่งไม่มีเวลากลางคืน การศึกษาและเก็บตัวอย่างทั้งหมดในขั้วโลกใต้ก็สิ้นสุดลง คณะนักวิทยาศาสตร์สามารถทำงานตามเป้าหมายได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนนี้ตัวอย่างที่เก็บมาทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือไปยังญี่ปุ่น ก่อนจะนำกลับมาที่ประเทศไทยได้ในเดือนหน้า แล้วต้องใช้เวลาวิเคราะห์อีกประมาณ 6–12 เดือน

“ระหว่างอยู่ที่นั่นก็ได้ติดต่อกับทางภาควิชาตลอดนะคะ ก็ได้รู้ว่ามีคนไทยมากมายกำลังติดตามอยู่ ก็เป็นกำลังใจให้เรา ก็ไม่ท้อ แล้วก็เป็นการย้ำว่า เราต้องทำให้ดี พยายามเก็บตัวอย่างมาให้มากที่สุด” อาจารย์เปิ้ลเล่าความรู้สึก “ไปครั้งนี้นอกจากประสบการณ์เกี่ยวกับขั้วโลกใต้แล้ว ก็ได้ศึกษาเทคนิควิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นเขาใช้ ซึ่งสามารถนำเทคนิคมาประยุกต์ใช้กับการวิจัยของเราได้ อย่างการวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใต้น้ำ ที่เป็นเทคนิคในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับปะการัง หรือปะการังฟอกขาวได้ด้วย”

ผศ.ดร.สุชนา กล่าวทิ้งท้ายว่า ขั้วโลกใต้สะท้อนให้เห็นว่าพวกเราทำอะไรกับโลกไปบ้าง “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลที่พบในขั้วโลกใต้แม้ไม่มีคนอยู่ อาจเป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เราได้ทำกับสภาพแวดล้อมมาในอดีต และเป็นสัญญาณบอกถึงอนาคตโลกของเรา งานวิจัยแบบนี้หากมีต่อไปเรื่อยๆ และต่อเนื่อง น่าจะทำให้เยาวชนของเราหันมาสนใจวิทยาศาสตร์ สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วก็น่าจะทำให้เราช่วยชะลอภาวะโลกร้อนออกไปให้มากที่สุดด้วย”

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน