
รถไฟ
หลังจากทัวร์วัดและพระราชวังทั้งหลายของท่านดาไลลามะในตัวเมืองลาซา เขตปกครองตนเองทิเบตแล้ว ก็ได้มีโอกาสออกไปชมธรรมชาติบ้าง โดยต้องนั่งรถออกนอกเมืองและขึ้นเขาที่คดเคี้ยวสองชั่วโมง ทั้งเมารถทั้งเมาที่ราบสูง ลงจากรถมองเห็นทะเลสาบยัมซอก ยัมโค อันกว้างใหญ่ไพศาลแบบเบลอๆ แทบจะทรงตัวไม่ค่อยอยู่ เป็นอีกหนึ่งทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต มันช่างสวยงามน่าประทับใจมากๆ อากาศก็โล่งสดชื่นเย็นเบาๆ ช่างมีความสุขเสียเหลือเกินถ้าร่างกายอำนวย
หลังจากทัวร์วัดและพระราชวังทั้งหลายของท่านดาไลลามะในตัวเมืองลาซา เขตปกครองตนเองทิเบตแล้ว ก็ได้มีโอกาสออกไปชมธรรมชาติบ้าง โดยต้องนั่งรถออกนอกเมืองและขึ้นเขาที่คดเคี้ยวสองชั่วโมง ทั้งเมารถทั้งเมาที่ราบสูง ลงจากรถมองเห็นทะเลสาบยัมซอก ยัมโค อันกว้างใหญ่ไพศาลแบบเบลอๆ แทบจะทรงตัวไม่ค่อยอยู่ เป็นอีกหนึ่งทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต มันช่างสวยงามน่าประทับใจมากๆ อากาศก็โล่งสดชื่นเย็นเบาๆ ช่างมีความสุขเสียเหลือเกินถ้าร่างกายอำนวย
พยายามจะทำตัวให้ชินกับสภาพอากาศและสถานที่ ด้วยการทำตัวกลมกลืนเข้าไปถ่ายรูปกะเจ้าหมาทิเบตตัวดำใหญ่จ่ายไปห้าหยวน หมาตัวยักษ์ที่เหลืออยู่น้อยนิดใกล้จะสูญพันธุ์อยู่แล้ว คุณไกด์อาเปาเล่าว่า ตัวหนึ่งแพงมากนะจ๊ะเป็นล้านหยวนก็มี มันกล้าหาญดุดันสามารถสู้กับเสือได้ถึงสามตัว และรักเจ้าของมาก เคยมีเศรษฐีคนปักกิ่งมาซื้อไปเลี้ยง มันไม่ยอมกินข้าวเป็นอาทิตย์ แล้ววันหนึ่งมันกัดโซ่เหล็กขาดแล้วเดินจากปักกิ่งกลับมาทิเบตบ้านเกิดของมันได้เองอ่ะ ซู้ดดดยอด บางคนก็ขึ้นไปขี่เจ้าจามรีถ่ายภาพเป็นที่ระทึก กล้าๆ กลัวๆ สักพักไม่ถึงสิบนาทีได้มั้ง? คนที่อาการแย่ๆ ในรถก็เรียกพวกเราให้ขึ้นรถกลับเพราะกำลังจะขาดใจตาย พวกเราส่วนน้อยที่สามารถลงมายืนดูทะเลสาบได้ก็ต้องค่อยๆ คลานขึ้นรถเพื่อลงเขาที่คดเคี้ยวกลับมาที่ในตัวเมืองอีกสองชั่วโมง โอ๊ย...! เป็นการเที่ยวที่สุดยอดจริงๆ เลยอ่ะ เพียงแค่เสียดายที่เราไม่ได้ลงไปสัมผัสน้ำในทะเลสาบแห่งนี้เท่านั้นเอง
คืนสุดท้ายพวกเรามีปาร์ตี้กันเบาๆ กับสาวฝรั่งหัวใจไทย คริสตี้ กิ๊บสัน เบาจริงๆ เพราะโยกมากไม่ได้เลยเหนื่อยโคตรโคตร ข้าวก็กินไม่ค่อยลง พอเช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องขึ้นรถไฟเพื่อออกจากลาซาไปยังเมืองซีหนิง ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับเขตปกครองตนเองทิเบต พวกเราได้เน่ากันอีกแล้วเจ้าค่า เพราะอยู่บนรถไฟ 24 ชั่วโมงแล้วเดินทางต่อเลยเพื่อขึ้นเครื่องกลับไปยังเมืองเฉินตู เพื่อรอต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ บ้านเรา
ออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อลากกระเป๋ากันไปขึ้นรถไฟสายที่ยาวมากต้องใช้เวลาอยู่บนรถไฟถึง 24 ชั่วโมง บนรถไฟแบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆ โบกี้ที่ปูและพวกพ้องได้โดยสารถือว่าไฮโซ เพราะเป็นห้องที่มีสี่เตียงสองชั้น ถ้าด้อยลงไปหน่อยก็จะเป็นเตียงสามชั้นนั่งไม่ได้ต้องซุกตัวเข้าไปนอนได้อย่างเดียว และชั้นประหยัดสุดคือ นั่งกันไปตลอดทางล่ะ แต่ห้องอาหารในรถไฟเขาก็โออยู่นะ กว้างขวางพอสมควรเลยล่ะ ห้ามอยู่ห้ามนั่งจนกว่าจะถึงเวลากินเท่านั้นจึงมีสิทธินั่งได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอยู่กันแต่ในห้องของใครของมันเท่านั้น หรือนั่งๆ นอนๆ มันอยู่อย่างงั้นแหละ ขนาดอยู่ห้องหรูปูยังแทบแย่เลย มันอึดอัดอ่ะดิ แค่เอากระเป๋าเข้าไปก็แทบจะไม่มีที่แล้ว ตัวปูเองได้นอนชั้นบน จะปีนขึ้นแต่ละทีเหนื่อยสุดๆ เพราะถึงแม้ว่าเราจะอยู่บนรถไฟก็ตามแต่นั้นคือเรากำลังอยู่เหนือระดับน้ำทะเลสูงสุด ตอนบีบหัวใจก็ 5,272 เมตรเข้าไปแล้ว เพื่อนๆ หลายคนปวดหัวเสียความทรงตัวต้องใช้ออกซิเจนที่ทางรถไฟมีไว้ให้จัดการกับตัวเองเพื่อความอยู่รอด ตัวปูอ่ะตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ามันสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึงห้าพัน ก็คิดว่าเมารถพยายามจะนอนเพื่อให้หายปวดหัว แต่มันก็นอนไม่หลับเพราะร้อนและหัวใจเต้นแรง จนกระทั่งอาเปาไกด์ของเราเดินเอาสายออกซิเจนมาแจกแล้วบอกว่าไหวมั้ย? บางห้องก็เล่นไพ่ฆ่าเวลากันไป คุยกันเพื่อให้เวลามันผ่านๆ ไป มันเป็นอุปาทานหมู่เหมือนกันนะ เพราะตอนแรกก็ไม่มีใครเป็นอะไร แต่พอไกด์อาเปาเดินมาบอกว่าตอนนี้เราอยู่สูงห้าพันเท่านั้นแหละแต่ละคนก็เริ่มมีอาการขึ้นมาทันทีเชียว อิอิ ตอนกินข้าวปูอ่ะกินไม่ลงเลยอ่ะ มันพะอืดพะอมจนต้องร้องไห้ออกมาเพื่อให้หายอึดอัด ก็แหม...นะ อาหารบนรถไฟก็ประมาณผักและผัก แกงจืดยังเป็นน้ำต้มแตงกวากะมะเขือเทศเลยอ่ะ จืดสนิท ต้องอาศัยหมูหย็องหมูเส้นของน้องตูน และพริกเผ็ดๆ หน่อยที่น้องเภาตัวแทนเซเว่นฯ แอบเอาขึ้นเครื่องมาด้วยช่วยให้ข้าวลงคอไปได้บ้าง คิดถึงส้มตำเป็นที่สุดเลยอ่ะ
24 ชั่วโมงที่อยู่บนรถไฟ ปวดเมื่อยตัวไปหมด ในที่สุดก็ถึงเมืองซีหนิง เมืองชายแดนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับทิเบต ได้เที่ยวอีกสองแห่งก่อนขึ้นเครื่องกลับไปยังเมืองเฉินตูประเทศจีนเพื่อรอต่อเครื่องกลับเมืองไทย ถึงเมืองไทยคุณณณเอ๋ย! ไม่มีที่ไหนสุขใจเหมือนบ้านเราเล้ย จริงๆ นะ ประทับใจมั้ยทริปนี้ ส้วดยอดอ่ะ เพราะได้รู้รสชาติของการหายใจไม่ออก...มันเป็นยังไงแล้วจร้าาา







