posttoday
ระวังโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส

ระวังโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส

13 พฤศจิกายน 2555

โดย...อณุศรา ทองอุไร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โดย...อณุศรา ทองอุไร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หน้าฝนกำลังจะหมดไป หน้าหนาวกำลังจะเข้ามา ช่วงรอยต่อของฤดูกาลแบบนี้โรคภัยไข้เจ็บบางชนิดจะแพร่หลายในช่วงนี้ ทั้งไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม โดยเฉพาะโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Disease) เป็นการเรียกชื่อกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคนี้สามารถแบ่งตามการแพร่กระจายของเชื้อ คือการติดเชื้อแบบลุกลามและแพร่กระจาย หรือโรคไอพีดี ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ในอวัยวะหลายระบบ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง และการติดเชื้อที่ไม่แพร่กระจาย ได้แก่ โรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคไซนัสอักเสบ นอกจากนี้ เชื้อนิวโมคอคคัสยังเป็นสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตคนกว่า 1.6 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีการวิจัยจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า 33.3% ของอัตราการเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูเกิดจากโรคปอดอักเสบ ชุมชนในผู้ใหญ่มีการศึกษาจำเพาะในจังหวัดตัวอย่าง คือ จ.นครพนม พบว่ามีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอักเสบชุมชนในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สูงถึง 1,573 คน ต่อประชากร 1 แสนคน ในช่วงเดือน ก.ย. 2546ส.ค. 2547

ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ของจำนวนประชากร และมีแนวโน้มในการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุนั้นถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัส เนื่องจากเป็นวัยที่ภูมิคุ้มกันเริ่มลดต่ำลง จึงนับเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังและป้องกันในหมู่ผู้สูงอายุ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า “โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน”

สาเหตุของโรค

เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียมีมากกว่า 90 สายพันธุ์ โดยมีประมาณ 20 สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เชื้อนิวโมคอคคัสอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอ เชื้อสามารถแบ่งตัวได้ดีในปอด ทำให้เกิดการอักเสบในปอดและแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดอาการโลหิตเป็นพิษ หรือกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบสมองและไขสันหลังทำให้เกิดอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

โดยปกติแล้ว หากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เชื้อนิวโมคอคคัสจะไม่สามารถทำอะไรได้ แต่หากเมื่อใดที่ร่างกายเริ่มอ่อนแอ อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และอาจมีโอกาสลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งทำให้การแพร่กระจายของเชื้อรุนแรงและสามารถแพร่กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การติดเชื้อชนิดนี้ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 2030%

โรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส

โรคปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบคือโรคที่เกิดในระบบทางเดินหายใจชนิดหนึ่งที่มีการอักเสบของเนื้อปอด ถุงลมปอด ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก หายใจหอบ มีไข้ ไอ มีเสมหะ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต โดยทั่วไปโรคปอดบวมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อไมโครพลาสมา (ทำให้เกิดโรคปอดบวมชนิด Atypical pneumonia) แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ โรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae หรือเชื้อนิวโมคอคคัส

ระวังโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส

 

วิธีการติดต่อ

เชื้อนิวโมคอคคัสสามารถติดต่อได้จากคนสู่คนผ่านระบบทางเดินหายใจ อาทิ การไอ จาม และสัมผัสกับละอองเสมหะของผู้ป่วยหรือพาหะ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุบริเวณทางเดินหายใจ

ระยะเวลาฟักตัวและการติดต่อ

ระยะฟักตัวของโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส คือ 1–3 วัน แต่ยังไม่สามารถระบุระยะเวลาการติดต่อได้อย่างแน่นอน แต่เชื่อว่าการแพร่เชื้อจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีเชื้อในเสมหะ โดยเด็กจะเป็นพาหะของเชื้อได้นานกว่าผู้ใหญ่ คือเชื้อจะอาศัยอยู่ในทางเดินหายใจส่วนต้นเฉลี่ย 2–4 เดือน ในขณะที่ผู้ใหญ่จะเป็นพาหะนาน 2–4 สัปดาห์

อาการของผู้ป่วย

เชื้อนิวโมคอคคัสมักทำให้เกิดโรคของระบบทางเดินหายใจ เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ ซึ่งส่วนมากมักไม่รุนแรง แต่เชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดบวม ซึ่งอาจจะมีอาการรุนแรง โดยอาการของผู้ติดเชื้อที่ปอดสังเกตได้จาก มีอาการไอ มีเสมหะ เหนื่อย หายใจลำบาก หากลามเข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดอาการโลหิตเป็นพิษ ไข้ขึ้น หนาวสั่น ช็อก หากลุกลามไปยังสมองก็อาจทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมองได้

กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ได้แก่

ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันต่างๆ ลดลง

ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจ โรคปอด โรคถุงลมโป่งพองหรืออักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคไต

ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ได้แก่ ผู้ป่วยที่รับยาเคมีบำบัด ผู้ที่ติดเชื้อโรคมะเร็ง ผู้ที่ต้องฟอกไตเป็นประจำ รวมถึงผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

เด็กที่มีความเสี่ยงสูงมากเป็นพิเศษต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ได้แก่ เด็กที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ปกติ เป็นโรคทาลัสซีเมีย เป็นต้น

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยที่แน่ชัดคือการแยกเชื้อได้จากเลือดหรือสิ่งคัดหลั่งอื่นๆ เช่น น้ำไขสันหลัง เป็นวิธีการที่มีความถูกต้องสูงในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่ได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน

การรักษา

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ว่า โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน โดยปกติแพทย์จะทำการรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วย แต่ในปัจจุบันพบกว่าเชื้อนิวโมคอคคัสมีการดื้อยาปฏิชีวนะหลายๆ ชนิด ทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงทำให้การเลือกใช้ยาทำลายเชื้อยุ่งยากมากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและใช้เวลานานขึ้นกว่าเดิม ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้เสียชีวิตได้ แพทย์จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มเด็กเล็กในวัยต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเป็น 2 กลุ่มเสี่ยงหลัก

ปัจจุบันในประเทศไทย วัคซีนป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัสยังจัดเป็นวัคซีนทางเลือก ผู้บริโภคจึงควรปรึกษาแพทย์ถึงความคุ้มค่า และอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปวดบวมบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักไม่รุนแรงและหายได้เองใน 2-3 วัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท