
จะทอดกฐินอย่างไรให้ได้บุญอย่างไรเรียกว่าทอดกฐินในพุทธศาสนา (ตอน ๒)
ไม่ใช่อ้างว่า ศรัทธานิมนต์... ไปเพื่อฉลองศรัทธา... สัตตาหะกันตะบัน เดินทางกันตลอดไตรมาสโดยกลับเข้าเขตอาวาสภายใน ๗ วัน พักอยู่ ๑๒ วัน
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ไม่ใช่อ้างว่า ศรัทธานิมนต์... ไปเพื่อฉลองศรัทธา... สัตตาหะกันตะบัน เดินทางกันตลอดไตรมาสโดยกลับเข้าเขตอาวาสภายใน ๗ วัน พักอยู่ ๑-๒ วัน ก็กระทำ อ้างกระทำ สัตตาหกรณียะ ตามอำเภอใจ ให้เป็นที่ติเตียนของหมู่ชนหรือเพื่อนบรรพชิต ที่เขามองดูอยู่อย่างเอือมระอา เรื่องนี้มีจริงๆ พบเห็นบ่อยมาก อย่างเช่น มีภิกษุบางรูปไปอธิษฐานจำพรรษาอยู่แถบภูเขาในเขตอุรุเวลาเสนานิคมเดิม ปัจจุบัน เรียกว่า คยา ขึ้นอยู่กับ ปัตนะ รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย หลวงพี่ท่านอธิษฐานจำพรรษา ณ สถานที่ดังกล่าว แต่จะเข้าพักสัก ๑-๒ วัน ก็จะออกจากเขตอธิษฐานกลับวัดที่พุทธคยา กระทำอย่างนี้ตลอดจนพระลามะที่เฝ้าอาวาสบนภูเขาเขตจำพรรษาแห่งนั้น เล่าให้อาตมาฟังด้วยความเอือมระอา ถึงพฤติกรรมการอยู่จำพรรษาแบบเลี่ยงบาลี โดยอาศัยการไม่ให้ขาดพรรษา โดยกระทำสัตตาหกรณียะออกไป และกลับมาอธิษฐานอยู่จำพรรษาสักวันสองวัน ก็จะทำสัตตาหกรณียะออกไป ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามเจตนาของพุทธบัญญัติ กรณี สัตตาหกรณียะ ที่ได้วางหลักไว้ ๔ ข้อ ที่สามารถกระทำได้ พระลามะจึงออกจะกล่าวดูถูกถึงความโหลยโท่ยของหลวงพี่รูปนั้น ที่ไม่ได้มาอธิษฐานอยู่จำพรรษาอย่างจริงจัง เดินทางไปๆ มาๆ ตลอดพรรษา ด้วยการเล่าให้อาตมาฟังไปหัวเราะไปแบบสมเพชในพฤติกรรมเช่นนั้นของภิกษุบางรูป อาตมาได้ไปประสบเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง ด้วยรับนิมนต์จากศรัทธาญาติโยมไปเจริญพระพุทธมนต์และแสดงธรรมฉลองศรัทธาที่อินเดีย ในระหว่างพรรษา พุทธศักราช ๒๕๕๕... ก็ยังไม่เข้าใจว่า การกระทำดังกล่าวจะได้อะไรไปมากกว่าการหวังว่าได้มีชื่อว่า เคยจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็เหมือนพระภิกษุบางรูปที่ชอบเดินทางไปๆ มาๆ ตลอดพรรษา พอครบไตรมาส ๓ เดือน ก็กลับไปปวารณาออกพรรษา และบอกกล่าวญาติโยมว่า ได้จำพรรษาอยู่ที่นั่นที่นี่ เพื่อหวังลาภสักการะสรรเสริญ... แต่ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่กระทำย่ำยีต่อพระธรรมวินัย
คำถามที่ว่า “ญาติโยมจะได้รับอานิสงส์ผลบุญจากการถวายผ้ากฐินหรือไม่ หากในคณะสงฆ์ที่อยู่จำพรรษา มีพระสงฆ์บางรูปประพฤติเช่นนี้...” เรื่องดังกล่าวคงจะต้องพิจารณากันเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายทายกผู้ให้กับฝ่ายปฏิคาหกผู้รับ หากทั้ง ๒ ฝ่ายบริสุทธิ์ถูกต้อง ก็เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะคุณประโยชน์ต่อฝ่ายนั้นๆ ที่พึงควรจะได้รับและเข้าถึง... ซึ่งหากฝ่ายใด... ฝ่ายหนึ่ง ไม่บริสุทธิ์ คุณประโยชน์ก็จะไม่เกิดกับฝ่ายนั้น มิหนำซ้ำยังแปรกลับเป็นโทษทุกข์ภัยคืนกลับต่อฝ่ายที่กระทำอย่างไม่บริสุทธิ์ ...ไม่ถูกต้องโดยธรรม แต่ก็ไม่ส่งผลต่อฝ่ายที่บริสุทธิ์ ที่ย่อมมีอำนาจธรรมคุ้มครองรักษา เพื่อเข้าถึงประโยชน์โดยธรรม ทั้งนี้ต้องศึกษาองค์ประกอบด้านอื่นๆ ด้วย เช่น เจตนา และวัตถุสิ่งของปัจจัยไทยทาน ต้องบริสุทธิ์ด้วย จึงจะอุดมด้วยอานิสงส์อันยิ่ง แต่โดยทั่วไป เมื่อบุคคลไม่บริสุทธิ์ เจตนาก็ย่อมไม่บริสุทธิ์ แม้จะมีสิ่งของเครื่องไทยทานบริสุทธิ์ ก็ย่อมไม่เป็นผลอย่างที่ควร ทั้งนี้เพราะกรรมดีหรือชั่ว สำเร็จตามเจตนาแห่งบุคคลนั้นๆ เป็นสำคัญ
จากกรณีพระสงฆ์ประพฤติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ด้วยเจตนาหลบหลีกเลี่ยงพระพุทธบัญญัติจะมาอ้างผลสัมฤทธิ์แห่งการปฏิบัตินั้น หาได้ไม่!! เพราะพฤติกรรมแห่งโมฆะบุรุษ ย่อมให้ผลสัมฤทธิ์เป็นโมฆะในคุณประโยชน์... และยังย้อนกลับให้ผลเป็นโทษ... เป็นบาปกรรม หากล่วงรู้ว่า ประพฤติผิดและมีเจตนาที่กระทำให้สัมฤทธิผล ดังนั้นอานิสงส์อันพึงควรได้แห่งฝ่ายปฏิคาหกหรือภิกษุผู้รับผ้ากฐิน ย่อมไม่มี... แต่มิใช่จะทำให้อานิสงส์แห่งฝ่ายทายกผู้ถวาย เสียไปไม่ ด้วยอำนาจแห่งธรรมย่อมสำเร็จตามเจตนาที่บริสุทธิ์ ซึ่งน้อมถวายถึงสงฆ์อย่างไม่เฉพาะเจาะจง ผลแห่งทักษิณานั้นยังคงไพบูลย์เสมอ จึงไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องผลบุญที่พึงจะได้รับจากการกระทำที่ถูกต้องตามพุทธบัญญัติในเขตบุญพระพุทธศาสนา ประการสำคัญของทายกผู้ถวายทาน จะต้องตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นว่า ครบองค์ประกอบที่สามารถถวายผ้ากฐินได้หรือไม่
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







