posttoday

เกษตรอินทรีย์ วิถีสีเขียวของชาวลัวะ

09 พฤศจิกายน 2555

ไกลสุดลูกตาคือทิวเขา ขยับเข้าใกล้คือนาข้าว

ไกลสุดลูกตาคือทิวเขา ขยับเข้าใกล้คือนาข้าว

มันเป็นนาข้าวขั้นบันได “ชาวลัวะ” (ชาวเขาเผ่าละว้า) ที่อาศัยอยู่ ณ ยอดภูคา หมู่บ้านปางยาง ต.ภูคา อ.ปัว จ.น่าน

ข้าวของคนที่นี่พิเศษกว่าที่ไหนๆ นั่นเพราะข้าวที่ปลูกในแต่ละแปลงปลอดสารเคมีจนสามารถพะยี่ห้อได้ว่าเป็น “ข้าวอินทรีย์” โดยแท้

ทำนา (อินทรีย์) แบบชาวลัวะ

เรามีโอกาสไปเยือนบ้านเรือนชาวลัวะจากคำเชื้อเชิญของเครื่องดื่มกระทิงแดงที่ยกขบวนอาสาสมัคร โครงการเรดบูล สปิริต และสื่อมวลชนหลายสำนัก ลงแปลงนาตัวอย่าง เกี่ยวข้าว ย่ำข้าว แล้วก็กินข้าว

เกษตรอินทรีย์ วิถีสีเขียวของชาวลัวะ

 

ท่ามกลางแดดเปรี้ยง ทุกๆ ชีวิตกำลังเคลื่อนตัวช้าๆ ตามแนวคดเคี้ยวและสูงต่ำ ถนนที่นำไปสู่แปลงนาขนาดเล็ก เจ้าของแปลงนา “สมหมาย พนะสัน” ยืนอมยิ้มรอต้อนรับ

พี่สมหมายเป็นชาวลัวะแต่กำเนิด รุ่นปู่รุ่นพ่อของเขาปลูกข้าว ข้าวที่ปลูกคือข้าวเหนียว สมหมายจึงสืบทอดการปลูกข้าวเหนียวเอาไว้อย่างไม่ตกหล่น

การปลูกข้าวของสมหมายจะปลูกแบบข้าวไร่ ข้าวไร่ปลูกยังไง? ง่ายๆ คือหยอดเมล็ดข้าวลงหลุมดิน รอวันต้นข้าวโตเต็มวัย ออกเรียวรวงสีทองผ่องอำไพก็พร้อมเก็บเกี่ยวเข้ายุ้งฉาง

“ข้าวไร่นี่จะอยู่บนยอดภู” พี่สมหมายเล่า “ต้องไต่ภูขึ้นไปปลูก ปลูกไม่ยาก ดูแลไม่ยาก แต่ปลูกได้ปีละครั้ง ส่วนใหญ่จะปลูกสลับกับข้าวโพด”

พื้นที่ปลูกข้าวของชาวลัวะ นอกจากจะอยู่บนยอดภู บางบ้านก็มีการปรับสภาพผืนดินให้เป็นนาขั้นบันได ซึ่งขนาดแปลงนาไม่ค่อยใหญ่ แต่อาศัยเรียงถี่เป็นตับ ไล่ระดับเป็นขั้นๆ เหมือนบันได

เกษตรอินทรีย์ วิถีสีเขียวของชาวลัวะ

 

เช่นเดียวกัน นาบางส่วนของพี่สมหมายก็ถูกปรับให้เป็นนาขั้นบันไดเพื่อปลูกข้าวนาเหมือนกับนาของคนพื้นราบ น่าสนใจกว่านั้นคือว่าข้าวที่อยู่ในแปลงนาทั้งหมด สมหมายใช้วิธีปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ไม่พึ่งยาฆ่าแมลง แต่ให้ปุ๋ยธรรมชาติเป็นอาหารเสริมแทน

“ข้าวนาต้องมีน้ำ น้ำที่ผมใช้ก็เป็นประปา แต่ข้าวไร่ไม่ต้อง แค่น้ำฝนก็พอ ส่วนปุ๋ยผมก็ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย แรกๆ ก็ยังใช้ปนอยู่นะ แต่พอมีโครงการเกษตรอินทรีย์เข้ามา ผมก็เลิกใช้ ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เลิกใช้”

ข้าวอินทรีย์มีดี (นะเออ)

คงเป็นเรื่องดีแน่ๆ ถ้าข้าวที่เรากินทุกมื้อไม่แปดเปื้อนสารเคมี แต่ก็อีกนั่นแหละ จะรู้ได้ยังไงเล่าว่า ข้าวนั้นปลอดสารเคมีจริงๆ เราไม่รู้ คุณไม่รู้ แต่ชาวลัวะรู้

“ปั๋น พนะสัน” เฒ่าชาวลัวะ วัย 75 ทำนามาตลอดชีวิต ผืนดิน 10 กว่าไร่ ปลูกได้ทั้งข้าวไร่และข้าวนา ลุงปั๋นยอมรับว่าการทำนาอินทรีย์ดีมากๆ ประหยัดเงิน ประหยัดแรง แถมสุขภาพไม่โทรมด้วย

เกษตรอินทรีย์ วิถีสีเขียวของชาวลัวะ

 

“ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ผมก็มีเงินเหลือ มีเงินเก็บนิดหน่อย ไม่รวยหรอก (หัวเราะร่วน) แล้วก็ไม่ต้องเสียเงินค่ายา เพราะเมื่อก่อนทำนาเสร็จต้องไปหาหมอ ป่วยง่าย แต่ตอนนี้สบายครับ ไม่ป่วยเลย”

เห็นมั้ยล่ะว่า ข้าวอินทรีย์น่ะมีดี แต่จะดีเป็นไหนๆ ถ้ามื้อนั้นได้ลองหม่ำข้าวอินทรีย์ เราโชคดีที่ชาวบ้านมีข้าวเหนียวอินทรีย์นึ่งร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมเมนูพื้นบ้าน

ข้าวเหนียวเรียงเม็ด สีไม่ขาวจัด เพราะไม่ถูกขัดจนสารอาหารหาย ความนุ่มอาจจะน้อยไปหน่อย แต่ความหอมอ่อนๆ โชยกลิ่นไม่ขาดช่วง ปั้นข้าวเหนียวจิ้มกับน้ำพริกข่า โอ้!!! อร่อยล้ำ

กินข้าวปลอดสาร ร่างกายได้สารอาหารไปเต็มๆ กินแล้วสบายท้อง สบายใจ ไม่เสี่ยงภัยกับสารตกค้าง ซึ่งชาวลัวะยืนกรานว่าจริงข้อนี้

สำหรับข้าวอินทรีย์ที่เราได้ลิ้มลองนั้น ลุงปั๋นและพี่สมหมายย้ำ ยังไม่มีขาย ปริมาณต่อปียังมีมากพอ ที่จะส่งสู่ตลาด อาจมีแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนให้เพื่อนบ้านบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ทุกปี

เกษตรอินทรีย์ วิถีสีเขียวของชาวลัวะ

 

“ชาวลัวะจะยึดหลักปลูกพอกิน ไม่ได้เน้นทำเยอะๆ เพื่อส่งขาย แทบจะนับครั้งได้ที่จะเหลือไปขาย เพราะทำนาเอาแน่เอานอนไม่ได้ อากาศดี น้ำดี ก็จะได้ขายเยอะ ปีไหนอากาศหนาวจัด น้ำไม่พอ ก็จะไม่ค่อยได้ข้าวหรอก ได้ก็แค่พอกิน” พี่สมหมายบอก

ปลูกข้าว (อินทรีย์) ให้ยั่งยืน

“ภูคา โมเดล” นับเป็นความภูมิใจของชาวลัวะก็ว่าได้ จากแนวคิดที่อยากเปลี่ยนเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ วันนี้พวกเขาทำสำเร็จและกำลังไปได้สวยจนถูกยกให้เป็นต้นแบบแห่งองค์ความรู้ ยิ่งเฉพาะเรื่องข้าวปลอดสาร

“สมคิด รุจีปกรณ์” ผู้จัดการแผนกกิจกรรมเพื่อสังคม เครื่องดื่มกระทิงแดง ยืนกราน ปลูกข้าวอินทรีย์แบบยั่งยืนทำได้ไม่ยากถ้าเข้าใจในแนวคิด ที่สำคัญทุกอย่างจะเป็นจริงได้ ไม่ใช่แค่ภาพฝันลอยๆ คือต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

“มันอาจจะยากนะถ้าเราจะห้ามชาวบ้าน อย่าปลูกอันนั้นนะ อย่าปลูกอันนี้นะ อย่างข้าวโพด ชาวบ้านก็ปลูกกันมานาน รู้ทั้งรู้ว่าทำลายสภาพแวดล้อม แต่นั่นคือวิถีชีวิตเขา ผมจะมาห้ามชาวบ้านไม่ให้ปลูกก็เป็นเรื่องใหญ่แล้วล่ะ แต่ผมก็พยายามจะชี้ให้เห็นว่าปลูกอย่างอื่นแทนก็ได้ ข้าว พริก หรือพืชชนิดอื่น ให้ทางเลือกชาวบ้าน โดยให้ชาวบ้านได้ลองปลูกกันจริงๆ เรียนรู้ประสบการณ์ตรงเลย และให้ชาวบ้านอยู่กับการทำเกษตรอินทรีย์เสมือนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต”

เกษตรอินทรีย์ วิถีสีเขียวของชาวลัวะ

 

ที่ปรึกษาเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือตอนบน “อรุณ หวายคำ” ก็มองว่า ความยั่งยืนข้าวอินทรีย์นั้นจะสะท้อนคุณค่าของการเป็นชาวนาอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังเป็นการนำไปสู่ความมั่นคงด้านอาหารด้วย

“ข้อดีของทำนาอินทรีย์คือทำได้ทุกปี ซ้ำที่เดิมๆ ได้ ยิ่งนาขั้นบันไดมันก็ยิ่งเป็นกิจกรรมที่เข้มข้น เพราะชาวบ้านสามารถทำได้ตลอดทั้งปี พอถึงหน้านาก็ทำนา ระหว่างรอเก็บเกี่ยวก็ปลูกพืชอย่างอื่นแซมได้ ชาวบ้านมีของกินไม่ขาดปาก ซึ่งผมว่านี่ละคือแนวคิดพึ่งตัวเองและสร้างความมั่นคงด้านอาหารต่อไปในอนาคตโดยไม่พึ่งสารเคมี แต่เป็นการหลอมรวมเอาคนกับธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต”

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากแนวคิดที่ไกลเกินคว้า จากสิ่งที่เป็นแค่นามธรรม ในที่สุดความร่วมมือร่วมใจของทุกๆ ฝ่ายก็ได้กลายเป็นรูปธรรม

ครอบครัวพี่สมหมาย ครอบครัวลุงปั๋น และชาวลัวะอีก 12 หมู่บ้าน ใน จ.น่าน มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาร่ำรวย แต่ไม่ใช่จากการขายข้าวอินทรีย์ พวกเขาร่ำรวยจากองค์ความรู้และบทเรียนที่ลงมือทำเอง ทำนาขั้นบันได ปลูกข้าวไร่ โดยไม่ใช้สารเคมี ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉา ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้กินข้าวอินทรีย์ ได้กินอาหารที่มาจากธรรมชาติ

 

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?