
สัญญาณเตือนภัย
หอเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิในพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันนั้น สร้างเสร็จมาแล้วหลายปี ซ้อมระบบการเตือนภัยมาก็หลายครั้ง แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกร้องขอให้มีการปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ มิใช่วันดีคืนดีเสียงหวอก็หวีดลั่นให้ขวัญผวา โดยไม่ทันตรวจสอบว่าเสียงเตือนนั้นเกิดจากอะไร
หอเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิในพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันนั้น สร้างเสร็จมาแล้วหลายปี ซ้อมระบบการเตือนภัยมาก็หลายครั้ง แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกร้องขอให้มีการปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ มิใช่วันดีคืนดีเสียงหวอก็หวีดลั่นให้ขวัญผวา โดยไม่ทันตรวจสอบว่าเสียงเตือนนั้นเกิดจากอะไร
ความสูญเสียจากคลื่นยักษ์สึนามิครั้งนั้นมิใช่บทเรียน แต่เป็นบททดสอบอันหนักหน่วง โหดหิน เกินกว่าที่จะผ่านได้
คนอเมริกันเพิ่งผ่านมหาวาตภัย พายุเฮอริเคนแซนดีถล่มชายฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะมหานครนิวยอร์ก แม้ระบบการเฝ้าระวังภัยธรรมชาติและการแจ้งเตือนประชาชนโดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้านเพียงพอ แต่แซนดีก็ทำให้มีคนตายไปเกือบๆ ร้อยคน และยังมีผู้คนอีก 50 ล้านคนได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ไม่รวมถึงการฟื้นฟูที่จะตามมา ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาล
ธรรมชาตินั้นท้าทายมนุษย์เสมอ ไม่ว่าจะที่ไหนหรือกับใคร ต่างกันเพียงแค่การเตือนภัยล่วงหน้านั้นเพียงพอให้ได้เตรียมพร้อมแค่ไหน
ต่อให้มีความพร้อมก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีชัยชนะ แต่อย่างน้อยความพร้อมก็ช่วยให้ความสูญเสียนั้นเกิดขึ้นน้อยถึงน้อยที่สุด
ซึ่งหมายถึงการเตรียมพร้อมของระบบการแจ้งเตือนภัยที่ถูกต้อง แม่นยำ
มหาอุทกภัยเมื่อปีกลายยังสดใหม่เกินกว่าความหวาดผวาจะลดหายไป แน่นอนว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากถึงครึ่งค่อนประเทศ ไม่พ้นที่จะต้องกลายเป็นประเด็นการเมือง
รัฐบาลซึ่งเคยเสียฟอร์มจากวาทกรรม “เอาอยู่” ตั้งท่าฟอร์มทีมรับมือสถานการณ์และเตรียมการระบายน้ำจากเขื่อนมาตั้งแต่ต้นปีด้วยข้อมูลที่คาดว่า ปริมาณน้ำในปีนี้น่าจะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพียงแต่เมื่อข้อมูลไม่เที่ยงตรง การคำนวณผิดพลาด การเตรียมรับปัญหาหนึ่ง กลับเป็นการสร้างอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมาแทน
เมื่อปริมาณน้ำฝนไม่เป็นไปตามคาด ในช่วงเวลา 6 เดือนข้างหน้า เราอาจเหลือน้ำไม่พอใช้
หากการเตือนภัยล้มเหลว ถ้าไม่แก้ก็ไม่อาจป้องกันได้ และคงมิใช่แค่การรับมือกับธรรมชาติที่แปรปรวน ในชีวิตเราคงต้องการระบบเตือนภัยที่แม่นตรง มีประสิทธิภาพเช่นกัน
ว่ากันว่าญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกนั้น กำลังอยู่ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า
หนังญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะที่คนญี่ปุ่นกำลังเผชิญ
ชายวัยกลางคนมนุษย์เงินเดือน มีชีวิตตามขนบ อุทิศทุ่มเททำงาน ฝากชีวิตไว้กับบริษัท แล้วเมื่อกาลเปลี่ยนแปลง เขาถูกเลิกจ้าง โลกที่เคยรู้จักก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในฐานะเสาหลักของครอบครัว เขาปกปิดการตกงานมิให้ภรรยาและลูกล่วงรู้ วันแล้ววันเล่าก็ยังคงออกจากบ้านตามปกติที่เคยทำมาทั้งชีวิต เพียงแต่จุดหมายนั้นเปลี่ยนจากบริษัทที่เคยทำงานเป็นบริษัทจัดหางานและสวนสาธารณะ
เรื่องเลวร้ายที่สุดของชีวิตคือ แม้แต่พื้นที่เล็กๆ ที่หวงแหนป้องกันรักษาเพียงใด แต่ก็ไม่อาจหยัดมั่นอยู่ได้
เมื่อครอบครัวยังไม่ทราบเรื่องการตกงาน เขาจึงยังคงเป็นผู้นำที่มีอำนาจในครอบครัวอยู่ได้ และแล้วพื้นที่สุดท้าย ป้อมค่ายที่เขาพยายามรักษาก็แตกพ่ายพังทลาย เมื่อภรรยาพบเขาโดยบังเอิญในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เขารับจ้างทำความสะอาด
ในภาวะที่รู้สึกถึงการถูกผู้อันเป็นที่รักหมดสิ้นซึ่งศรัทธา เป็นเรื่องยากยิ่งที่ใครสักคนจะยังรักษาความเชื่อมั่นในตัวเองไว้ได้
บางทีเรื่องอาจง่ายขึ้น หากเขายอมทำงานเป็นผู้จัดการร้านสะดวกซื้อเสียตั้งแต่แรก แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่าสามารถหางานในระดับเดียวกับที่เคยทำ เคยเป็นได้อีก ทำให้สิ่งที่ตามมาจึงแย่กว่าที่คาดคิด
เราอาจรู้ว่าพายุกำลังจะมา แต่การเตรียมรับมือนั้นต่างกันตรงที่ว่า เราจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังพายุผ่านพ้นนั้นอย่างไร
ที่สำคัญคือ ในชีวิตนั้น เราวางระบบแจ้งเตือนภัยไว้อย่างไร เมื่อไหร่ที่สัญญาณเตือนภัยจะส่งเสียงให้รู้ตัวล่วงหน้า เพื่อทำในสิ่งที่สมควรทำ
ไม่ว่าที่ไหนหรือใคร ก็เลี่ยงไม่พ้นสิ่งที่เข้ามาท้าทาย







