
ศก.ดันโอบามานำรอมนีย์โค้งสุดท้าย
ทิ้งห่างในโอไฮโอฟลอริดาแรงหนุนตัวเลขจ้างงานต.ค.
ทิ้งห่างในโอไฮโอฟลอริดาแรงหนุนตัวเลขจ้างงานต.ค.
คาดโอบามามีโอกาสคว้าชัยศึกเลือกตั้ง เหตุตัวเลขจ้างงาน ต.ค. ดีเกินคาด
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ มีโอกาสได้รับชัยชนะในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.นี้มากขึ้น ภายหลังได้รับแรงกระตุ้นจากตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
“ตัวเลขการจ้างงานล่าสุดถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดี เพราะตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนจะถึงการเลือกตั้ง ดังนั้นข้อมูลหรือตัวเลขใดก็ตามที่ถือเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งนั้นมีความสำคัญหมด” แอนดรูว์ บุช นักวางแผนกลยุทธ์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนบีเอ็มโอ เนสบิท เบิร์นส์ ในชิคาโก กล่าว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานประจำเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.71 แสนตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานนั้นปรับสูงขึ้นจากระดับ 7.8% ในเดือน ก.ย. สู่ระดับ 7.9% เนื่องจากชาวอเมริกันเริ่มหันมาหางานทำมากขึ้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดแรงงานที่ดี
“ตัวเลขจ้างงานล่าสุดบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังก้าวไปข้างหน้า แม้เส้นทางของเรายังคงอีกยาวไกลก็ตาม” ประธานาธิบดีโอบามา กล่าวระหว่างการหาเสียงเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา
ขณะที่ มิตต์ รอมนีย์ คู่ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน โจมตีผู้นำสหรัฐ ว่า ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากอัตราว่างงานในปัจจุบันนั้นสูงกว่าเมื่อครั้งโอบามาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 4 ปีก่อน
ทั้งนี้ แม้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คะแนนนิยมของโอบามาและรอมนีย์สูสีกันมาก ทว่าผลสำรวจล่าสุด ซึ่งจัดทำโดยเอ็นบีซีนิวส์ วอลสตรีท เจอร์นัล และมาริสท์ โพล พบว่า โอบามามีคะแนนนำรอมนีย์ในรัฐโอไฮโอและฟลอริดา สองรัฐที่ได้รับการจับตา มองมากที่สุด เนื่องจากอาจชี้ขาดการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยที่โอไฮโอ โอบามามีคะแนนนำ 51% ต่อ 45% ขณะที่ในรัฐฟลอริดานั้นคะแนนนำ 49% ต่อ 47%
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่าคะแนนนิยมของโอบามาอาจดิ่งลงได้ เนื่องจากชาวอเมริกันที่ได้รับผลกระทบจากพายุแซนดีเริ่มแสดงความไม่พอใจที่ภาครัฐให้ความช่วยเหลือล่าช้า โดยแม้สถานการณ์ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติในหลายพื้นที่แล้ว ทว่าประชาชนกว่า 3.5 ล้านคน ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมทั้งเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างหนักในหลายรัฐ
ด้านบริษัทประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติอีเควแคต เปิดเผยว่า ซูเปอร์สตอร์มแซนดีอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ที่ 12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ







