
ธรณีนี่นี้ใครครอง (6) : ประวัติสิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดินในภาคเกษตรกรรมในประเทศไทย
โดย...ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง
โดย...ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง
สัปดาห์นี้ ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง ยังคงมาเป็นแขกรับเชิญของคอลัมน์นี้ต่อจากสัปดาห์ก่อนๆ อาจารย์เสนอไว้ดังนี้ค่ะ
“ในสัปดาห์นี้ เราจะมาพูดคุยกันถึงสิทธิในที่ดินทำกินในภาคเกษตรกรรมในประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะในเรื่องประวัติก่อนที่จะมาถึงยุคปัจจุบันค่ะ
ในปัจจุบัน เราสามารถแบ่งสิทธิในที่ดินทำกินในภาคเกษตรกรรมออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ (1) สิทธิโดยเต็ม ที่มีโฉนดรับรอง ซึ่งให้ความมั่นคงแก่ผู้ถือครองอย่างเต็มที่และสามารถใช้ซื้อขายถ่ายโอนได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นสิทธิที่ครอบคลุมแง่มุมต่างๆ ทั้ง 6 แง่มุม ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทความฉบับที่ 3 (2) สิทธิกึ่งหนึ่ง ที่มีเอกสารสิทธิ สปก.401 รับรอง ซึ่งให้ความมั่นคงในการใช้และกีดกันผู้อื่นมิให้มาใช้ที่ดินของตนแก่ผู้ถือครองอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถใช้ซื้อขายถ่ายโอนได้ และ (3) สิทธิอื่นๆ เช่น สิทธิในการใช้ ที่มีเพียงใบกำกับการเสียภาษีรับรอง ซึ่งให้ความมั่นคงแก่ผู้ใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ คือผู้ใช้สามารถกีดกันบุคคลอื่นไม่ให้เข้ามาใช้ที่ดินผืนนั้นได้ แต่ไม่สามารถกีดกันหน่วยงานราชการออกจากการใช้ที่ดินผืนนั้นได้ อีกทั้งยังไม่มีสิทธิซื้อขายถ่ายโอนด้วยค่ะ
แต่ก่อนที่จะมาถึงยุคปัจจุบัน ท่านผู้อ่านเคยสงสัยกันไหมคะว่า ในสมัยก่อนนั้น สิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดินในภาคเกษตรกรรมในประเทศไทยของเราเป็นอย่างไรและมีความเกี่ยวข้องกับประชากร โดยเฉพาะความหนาแน่นของประชากรหรือไม่ อย่างไร ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินได้ฟังหรือได้อ่านกันมาบ้างว่า หากย้อนไปในสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประเทศใดในแถบภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือพม่า ไปรบชนะมาครั้งใด ก็มักจะกวาดต้อนผู้คนกลับประเทศกันมาด้วย เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไม
ภูมิภาคของเราในสมัยก่อนนั้น ไม่มีผู้คนหนาแน่นเหมือนในปัจจุบันค่ะ นอกจากหัวเมืองลุ่มแม่น้ำสายสำคัญ เช่น อยุธยา ที่สามารถทำการเพาะปลูกข้าวได้ และตั้งถิ่นฐานได้โดยง่าย พื้นที่ในประเทศไทยและในภูมิภาคส่วนใหญ่นั้น เป็นป่าดิบชื้น ป่าไผ่ หนอง บึง ตม ซึ่งเต็มไปด้วยโรคที่คร่าชีวิตผู้คน เช่น มาลาเรีย และเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น จระเข้ เสือ หรือช้างป่า เนื่องจากในสมัยก่อน เราขาดความเจริญทางเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะป้องกันและต่อสู้กับโรคระบาด หรือเทคโนโลยีทางการคมนาคมที่ช่วยให้เข้าถึงดินแดนอันทุรกันดารได้โดยง่าย ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เหล่านี้จึงเป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตรอดและการขยายจำนวนประชากร ดังนั้นในยุคนั้นประชากรจึงนับว่าเป็นทรัพยากรที่หายากและมีค่ายิ่งค่ะ การที่มีประชากรเพิ่มหนึ่งคน จึงนับว่ามีคุณค่าต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เช่น การผลิตอาหารจากผืนดินที่มีอยู่ กว่าการมีพื้นที่เพิ่มจากพื้นที่ที่มีอยู่แล้วมหาศาลและไม่เคยมีใครใช้เลยมากมายนักค่ะ สงครามในภูมิภาคของเราในสมัยนั้นจึงเป็นการแย่งชิงทรัพยากรประชากรกันเสียมากกว่าที่จะเป็นการแย่งชิงทรัพยากรจากผืนดิน
ในขณะเดียวกัน เมื่อประชากรต่อผืนดินมีจำนวนน้อย ผืนดินก็มิใช่สิ่งที่หายากหรือมีค่าควรแก่การแย่งชิง ผู้ใดหรือครอบครัวใดอยากจะใช้ผืนดินเท่าไหร่ ปลูกอะไร เขาก็สามารถใช้ได้เท่าที่กำลังความสามารถของเขาจะเอื้อ เรียกว่า ใครมีกำลังปลูกเท่าใด ก็มีสิทธิใช้และครอบครองที่ดินเท่านั้น
ถึงแม้ว่าในสมัยอยุธยา กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่าผืนดินในประเทศไทยทั้งหมดนั้นเป็นของหลวง แต่ในความเป็นจริง ประชาชนต่างมีสิทธิในการใช้และจับจองผืนดินอย่างเต็มที่ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ผืนดินที่ใช้โดยประชาชนก็มีการขึ้นทะเบียนและสามารถเป็นมรดกตกทอดไปยังลูกหลานได้ ถึงแม้ว่าสิทธิที่มีนั้นจะไม่ครอบคลุมไปถึงการซื้อขายถ่ายโอน แต่เนื่องจากที่ดินที่ว่างเปล่าในสมัยนั้นมีจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ผืนดินก็แทบจะไม่มีราคาใดๆ เลย หากผู้ใดต้องการที่ทำกิน ก็เพียงแต่ไปจับจองที่ว่างเปล่าที่มีอยู่มากมาย
ดังนั้น ในสมัยที่ภูมิภาคของเรามีประชากรต่อพื้นที่เบาบางและผลผลิตจากผืนดิน เช่น ข้าว ก็ใช้เป็นเพียงอาหารยังชีพ ยังมิได้เป็นสินค้าที่มีราคาซื้อขาย การกำหนดสิทธิในการใช้ที่ดินอย่างชัดเจน เช่น การออกโฉนดให้แก่รายบุคคลดังที่ปฏิบัติกันในทวีปยุโรปที่มีประชากรหนาแน่นกว่า ก็มิได้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทยของเราในสมัยนั้นค่ะ
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสิทธิในที่ดินของประเทศไทยในเวลาต่อมา? เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องนี้กันในสัปดาห์หน้านะคะ”







