เรือพระที่นั่งงามสะพรั่งกลางสายธาร ราชประเพณีตามชลวิถีท้องน้ำเจ้าพระยา
แสงแดดปลายฝนต้นหนาวในปีนี้ แจ่มจ้าแรงจัดจนหลายๆ คนบอกตรงกันว่าดูเหมือนอากาศจะร้อนกว่าปีที่ผ่านมา
โดย...ชุติมา สุวรรณเพิ่ม
แสงแดดปลายฝนต้นหนาวในปีนี้ แจ่มจ้าแรงจัดจนหลายๆ คนบอกตรงกันว่าดูเหมือนอากาศจะร้อนกว่าปีที่ผ่านมา แต่นั่นกลับไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการเฝ้ารอชมการฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ในงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พ.ย.นี้
ที่ผ่านมากองทัพเรือจัดพิธีซ้อมย่อยไปแล้ว 8 ครั้ง และครั้งสุดท้ายในวันอังคารที่ 6 พ.ย.นี้ ซึ่งประชาชนจะได้ชมรูปแบบขบวนเรือในวันนี้จะเป็นเหมือนวันงานพระราชพิธี เป็นขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ เรือ 5 ริ้วขบวน จำนวน 52 ลำ ประกอบไปด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ นำโดยเรืออนันตนาคราช ตามด้วยเรือสุพรรณหงส์ เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือเอกชาติภุชงค์ พร้อมด้วยเรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี และเรือพระราชพิธีอื่นๆ อีก 40 ลำ
ใช้กำลังพลและฝีพายจากกองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 2,200 นาย ประชาชนสามารถเข้าร่วมรับชมพิธีซ้อมได้บริเวณ 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพระราม 8 ไปถึงวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป
‘ขบวนเรือบัลลังก์’ ทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก
การจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 16 ที่จัดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
แล้วถึงแม้ว่าหลายคนจะเคยชมขบวนเรือพยุหยาตรามาหลายๆ ครั้งแล้ว แต่ทันทีที่เสียงของพนักงานเห่สอดรับกับเสียงประสานของฝีพายเรือพระราชพิธี ดังกังวานก้องทั่วท้องแม่น้ำเจ้าพระยา หลายๆ คนที่มาจับจองพื้นที่เพื่อชมการซ้อมขบวนเรือ (อีกครั้ง) ก็ยังรู้สึก “อิน!!!” ทุกครั้งกับการเฝ้ารอชมโฉมเรือพระที่นั่งขึ้นทำเนียบชั้นสูงสุด
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ มีลวดลายสวยงามที่หัวเรือ แกะสลักโขนเรือเป็นรูปหงส์ ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ราวปี 2091 แต่ลำปัจจุบันเป็นลำที่ 3 สร้างขึ้นในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทดแทนลำเดิมที่ได้สร้างมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (ลำที่ 3) ได้มาแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2454 เป็นเรือพื้นดำ น้ำหนัก 15.6 ตัน กว้าง 3.15 เมตร ยาว 44.70 เมตร ลึก 0.90 เมตร กินน้ำลึก 0.41 เมตร ใช้ฝีพาย 50 นาย พายที่ใช้เป็นพายสีทอง พลพายจะพายในท่านกบินสง่างาม
การจัดขบวนเรือเหล่านี้ตามพงศาวดารได้บันทึกไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การรบทัพจับศึกก็จะใช้กระบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏว่ามีการสร้างเรือรบมากมายในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งลาลูแบร์เป็นราชทูตเข้ามายังประเทศไทย พร้อมกับคณะบาทหลวงเยซูอิด ซึ่งมีบาทหลวง กวีย์ ตาชาร์ด เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ถึงขบวนเรือที่แห่พระราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการที่เดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา ไว้ในหนังสือเรื่อง “จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม” ในตอนหนึ่งได้เล่าถึงขบวนเรือที่ใช้ออกรับเครื่องราชบรรณาการ...
“ขบวนอันยืดยาวของเรือบัลลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยนี้มีจำนวนถึง 150 ลำ ผนวกกับเรือลำอื่นๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำ แลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม อันคล้ายจะรุกไล่เข้าประกับข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งฟากแม่น้ำ ซึ่งมีประชาชนพลเมืองมาคอยชมขบวนเรือยาตราอันมโหฬารนี้อยู่”
กระบวนพยุหยาตราที่มีในรัชกาลปัจจุบันนั้น ส่วนมากจะเป็นการเสด็จฯ ไปทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เป็นพิธีสำคัญที่กองทัพเรือเริ่มฝึกซ้อมมาตั้งแต่ปี 2554 ผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ และยังคงดำเนินการฝึกซ้อมต่อไป ทั้งการซ้อมย่อยและการซ้อมใหญ่เป็นรูปขบวนเรือ จนถึงวันพระราชพิธีซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9 พ.ย.นี้ เพื่อให้ขบวนเรือพระราชพิธีเคลื่อนไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสง่างามและสมพระเกียรติ
กว่าจะเป็นริ้วขบวนเรืออันยิ่งใหญ่อลังการ
การซ้อมกันอย่างขะมักเขม้นและพร้อมเพรียง ด้วยความมุ่งมั่น เพราะทุกคนล้วน “อาสา” เข้ามาทำหน้าที่ฝีพาย เพื่อเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่จะได้รับใช้สนองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งกว่าจะเกิดเป็นริ้วขบวนเรืออันยิ่งใหญ่อลังการขึ้นมาได้ บรรดาฝีพายตลอดจนกำลังพลในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 2,200 นาย กับเรือ 52 ลำ ต้องฝึกฝนเคี่ยวกรำกันอย่างหนักวันละ 6 ชั่วโมง ยาวนานหลายเดือน
การฝึกฝนหนักผจญเจอกระแสน้ำ กระแสลมของจริงทำให้มั่นใจในหน้าที่สำคัญนี้ยิ่งขึ้น น.ท.เกษม เอี่ยมสุพรรณ นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กล่าวว่า กองทัพเรือเริ่มฝึกซ้อมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งก็เจอวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ กระแสน้ำแรงมาก แต่ปีนี้กระแสน้ำเบาลงไปมาก ทำให้การพายเรือเบาแรงไปเยอะด้วย กอปรกับในวันจริง วันศุกร์ที่ 9 พ.ย. กรมอุทกศาสตร์มีการคำนวณว่าเป็นช่วงน้ำลง ที่ฝีพายจะสามารถพายตามน้ำได้อย่างสบายใจเลยทีเดียว
“การได้สนองเบื้องพระยุคลบาทอยู่ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค สำหรับทหารเรือถือว่าเป็นความภูมิใจที่สุดในชีวิตเลยครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการประกาศรับสมัคร ทหารเรือทุกๆ นายจึงไม่รีรอที่จะขออาสา ผมก็สมัครเข้ามาเมื่อปี 2542 มีการจัดขบวนเรือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา ซึ่งครั้งแรกก็ได้รับหน้าที่นายเรือเสือทยานชล 1 ครั้ง จากนั้นก็ได้ทำหน้าที่เป็นนายเรือนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 อีก 5 ครั้งครับ
ครั้งนี้เป็นนายเรือในครั้งที่ 6 และเป็นครั้งแรกที่รับหน้าที่นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์อยู่ในลำเรืออีกด้วย” น.ท.เกษม อธิบายว่า การคัดเลือกกำลังพลไม่จำเป็นต้องคัดเลือกคนเก่งหรือผู้ที่มีพละกำลังเพียงเท่านั้น เพราะสามารถฝึกฝนได้ กำลังพลจึงมาจากหลากหลายตำแหน่ง หลายวัย ในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ ที่มีความมุ่งมั่นถวายงานด้วยจิตใจแห่งความจงรักภักดี
รูปแบบการพายในเรือพระที่นั่ง แบ่งเป็นภาคหัวเรือกับท้ายเรือ ภาคหัวเรือก็จะพายนกบิน 4 จังหวะ คือ พายลงไปในน้ำ 1 ดึงพายมา 2 และ 3 แล้วก็ยกพายขึ้นเป็น 4 เห่ ชะ ฮ่า ไฮ่ ให้สอดรับและประสานกันกับบทเห่ ภาคท้ายเรืออาจจะพายท่าธรรมดาเป็นการแต่งเรือได้ เช่น มีการคัดบ้าง วาดบ้าง หรือถ้าเรือแล่นช้าไป ไม่ได้ตำแหน่งที่กำหนด ก็ต้องมีการพายเสริมเข้าไป เปลี่ยนเป็นท่าธรรมดาบ้าง เนื่องจากท่าพายนกบินจะลงพายไม่เต็มที่ ไม่เหมือนท่าพายปกติ อาจทำให้เรือช้า นายเรือจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำเรือแต่ละลำในขบวนเรือให้มีความปลอดภัย สั่งพายแบบธรรมดาเสริมขึ้นไปเพื่อให้ทันขบวน
หลายคนคุ้นเคยจากพระราชพงศาวดารเรื่องพันท้ายนรสิงห์ นั่นก็คือตำแหน่งนายท้ายผู้ควบคุมบังคับทิศทางของเรือ ยิ่งเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ มีความยาว ยิ่งยากต่อการควบคุมทิศทาง นายท้ายจำเป็นต้องมีคุณลักษณะพิเศษ ต้องมีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง มีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
ตำแหน่งต่อมา คือ พลสัญญาณ โดยเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ จะนั่งอยู่บริเวณหัวเรือและหันหน้าเข้าสู่ลำเรือ ขณะที่พลสัญญาณของเรือลำอื่นๆ จะยืนหันหน้าออกไปทางหัวเรือ มีหน้าที่รอคำสั่งจากสัญญาณมือของนายเรือ ที่จะส่งมาว่าจะให้ฝีพายปฏิบัติอย่างไร เช่น ให้ฝีพายพายท่านกบิน พายผสม เร่งเรือให้เร็ว หรือให้กราบขวาวาด กราบซ้ายงัด พลสัญญาณก็จะถ่ายทอดคำสั่งจากนายเรือให้ฝีพายปฏิบัติตาม เช่น ถ้าชูมือขึ้นลงๆ 3 ครั้ง ก็คือให้เร่งเร็ว หรือพายหนักเพื่อให้เรือทันขบวน โดยอุปกรณ์คู่มือของพลสัญญาณบนเรือพระที่นั่งก็คือพู่หางนกยูง ส่วนเรือประเภทอื่นๆ เช่น เรือรูปสัตว์ เรือดั้ง หรือเรือแซง พลสัญญาณจะใช้ธงธรรมดา
ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค นั่นก็คือ พนักงานเห่ โดยในพระราชพิธีครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นพนักงานเห่ คือ น.ท.ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ หัวหน้าแผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ
น.ท.ณัฐวัฏ เล่าว่า ในการเห่เรือพระราชพิธีแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลายาวนาน 23 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังต้องมีไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในทุกขณะ ทั้งการพิจารณาคำนวณระยะทาง กระแสน้ำ และกระแสลม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของขบวนเรือให้สอดคล้องกับบทเห่ โดยอาจจะต้องยืดหรือตัดบทออกก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม
สำหรับบทเห่เรือที่ใช้ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 มี 3 บท ได้แก่ บทสรรเสริญพระบารมี บทชมเมือง และบทชมเรือขบวน ประพันธ์โดย น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ข้าราชการบำนาญ สังกัดกองทัพเรือ


