posttoday
1 องศา สะท้านโลก

1 องศา สะท้านโลก

02 พฤศจิกายน 2555

พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆของมนุษย์ในการใช้ทรัพยากรและพลังงานตามครัวเรือนที่ไม่น่าส่งผลใดๆ ต่อโลก

โดย...โยธิน อยู่จงดี

พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆของมนุษย์ในการใช้ทรัพยากรและพลังงานตามครัวเรือนที่ไม่น่าส่งผลใดๆ ต่อโลก อาจดูเหมือนลมแผ่วผ่านปลายปีกผีเสื้ออันบางเบาและไร้พิษสง แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั้นจะก่อให้เกิดผลอย่างมหาศาลในอนาคต

ความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศในระยะหลังเหมือนเป็นสัญญาณที่กำลังจะบอกอะไรเราบางอย่าง เมื่อเกณฑ์เฉลี่ยอุณหภูมิของทั้งโลกสูงขึ้น เราจึงพบกับมหันตภัยทางธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้เรามองไม่เห็นแต่เชื่อว่าเราต่างรู้และตระหนักว่าปัญหานี้มีอยู่จริง

อุณหภูมิโลกเราทำงานอย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่ากลไกการทำงานสภาพภูมิอากาศของโลกเรานั้นทำงานอย่างไร ส่วนประกอบของโลกหลักๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ก็คือพื้นดินและน้ำทะเล ทั้งพื้นที่นี้จะมีการถ่ายเทอากาศไปมา

แหล่งพลังงานขับเคลื่อนหลักของโลกนั้นมาจากดวงอาทิตย์ที่ส่งผ่านความร้อนมายังพื้นโลก เมื่อพื้นที่ระหว่างพื้นที่และน้ำทะเลมีความแตกต่างกันมากจึงเกิดการเคลื่อนที่ของอากาศหมุนเวียนไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก พอตกกลางคืนพื้นดินและน้ำก็จะคายความร้อนกลับไปสู่อวกาศ

1 องศา สะท้านโลก

 

จนมาในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เรามีการใช้พลังงานถ่านหิน ตัดต้นไม้เป็นจำนวนมาก และยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าจะส่งผลกระทบอะไรต่ออนาคตบ้าง นานวันเข้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นี้ก็สะสมจนก่อเกิดเป็นก๊าซเรือนกระจกหุ้มโลกของเราทั้งใบ อย่างที่เรารู้จักกันดีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ก๊าซเรือนกระจกนี้มีสภาพไม่ต่างจากตู้กระจกอบอาหาร แต่เปลี่ยนจากการอบอาหารมาเป็นอบโลกทั้งใบ วงจรหมุนเวียนพลังงานถูกขัดขวางให้ทำงานได้ช้าลง ช่วงเวลากลางคืนที่โลกต้องคายความร้อนสู่อวกาศก็คายความร้อนได้น้อยลง เพราะมีก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวขัดขวาง ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นทีละน้อยและทุกอย่างก็ไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

1 องศา มีผลขนาดไหน

อุณหภูมิของทั้งโลก ณ เวลานี้ เพิ่มขึ้น 1 องศา โดยเดิมอยู่ที่ 18 องศาเซลเซียส ประมาณการเฉลี่ยอุณหภูมินี้ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ในโลกนี้จะร้อนขึ้นทั้งหมด บางพื้นที่อาจหนาวมากกว่าปกติ ในขณะที่อีกซีกโลกสูงเกินกว่าเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อเอามาเฉลี่ยทั้งโลกจึงพบว่าเพิ่มขึ้น 1 องศา และนี่จึงอาจหมายความว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะโลกร้อนอย่างเต็มรูปแบบ

ดร.นริสา ทองบุญชู อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และผู้มีประสบการณ์ร่วมบินกับนาซาเพื่อเก็บตัวอย่างชั้นบรรยากาศโลกในปี พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2548 และเป็นนักวิชาการที่ศึกษาด้านมลพิษทางอากาศและสภาวะแวดล้อมโลก อธิบายว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะผลกระทบด้านชีวภาพและการเกษตรกรรม เช่นในสหรัฐอเมริกาตอนนี้กำลังเผชิญปัญหายุงที่อพยพจากแถบเส้นศูนย์สูตรเพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทำให้แถบความร้อนขยายตัวมาถึงตอนบนของทวีป แมลง เชื้อโรค ที่เคยอยู่ในแถบศูนย์สูตรก็สามารถเดินทางเข้ามาในถิ่นที่เคยเป็นเขตหนาวได้ ชาวอเมริกันที่ไม่เคยพบแมลงเหล่านี้มาก่อนก็เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง และป่วยเป็นโรคต่างๆ มากมายเพราะร่างกายไม่เคยมีภูมิคุ้มกันกับเชื้อโรคเขตร้อนมาก่อน

1 องศา สะท้านโลก

 

ในขณะที่การเกษตรกรรมก็ทำท่าว่าจะประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากพายุและอุทกภัย เกษตรกรไม่สามารถปลูกผลผลิตได้ตามเป้าหมายและไม่รู้เลยว่าฤดูกาลจะมาช้าหรือเร็วกว่าเดิม อีกรวมทั้งนักวิชาการเองยังแทบจะเขียนตำราภูมิอากาศโลกใหม่ยกเล่ม เพราะจากที่เคยบอกว่าแถบนี้จะไม่เกิดพายุรุนแรงก็กลับเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ในบางพื้นที่ที่เป็นอากาศหนาวตลอดปีก็กลับร้อนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

เฉพาะประเทศไทยเองนั้นจากการศึกษาวิจัยโดยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่เก็บเอาไว้ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิประเทศไทยเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 4 องศา โดยมีกรอบอุณหภูมิระหว่างร้อนกับเย็นแคบลง ข้อมูลนี้ได้บอกสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยก็คือ ต่อไปประเทศไทยเราจะเหลือเพียง 2 ฤดูคือ ร้อนกับฝนเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะภาวะโลกร้อนจากการใช้พลังงานและปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศของพวกเราเอง

1 ศตวรรษ ฟื้นโลก

คำถามที่เราเชื่อว่าทุกคนอยากรู้มากที่สุดก็คือ แล้วเมื่อไหร่เราจะหลุดพ้นจากภาวะโลกร้อนที่เป็นอยู่ จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศโลก มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บ่งชี้ว่าโลกของเราได้เคยผ่านสภาพภูมิอากาศที่คล้ายกันในลักษณะโลกร้อนนี้มาแล้วถึง 7 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีวงรอบอยู่ที่ประมาณ 1 แสนปี และในแต่ละช่วงนั้นก็มีเหตุการณ์ย่อยเกิดขึ้นอีก

1 องศา สะท้านโลก

 

เพียงแต่ว่าสภาพอากาศที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้อยู่เกณฑ์กราฟที่เติบโตเร็วกว่าปกติเพราะมีปัจจัยมาจากก๊าซเรือนกระจกโลก แต่การที่เราลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้เร็วที่สุดนั้นเราก็ต้องลดการปล่อยลงให้ได้เสียก่อน ซึ่งหากทำได้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 50-100 ปี เพราะก๊าซคาร์บอนมีอายุสลายตัวค่อนข้างยาวนาน

“สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจก็คือ เรื่องของฝุ่นดำที่เกิดจากเขม่าควันเครื่องยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม และไฟป่า ฝุ่นดำนี้จะเป็นอณูที่เก็บกักความร้อนไว้ในอากาศมากถึง 60% ถ้าหากเราสามารถจัดการกับฝุ่นดำเหล่านี้ได้ก็อาจช่วยลดอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้ถึง 60% เช่นเดียวกัน” ดร.นริสา เสนอแนวคิดในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ซึ่งกำลังศึกษากันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดคือพฤติกรรมของมนุษย์ อย่าคิดไปเองว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพราะภัยธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นทุกวันนี้ บอกเราได้อย่างดีว่าโลกกำลังถูกทำลายด้วยเหล่าผีเสื้อ ซึ่งก็คือมนุษย์ที่ไม่ตระหนักถึงพฤติกรรมทำลายสิ่งแวดล้อม โดยไม่รู้เลยว่าลมใต้ปีกของมันจะส่งผลร้ายกับบ้านที่พวกมันอยู่รุนแรงถึงเพียงนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท