
รถคันแรก
มันเป็นนาทีของชั่วโมงที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่“เขา” ยังคงนั่งอยู่หลังพวงมาลัยในรถยนต์ที่จอดนิ่งบนถนนพร้อมกับภาพแถวรถยนต์จำนวนมหาศาลที่หยุดอยู่กับที่โดยไม่ขยับเคลื่อนไปไหน
มันเป็นนาทีของชั่วโมงที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่“เขา” ยังคงนั่งอยู่หลังพวงมาลัยในรถยนต์ที่จอดนิ่งบนถนนพร้อมกับภาพแถวรถยนต์จำนวนมหาศาลที่หยุดอยู่กับที่โดยไม่ขยับเคลื่อนไปไหน
วันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ไม่ใช่วันต้นสัปดาห์หลังจากหยุดยาว หรือเป็นวันเปิดเทอมของบรรดาเหล่านักเรียน ทำให้เขาไม่ได้เผื่อเวลาในการเดินทางไปถึงจุดหมายมากนัก เพราะไม่คิดว่าการจราจรจะติดขัดอย่างบ้าคลั่งจนไม่ขยับเขยื้อนเช่นนี้
เขาคิดถึงข่าวรถติดที่ประเทศจีนที่เคยผ่านตาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงเทศกาลวันหยุดของจีนนั้น การจราจรบนทางด่วนที่มุ่งออกนอกเมืองติดขัดยาวหลายสิบกิโลเมตรแถมบางจุดต้องใช้เวลาเป็นวันๆ กว่าจะผ่านพ้นช่วงการจราจรที่หยุดนิ่งนั้นมาได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่อาจต้องใช้เวลาเดินทางหลายวันในการสัญจรด้วยรถยนต์ข้ามไปยังเมืองต่างๆ
ภาพข่าวยังเผยให้เห็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่พากันนำสินค้าสารพัดมาเดินเร่ขายให้ผู้คนระหว่างที่การจราจรทั้งถนนกำลังหยุดนิ่ง บางครอบครัวก็ถือโอกาสควักโต๊ะเก้าอี้พับมาตั้งข้างรถแล้วล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกัน
“บางทีสักวันบ้านเราคงเป็นอย่างนั้น” เขาคิดในใจ
ไฟเขียวสว่างขึ้นพอให้เห็นลิบๆ ข้างหน้า ทว่าแถวรถยนต์ทั้งถนนก็ไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย เขานั่งดูตัวเลขนับถอยหลังของสัญญาณไฟที่เริ่มจาก “30” และลดลงมาเรื่อยๆ “3...2...1...” ไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดงพร้อมกับตัวเลข “200” ที่ปรากฏขึ้นและเริ่มนับถอยหลังใหม่อีกครั้ง
สถานีวิทยุจราจรที่เขาเปิดฟังในรถไม่มีการรายงานสภาพการจราจรใดๆ และถูกแทนที่ด้วยเสียงเพลงบรรเลงที่ทางสถานีเปิดมาพักใหญ่
เขาได้ยินมาว่า เมื่อใดก็ตามที่สถานีวิทยุจราจรไม่มีการรายงานจราจรและเปิดเพลงบรรเลงเป็นเวลานานๆ นั้น หมายความว่า การจราจรกำลังติดขัดอย่างหนักและยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายเพลงบรรเลงจึงเป็นเครื่องมือเดียวที่จะช่วยให้ผู้ขับรถที่กำลังฟังวิทยุอยู่ รู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า ในปี 2555 ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะติดขัดเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นในปี 2554 ตั้งแต่เดือน ม.ค.ต.ค. มีรถจดทะเบียนในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นจาก 6,444,631 คัน เป็น 6,841,171 คัน เพิ่มขึ้น 396,540 คัน คิดเป็นร้อยละ 6.2
ข้อมูลยังระบุด้วยว่า ในปี 2555 มีรถยนต์ 4 ล้อ ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน และรถยนต์ 4 ล้อรับจ้าง จดทะเบียนใหม่เฉลี่ยวันละ 1,225 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 243 คันต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 23.6 ส่วนรถจักรยานยนต์ มีการจดทะเบียนใหม่เฉลี่ยวันละ 1,140 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 82 คันต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 7.8 รวมทั้งยังมีโครงการรถคันแรกของรัฐบาลที่ผลักดันให้ประชาชนซื้อรถยนต์กันมากขึ้น
ขณะที่อัตราความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์บนถนนสายต่างๆ พบว่า ความเร็วเฉลี่ยในชั่วโมงเร่งด่วน (ช่วงเช้า) 16.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยในชั่วโมงเร่งด่วน (ช่วงเย็น) 23.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2553 พบว่าอัตราความเร็วเฉลี่ยช่วงเช้าลดลงประมาณ 1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนช่วงเย็นลดลง 2.1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ด้าน ทอมทอม ผู้ผลิตเครื่องจีพีเอสในสหรัฐ และ INRIX องค์กรผู้ให้บริการข้อมูลด้านการจราจร ได้จัดอันดับเมืองที่มีปัญหาการจราจรติดขัดของโลก ปรากฏว่า กรุงเทพฯ ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 โดยผู้จัดอันดับระบุว่า ในกรุงเทพฯ การจราจรสามารถติดขัดได้ตลอดเวลา หลังจากที่การเติบโตของจำนวนรถยนต์พุ่งแซงหน้าถนน ซึ่งชั่วโมงเร่งด่วนในช่วงเย็นที่เป็นเวลาเลิกเรียนของนักเรียนและคนทำงานนั้น จะมีปัญหาการจราจรติดขัดมาก
เสียงแตรดังยาวในเลนข้างๆ ปลุกเขา ขณะนั่งมองเหม่อดูไอร้อนจากท่อไอเสียรถยนต์ที่กำลังระอุขึ้นเป็นคลื่นอยู่ในอากาศเบื้องหน้า
หลังหันไปตามเสียงก็พบกับรถยนต์สองคันที่กำลังยื้อแย่งพื้นที่ด้านหน้าอันน้อยนิดของตัวเองหลังจากที่การจราจรเคลื่อนไปข้างหน้าได้เพียงเล็กน้อย คันหนึ่งพยายามจะเปลี่ยนจากเลนซ้ายเข้ามาเลนกลาง ส่วนคันที่อยู่ในเลนกลางก็พยายามขับจี้คันหน้าเพื่อปิดช่องทางไม่ให้ถูกแทรก
ขณะที่ทั้งสองกำลังเบียดบี้แบบไม่มีใครยอมใครจนหน้ารถเกือบจะชนกัน คันที่อยู่ในเลนกลางก็บีบแตรดังยาวขึ้นมา เสียงแตรทำให้คนขับทั้งสองคันเปิดกระจกออกมามองหน้ากันด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง พร้อมเริ่มสาดถ้อยคำที่รุนแรงเข้าใส่กัน
เขานั่งดูใบหน้าอันเกรี้ยวกราดของคนขับรถทั้งสองคันพร้อมกับคิดไปว่า บางครั้งรถยนต์ก็ทำให้มนุษย์เราเผยด้านมืดของความฉุนเฉียวออกมาโดยไม่รู้ตัว ห้องโดยสารเปิดแอร์เย็นฉ่ำที่มีกระจกกั้นจากภายนอกดูราวกับห้องอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้คนคิดว่าสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่ต้องการ โดยไม่คิดว่าห้องโดยสารนั้นกำลังเคลื่อนที่อยู่บนถนนอันเป็นทางสาธารณะที่หลายคนต้องใช้ร่วมกัน
หากไม่อยู่ในรถยนต์ ใบหน้าอันเกรี้ยวกราดของคนขับรถทั้งสองคันอาจเป็นใบหน้าอันอ่อนโยนของลูกและภรรยา อาจเป็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยมิตรภาพสำหรับเพื่อนฝูง อาจเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังในการทำงานสำหรับเจ้านาย
“รถยนต์เปลี่ยนคนได้ถึงเพียงนี้...” เขาคิดในใจ
ไฟเขียวเบื้องหน้าสว่างวาบขึ้นอีกครั้งพร้อมกับตัวเลขนับถอยหลัง แต่คราวนี้ดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง รถคันหน้าเริ่มขยับไปได้ไกลขึ้น รถสองคันในเลนด้านข้าง ที่เกือบจะลงมาวางมวยกันต่างปิดกระจกรถตัวเองและพากันเหยียบคันเร่งเพื่อให้ทันกับสัญญาณไฟ แต่ใบหน้าของคนขับทั้งสองก็ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
หลังรถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ได้ไม่นาน ไฟแดงก็ปรากฏขึ้น รถของเขาจอดอยู่เป็นคันแรกของสี่แยกแห่งนั้น เส้นทางข้างหน้ายังคงมองเห็นรถจำนวนมากติดให้เห็นเป็นพรืดอยู่ไกลๆ
เขาเลิกคิดแล้วว่าจะไปถึงที่ทำงานตอนกี่โมง สิ่งที่คิดตอนนี้มีอยู่อย่างเดียว คือ พรุ่งนี้เขาจะจอดรถยนต์คันแรกที่ตัดสินใจซื้อมาหลังได้รับส่วนลดเฉียดแสนจากโครงการของรัฐบาลไว้ที่บ้าน และหันไปใช้บริการขนส่งมวลชนแทน
แม้จะลำบากกว่าเมื่อเทียบกับการนั่งตากแอร์ในรถส่วนตัว ทว่าอย่างน้อยคงไม่ทำให้สูญเสียอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกับการขับรถไปทำงานบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยการจราจรที่ติดขัดแบบนี้







