
ธรณีนี่นี้ใครครอง (5) : สิทธิในที่ดินกับภาวะเจริญพันธุ์
โดย...ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง
โดย...ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง
อาจารย์ ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง มานำเสนอถึงสิทธิในที่ดินต่อเป็นตอนที่ 5 แล้วนะคะ มีใจความดังนี้ค่ะ “ในสัปดาห์นี้ เราจะมาพูดคุยกันถึงความสัมพันธ์ของสิทธิในการใช้ที่ดินกับแง่มุมสำคัญมุมหนึ่งที่เกี่ยวกับประเด็นทางประชากร นั่นก็คือภาวะเจริญพันธุ์ค่ะ ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยกันแล้วว่า สิทธิในที่ดินที่เราได้พูดถึงกันมาในสัปดาห์ก่อนๆ นั้น สามารถส่งผลกระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้ด้วยหรือ แล้วถ้าได้ อะไรคือกระบวนการ หรือปัจจัยหลักๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบนั้น
ในสัปดาห์ก่อนๆ เมื่อผู้เขียนเอ่ยถึงผู้มีสิทธิในที่ดิน ผู้เขียนก็มักจะยกตัวอย่างถึงบุคคล บุคคลเดียว ที่ใช้และมีสิทธิในแบบต่างๆ บนผืนดินผืนนั้นใช่ไหมคะ แต่เราลองมาคิดกันใหม่นะคะว่า ในหลายๆ สถานการณ์ ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากผืนดินผืนหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อการผลิตหรือการอยู่อาศัย กลับมิใช่บุคคล บุคคลเดียว แต่คือครอบครัวของเขา และเมื่อเราขยายมุมมองจากปัจเจกบุคคลไปเป็นหน่วยครอบครัวเช่นนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคิดว่า จะมีความแตกต่างในการตัดสินใจต่างๆ ของครัวเรือนไหม ถ้าสิทธิอย่างเป็นทางการในที่ดินนั้น (1) เป็นของหัวหน้าครอบครัวฝ่ายชาย (สามี) เพียงผู้เดียว หรือ (2) เป็นของหัวหน้าครอบครัวฝ่ายหญิง (ภรรยา) เพียงผู้เดียว หรือ (3) เป็นของทั้งสามีและภรรยาอย่างเท่าเทียมกัน
จากการศึกษาในประเทศเปรู ของ Erica Field* จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า การให้สิทธิในการถือครองที่ดินอย่างเป็นทางการต่อบุคคลในครัวเรือนที่แตกต่างกัน เช่น สามี หรือภรรยา หรือทั้งสามีและภรรยา ส่งผลให้เกิดความแตกต่างในการตัดสินใจของครัวเรือนในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการตัดสินใจในเรื่องการมีบุตรค่ะ Dr.Field พบว่า เมื่อมีการให้สิทธิในที่ดินอย่างเป็นทางการ ต่อครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดในเขตเมืองทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1996 โดยในเอกสารสิทธินั้นมีชื่อของหัวหน้าครัวครอบทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงปรากฏอยู่ พบว่า (1) 30% ของผู้หญิงในเขตที่มีการให้เอกสารสิทธินั้น มีการร่วมตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ ของครัวเรือนมากขึ้น และ (2) ในปี ค.ศ. 2001 อัตราการเกิดของบุตรต่อปีจากกลุ่มผู้ได้เอกสารสิทธิดังกล่าว ลดลงถึง 21% ค่ะ
การศึกษาชิ้นนี้ ได้ให้คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับผลที่พบในข้างต้นไว้ดังต่อไปนี้ค่ะ การที่ภรรยามีสิทธิในที่ดินร่วมกับสามีส่งผลให้เธอมีอำนาจในการต่อรองในครัวเรือนมากขึ้น เนื่องจากเธอมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และในหลายกรณี ฝ่ายหญิงอาจมีความต้องการมีบุตรน้อยกว่าฝ่ายชาย เนื่องจากเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการตั้งครรภ์ คลอด และเลี้ยงดูบุตร จึงส่งผลให้อัตราการเกิดของบุตรลดลงค่ะ
นอกจากนี้ การที่ผู้อาศัยในชุมชนแออัดมีสิทธิอย่างเป็นทางการในที่ดินที่อาศัยอยู่ ไม่ว่าสิทธินั้นจะเป็นของฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย ส่งผลให้สมาชิกในครัวเรือนมีความมั่นใจในความเป็นเจ้าของที่ดินมากขึ้น จนสามารถออกไปทำงานนอกชุมชนได้ โดยไม่ต้องกังวลกับการอยู่เฝ้าบ้าน เพื่อไม่ให้ใครมายึดไป ดังนั้นในกรณีนี้ ภรรยาซึ่งมีแนวโน้มที่จะต้องอยู่เฝ้าบ้านมากกว่า ก็จะสามารถออกทำงานนอกบ้านได้มากขึ้น และถ้าหากการออกไปทำงานนอกบ้านทำให้เวลาที่เธอสามารถใช้ในการเลี้ยงดูบุตรลดลง อาจส่งผลให้เธอเลือกที่จะมีบุตรน้อยลงได้ค่ะ
สัปดาห์หน้าเราจะมาพูดคุยกันถึงประวัติของสิทธิในที่ดินทำกินในภาคเกษตรกรรม ในประเทศไทยกันนะคะ”







